ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 565 ตระกูลซ่งมาแล้ว
ตอนที่ 565 ตระกูลซ่งมาแล้ว
น่าเสียดาย ตอนที่หลิวจี้ไปถึงเจินอวี้ไป๋ก็จากไปแล้ว
เขาเพียงแค่มาหามหาบัณฑิตเพื่อขอให้ช่วยเขียนบทกวีให้กำลังใจแก่เด็กๆ ในสำนักศึกษา พอได้บทกวีแล้วก็จากไป
หลิวจี้ที่ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกลับต้องมาคิดมากทั้งวัน เขาทั้งหวาดระแวงและสงสัยไปทั่ว จิตใจก็ห่อเหี่ยว
พอตกเย็น พวกเด็กๆ ก็กลับมาจากในอำเภอพร้อมนำข่าวที่ว่าครอบครัวของซ่งจางจะมาพักที่หมู่บ้านตระกูลหลิวสองสามวันมาด้วย
ครั้งล่าสุดที่ซ่งจางบอกว่าจะมาคือช่วงก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา
ไม่นึกเลยว่าพออากาศเย็นลงเช่นนี้ กลับมีเวลาว่างเสียได้
ฉินเหยาถามอาวั่ง “บอกหรือไม่ว่าจะมานานเท่าใด”
อาวั่งตอบ “ท่านใต้เท้าไม่ได้บอกขอรับ แต่ก็น่าจะพักอยู่ราวสามถึงห้าวัน ข้าเห็นคนรับใช้ของตระกูลซ่งจัดซื้อข้าวของจำนวนไม่น้อยในเมืองวันนี้ น่าจะตั้งใจพักอยู่ที่หมู่บ้านสักระยะหนึ่ง”
หลิวจี้ตั้งตารออย่างยิ่ง เขาปรึกษากับฉินเหยาอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นพวกเราต้องเตรียมอะไรหรือไม่ หรือจะให้ข้าไปกวาดลานบ้านของใต้เท้าซ่งตอนนี้เลยดี”
เรือนใหม่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ด้านในย่อมต้องมีแต่ใบไม้ร่วงอยู่เต็มไปหมด
ก่อนหน้านี้มีโอกาสปรากฏตัวต่อหน้าซ่งจางน้อยมาก ทั้งอีกฝ่ายก็ไม่เคยชายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย ครั้งนี้ที่ซ่งจางจะมา หลิวจี้จึงตัดสินใจว่าจะต้องแสดงความสามารถให้เขาประจักษ์แก่สายตาให้ได้
ถึงอย่างไรเสีย ทั่วทั้งอำเภอไคหยางแห่งนี้ ในตอนนี้คนที่หลิวจวี่เหรินอย่างเขาจะยอมเป็นฝ่ายเข้าไปผูกมิตรด้วยก็มีเพียงท่านนายอำเภอซ่งเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ นั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของหลิวจวี่เหรินอย่างเขาสักคน
ฉินเหยาเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเขาจึงเอ่ยขึ้น “ตามใจเจ้าเถอะ”
ไม่นึกเลยว่าหลิวจี้จะเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ แม้แต่อาหารเย็นก็ไม่กิน คว้าผ้าขี้ริ้วกับไม้กวาดแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอย่างกระตือรือร้น
อาวั่งอดทนอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ตะโกนเตือนเสียงดัง “นายท่านใหญ่ ท่านยังไม่ได้เอากุญแจไป”
แล้วก็ไม่มีกุญแจด้วย
หลิวจี้ที่วิ่งไปถึงริมฝั่งแม่น้ำแล้วถึงกับเบรกกะทันหัน เขาหันกลับมาอย่างหัวเสีย “ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้!”
