ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 564 การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 564 การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว
ตอนที่ 564 การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว
“คุยเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงดูคาดหวังอย่างยิ่ง
ต้าหลางและซานหลางต่างก็หยุดการกระทำในมือ มองท่านพ่อท่านแม่อย่างสงสัยใคร่รู้
มีเพียงเอ้อร์หลางที่ถามอย่างร้อนตัวเล็กน้อย “คงไม่ใช่ว่ามาเพื่อลงโทษข้าหรอกนะ?”
ฉินเหยาโบกมืออย่างขบขัน “ไม่ใช่ แต่ก็เกี่ยวกับเจ้าอยู่บ้าง”
เอ้อร์หลางพลันเครียดขึ้นมา นั่งตัวตรงแหน่ว
ทว่าการลงโทษจากท่านพ่อท่านแม่ที่คาดไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ได้ยินเพียงเสียงอ่อนโยนของท่านแม่พูดขึ้นว่า
“ข้ารู้ว่าช่วงนี้พวกเจ้ามีความสับสนและเรื่องกลุ้มใจบางอย่างที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ตอนนี้พวกเจ้าสามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มที่ ข้ากับพ่อของพวกเจ้าอาจจะช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้พวกเจ้าได้”
หัวข้อสนทนาเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กๆ ต่างก็กระตือรือร้นขึ้นมาแล้วเล่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และเรื่องกลุ้มใจเล็กๆ ที่ตนเองพบเจอในช่วงนี้ออกมา
หลิวจี้ดูออกว่า เด็กๆ ชอบช่วงเวลานี้มาก ตอนที่แบ่งปันเรื่องกลุ้มใจก็ทำหน้าเศร้า
แต่พอพูดถึงเรื่องที่น่ายินดีก็จะแสดงท่าทางมีชีวิตชีวาขึ้นมา ท่าทางที่สดใสนั้นทำให้ในใจของเขาบังเกิดความรู้สึกตื้นตันที่ยากจะบรรยายได้
ราวกับว่าในวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าตนเองได้เป็นพ่อคนแล้ว มีลูกสี่คนจริงๆ ชายสามหญิงหนึ่ง พวกเขาแต่ละคนมีนิสัยไม่เหมือนกัน แต่ก็มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน
หลิวจี้ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง รับฟังเรื่องกลุ้มใจของเด็กๆ อารมณ์ก็พลุ่งพล่านตามความโกรธของพวกเขาไปอย่างควบคุมไม่ได้จนสุดท้ายก็แสดงท่าทีตื่นเต้นและเข้าถึงอารมณ์ยิ่งกว่าพวกเด็กๆ เสียอีก
“นี่มันสหายร่วมชั้นเรียนประเภทไหนกัน เหตุใดถึงชอบจี้แต่จุดอ่อนของคนอื่น อายุแค่นี้ แต่ปากคอเราะรายเสียจริง ถึงกับกล้าพูดว่าข้าเกาะเมียกิน! ข้าเป็นถึงจวี่เหรินผู้สง่างาม ยังต้องมาเกาะเมียกินอีกหรือ”
เขาเป็นพวกเกาะเมียกินแต่ยังทำกร่างมาตลอดต่างหากเล่า!
หลิวจี้กล่าวอย่างเดือดดาล “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง คราวหน้ากระทืบมันให้ตายแทนพ่อซะ!”