อาวั่งนึกในใจ ‘ท่านก็ไม่ได้ถามนี่’ เขาไม่อยากจะไปยุ่งกับนายท่านใหญ่ที่กำลังโกรธกลบเกลื่อนความอายจึงจูงม้าไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จัดการป้อนอาหารให้เหล่าหวงจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นจึงค่อยเข้าไปกินข้าวในบ้าน
บนโต๊ะอาหาร หลิวจี้ส่งสายตาเคืองแค้นมาไม่หยุด แต่อาวั่งกลับไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบชามใบใหญ่มาคีบกับข้าวใส่จนเต็มแล้วไปนั่งยองๆ อยู่ข้างประตูพลางกินอย่างเอร็ดอร่อย ยึดหลักที่ว่าถ้ามองไม่เห็นก็เท่ากับไม่มีอยู่จริง
หลิวจี้โกรธจนอกแทบระเบิด แต่ก็ไม่อาจอาละวาดได้ ทำได้เพียงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความอยากอาหาร กินข้าวมากกว่าปกติไปถึงสองชาม
“หอมอร่อยจริงๆ!” เขาเช็ดปากอย่างพึงพอใจ ราวกับว่าเรื่องน่าอายเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
พวกต้าหลางสี่พี่น้องก้มหน้าก้มตากินกับข้าว ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเพราะกลัวว่าท่านพ่อจะเห็นมุมปากที่ยกขึ้นของพวกตน
น่าเสียดายที่อินเยว่ซึ่งเพิ่งกลับมาจากการวิ่งเหยาะๆ พอเข้าบ้านมาแล้วก็เห็นเด็กทั้งสี่กำลังกลั้นหัวเราะอยู่ อินเยว่ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องโถงแล้วเอ่ยถามเสียงดังว่า
“ต้าหลาง พวกเจ้าหัวเราะอะไรกันหรือ มีเรื่องอะไรน่าดีใจหรือ”
เมื่อเห็นว่าสายตาของท่านพ่อกำลังจะหันมา ต้าหลางก็ใช้ไหวพริบปฏิภาณ รีบพยักหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ขอรับ ท่านลุงซ่งจะพาครอบครัวมาพักที่หมู่บ้านในวันพรุ่งนี้”
“คราวก่อนตอนที่ท่านลุงซ่งมาทานข้าวที่บ้าน เขาบอกว่าลูกชายของเขาเก่งกาจด้านการยิงธนูที่สุด พอดีเลย พวกเราจะได้ขึ้นเขาไปประลองฝีมือกัน”
คำพูดนี้เป็นความจริง หลิวจี้จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ กลับกันเขายังพูดเสริมอย่างคาดหวัง
“เช่นนั้นก็ดีเลย พอคุณชายน้อยตระกูลซ่งมาถึงแล้ว ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพวกเจ้าก็ช่วยดูแลเขาให้ดีๆ ด้วยเล่า”
“เมียจ๋า หรือจะให้พวกลูกๆ ลาหยุดสักสองวันดี อากาศก็เย็นลงแล้ว ดูใบหน้าเล็กๆ นั่นสิ หนาวจนแดงไปหมดแล้ว ข้าล่ะปวดใจจริงๆ” หลิวจี้ทำท่าทางห่วงใย
เอ้อร์หลางปฏิเสธอย่างจริงจัง “ข้าไม่จำเป็นต้องหยุดหรอกขอรับ วันนี้ก็ลาหยุดไปแล้ว พรุ่งนี้ข้าต้องกลับไปสำนักศึกษา มิเช่นนั้นจะตามการเรียนไม่ทัน”
แต่ฉินเหยาก็คิดว่าในเมื่อคนตระกูลซ่งมาที่หมู่บ้านนี้เป็นครั้งแรกก็ควรจะต้อนรับขับสู้ให้ดี อย่างน้อยๆ วันแรกก็ไม่ควรละเลยพวกเขา
“เช่นนั้นก็ลาพรุ่งนี้อีกวันเถอะ มะรืนค่อยกลับไปเรียน” ฉินเหยาพูดจบก็หันไปมองสี่พี่น้อง “ตกลงไหม”
ฝาแฝดพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
แม้ว่าต้าหลางจะรู้สึกว่าท่านพ่อท่านแม่ตามใจพวกตนสี่พี่น้องมากเกินไปหน่อย แต่ก็ยากที่จะต้านทานสิ่งล่อใจของการที่ไม่ต้องไปสำนักศึกษาได้จึงขานรับออกมาเบาๆ
เอ้อร์หลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดอย่างฝืนใจ “ก็ได้ขอรับ”
ดังนั้น วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉินเหยาก็คำนวณเวลาที่ตระกูลซ่งจะมาถึง เมื่อเห็นว่าใกล้ได้เวลาแล้ว สองสามีภรรยาจึงพาลูกๆ มาที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อรอต้อนรับการมาถึงของครอบครัวซ่งจาง
วันนี้อากาศค่อนข้างดี พระอาทิตย์ที่หายไปหลายวันได้โผล่หน้าออกมา นำพาแสงอันอบอุ่นมาสู่ผู้คน