“ซื่อเหนียง เจ้า…” เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตที่กะพริบปริบๆ ของลูกสาว น้ำเสียงของหลิวจี้ก็เปลี่ยนไป “ช่างเถอะ การที่เจ้าไปคลุกคลีอยู่กับเด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่แล้วไม่ถูกรังแกก็ดีมากแล้ว นานๆ ครั้งจะไปรังแกคนอื่นบ้างก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร”
หลังจากระบายความรู้สึกร่วมออกมาอย่างเต็มที่ หลิวจี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองไปยังฉินเหยาด้วยความนับถือ “เมียจ๋า ต้องเป็นเจ้าจริงๆ หากสำนักศึกษาอื่นๆ เข้าใจวิถีแห่งหยินหยางที่สมดุลนี้อย่างลึกซึ้งและอำนวยความสะดวกให้เด็กผู้หญิงมากๆ ซื่อเหนียงของบ้านเราก็คงไม่ต้องไปตีกับเด็กผู้ชายทั้งวันและสามารถเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยและสงบเสงี่ยมได้”
เมื่อได้ยินท่านพ่อพูดถึงตนเอง ซื่อเหนียงก็พูดเสริมอย่างองอาจ “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วง พี่จินฮวาช่วยข้าอยู่ พวกเราพี่น้องร่วมใจ เด็กผู้ชายในสำนักศึกษาทั้งหมดล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเราเลยเจ้าค่ะ!”
หลิวจี้มองท่าทางภาคภูมิใจของลูกสาวตัวน้อยก็ใช้นิ้วจิ้มจมูกที่เชิดรั้นของนางอย่างไม่สบอารมณ์ “พูดจาเหลวไหลอะไร พวกเราเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยสงบเสงี่ยม วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้กำลัง รู้หรือไม่”
ซื่อเหนียงพลันเข้าใจในทันที “เช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะไปด่าพวกเขากับพี่จินฮวา!”
หลิวจี้ “…”
ฉินเหยาใช้กำปั้นปิดปากจึงสามารถปกปิดรอยยิ้มที่มุมปากไว้ได้ นางกระแอมเบาๆ สองครั้ง ดึงดูดสายตาของพ่อลูกทั้งห้าคน
ฉินเหยาบอกสี่พี่น้องว่า ในบ้าน จะเป็นท่านแม่ดุท่านพ่อใจดี หรือท่านแม่ใจดีท่านพ่อดุก็ได้ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นชายทำงานนอกบ้านหรือหญิงทำงานนอกบ้าน ผู้ชายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้หญิงเป็นผู้ใหญ่บ้าน นี่ล้วนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าแปลก
และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปโต้แย้งความคิดเห็นที่แตกต่างจากโลกภายนอกเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะพูดจาระคายหูมาก แต่ที่พวกเขาทำเช่นนั้นก็เพียงเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
“เช่นนั้นคนพวกนี้ไม่น่าสงสารแย่หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงพูดพลางถอนหายใจ
เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกว่าถ้าคนผู้หนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนเองถึงต้องทำเช่นนี้ สักแต่จะทำตามอย่างมืดบอด ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เช่นนั้นเขาก็น่าสงสารจริงๆ
“ท่านแม่ จู่ๆ ข้าก็ไม่เกลียดสหายร่วมชั้นเรียนที่ทะเลาะกับข้าในสำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงพูดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา “เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพียงแค่เห็นคนอื่นเกลียดข้าก็เลยเกลียดข้าตามไปด้วย”
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วมุ่น ในชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกว่าผู้คนในโลกนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
หลิวจี้แอบดึงชายเสื้อของฉินเหยาเบาๆ ลูกสาวเป็นแบบนี้จะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ
ดูแววตาที่เวทนาสงสารนั่นสิ คนที่ไม่รู้คงนึกว่านางเป็นพระโพธิสัตว์
เมื่อนึกถึงภาพที่ลูกสาวโกนศีรษะเข้าสู่ทางธรรม หลิวจี้ก็ตกใจจนตัวสั่น
ฉินเหยามองหลิวจี้อย่างจนคำพูด ประสาทจริงๆ!
นางอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนตัก ลูบศีรษะของนางแล้วพูดกับสี่พี่น้องอย่างอ่อนโยนว่า
“ทุกสิ่งในโลกนี้ ขอเพียงมีอยู่ก็ถือว่าสมเหตุสมผล เข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้นหนึ่งส่วนและตำหนิตัวเองให้น้อยลงหนึ่งส่วน จงถ่อมตนอยู่เสมอ เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่เกินกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้”
ซานหลางพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านแม่ ท้องฟ้าใหญ่แค่ไหนหรือขอรับ”
ความสนใจของซื่อเหนียงก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาเช่นกัน “ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะว่าทำไมดวงดาวบนท้องฟ้าถึงปรากฏตัวตอนกลางคืนเสมอเลย”
หา หลิวจี้ปรับตัวตามการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไม่ทัน เมื่อครู่ยังพูดถึงเหล่าสหายร่วมชั้นเรียนที่ปากมากในสำนักศึกษาอยู่เลย ไฉนจู่ๆ ก็มาคุยกันเรื่องฟ้าดินได้
เมื่อรอคำตอบจากท่านพ่อเนิ่นนานแล้ว เขาก็ยังไม่ตอบสักที เอ้อร์หลางก็มองไปอย่างสงสัย “ท่านพ่อ คงไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้หรอกนะ”
“แล้วเจ้ารู้รึ” หลิวจี้ย้อนถามอย่างกร่างๆ
เอ้อร์หลางก็หงอลงไปในทันที
ไม่ได้สิ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน!
“ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเสี่ยวไหลฝูจะเข้าเมือง ข้าอยากไปด้วยขอรับ ข้าอยากซื้อตำรา ได้หรือไม่ขอรับ” เอ้อร์หลางร้องขออย่างกระตือรือร้น ในแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาในความรู้
ฉินเหยากำลังยกน้ำแกงหวานที่ซื่อเหนียงกินเหลือขึ้นมาจิบแก้ชุ่มคอ เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ปรารถนาความรู้คู่นั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นางก็แทบจะพ่นน้ำแกงหวานที่อยู่ในปากออกมา
ฉินเหยาฝืนกลืนน้ำแกงหวานทั้งหมดลงท้อง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “หลิวเอ้อร์หลาง ถ้าเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้คนรอบข้างกดดันมากนะ”
ต้าหลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกๆ ใช่เลย ใช่เลย!
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ฉินเหยาก็ยังตอบตกลงคำขอเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้ของเอ้อร์หลาง
เพื่อให้ยุติธรรม นางจึงให้สี่พี่น้องลาหยุดเข้าเมืองไปด้วยกันทั้งหมดแล้วให้เงินไปคนละสองตำลึงเพื่อให้พวกเขาไปซื้อตำราที่ตัวเองชอบคนละหนึ่งเล่ม
ก่อนที่สองสามีภรรยาจะจากไป เอ้อร์หลางก็ลุกพรวดขึ้นมาจากบนเตียงแล้วถามขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าท้องฟ้ากว้างใหญ่เพียงใด”
ฉินเหยาครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างจริงจังเช่นกันว่า “ไม่รู้สิ” นางรู้เพียงว่าโลกกว้างใหญ่เพียงใด
น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมแล้ว
หลังจากดับเทียนบนเชิงเทียนและปิดประตูห้องของพวกเด็กๆ เรียบร้อยแล้ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็ยืนสบตากันอยู่ที่หน้าประตู ‘การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว’ ในคืนนี้จบลงอย่างสมบูรณ์ ต่างคนต่างกลับห้องของตนไปนอน
ก่อนจะหลับไป พลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของฉินเหยา บางทีในวันข้างหน้า ภายใต้การศึกษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเอ้อร์หลาง นางอาจจะสามารถรู้ได้ว่าตนเองนั้นอยู่ที่ใด
ขณะที่คิดไปเรื่อยๆ นางก็ผล็อยหลับไปในที่สุดและฝันดีตลอดทั้งคืน
เมื่อฉินเหยาตื่นขึ้นมา อาวั่งก็ได้ขับรถม้าพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องและสองแม่ลูกหลี่ซื่อกับเสี่ยวไหลฝูเข้าเมืองไปแล้ว
อันที่จริงหลิวจี้ก็อยากจะตามไปด้วย แต่เช้าตรู่วันนี้เขาดันเห็นเจินอวี้ไป๋เดินไปยังเรือนปทุมจากลานหน้าบ้านของตน ในใจพลันก็หวาดระแวงขึ้นมาอย่างรุนแรง พอทานอาหารเช้าเสร็จก็รีบหิ้วหีบหนังสือบุกไปยังเรือนปทุมทันที