สมาชิกครอบครัวทั้งหกคนต่างก็ซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ยืนเรียงแถวในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องถึงพลางชะเง้อมองไปยังทางเข้าหมู่บ้าน
ในที่สุด เสียงล้อรถม้าเคลื่อนที่ก็ดังเข้ามาในหูของฉินเหยา ท่ามกลางสายตาที่เฝ้ารอของสมาชิกครอบครัวทั้งหกคน ขบวนคนและม้ากลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ซ่งจางขี่ม้าตัวสูงใหญ่อยู่ข้างหน้าพร้อมด้วยผู้คุ้มกันสองคน คุณชายน้อยทั้งสองขี่ม้าตัวเล็กอยู่ตรงกลางโดยมีบ่าวรับใช้ของตนคอยคุ้มกันอยู่ข้างๆ สุดท้ายคือรถม้าที่ซ่งฮูหยินและคุณหนูซ่งโดยสารอยู่
ด้านหลังรถม้าคือเหล่าข้ารับใช้ที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวแบบเปิดโล่งพร้อมด้วยแพะภูเขาสีดำหนึ่งตัว
ใช่แล้ว ซ่งจางไม่เพียงแต่พาภรรยา ลูกสาว และลูกชายมาด้วยเท่านั้น แต่ยังนำแพะภูเขาสีดำมาให้ครอบครัวของฉินเหยาอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย
สองครอบครัวทักทายกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากพวกเด็กๆ ทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ฉินเหยาก็มองไปยังแพะภูเขาสีดำที่ถูกซานหลางกับซื่อเหนียงจับจ้องตาไม่กะพริบ ก่อนจะลองเสนอขึ้นว่า
“ใต้เท้า ฮูหยิน วันนี้พวกเรามาจัดงานเลี้ยงปิ้งย่างกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
สองสามีภรรยาตระกูลซ่งสบตากัน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน “ปิ้งย่าง?”
หลิวจี้และพวกเด็กๆ ก็มองมาอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าปิ้งย่างคืออะไร
ฉินเหยาไม่นึกเลยว่าทุกคนจะไม่รู้จักเรื่องสนุกๆ อย่างการปิ้งย่าง แต่ตัวนางเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้กินมานานมากแล้วเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
นางจึงกวักมือเรียกทุกคนพลางยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย “ตามข้ามาก็จะรู้เอง!”
“ต้าหลาง อย่าลืมจูงแพะมาด้วย!” ฉินเหยากำชับ
ต้าหลางขานรับเสียงดัง เขาสบตากับลูกชายคนรองของบ้านซ่งจาง เด็กหนุ่มสองคนที่อายุไล่เลี่ยกันจึงวิ่งไปจูงแพะภูเขาสีดำมาด้วยกัน
ทุกคนเดินตามฉินเหยามาที่บ้านด้วยความสงสัยใคร่รู้ ฉินเหยาก็เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ทุกคนฟังที่ข้าจะสั่งการ ไม่มีปัญหานะเจ้าคะ”
ซ่งฮูหยินเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แน่นอนว่าย่อมไม่มีปัญหาใดๆ นางตอบรับอย่างใจกว้างว่าจะให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน
ซ่งจางเห็นคนในครอบครัวสนใจจึงกล่าวอย่างหยอกล้อ “หากมีอะไรทำได้ไม่ดี ท่านผู้ใหญ่บ้านห้ามโกรธนะ”
อารมณ์ของนางนั้น ไม่แน่ว่าจะระเบิดขึ้นมาเมื่อใด พูดตามตรง เขาก็ยังแอบกลัวนางอยู่บ้าง
ฉินเหยาฝืนยิ้มอย่างจนใจ “วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้นหรอก”
“เช่นนั้นในเมื่อทุกคนไม่มีความเห็น พวกเราก็มาเริ่มลงมือกันเลยดีหรือไม่”
ทุกคนพยักหน้า ทำท่าทางรอรับคำสั่ง
ฉินเหยาเริ่มจัดการทันที นางชี้ไปที่หลิวจี้ “เจ้ากับอาวั่งไปฆ่าแพะแล้วหั่นส่วนเนื้อที่ดีที่สุดทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กๆ หมักไว้ ส่วนที่เหลือให้หลี่ซื่อตั้งเตาไฟแรงๆ นำไปตุ๋น”
หลิวจี้ยังอยากจะพูดคุยกับใต้เท้าซ่งให้มากขึ้นอีกหน่อย น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากปฏิเสธก็ถูกอาวั่งพาตัวไป ช่วยกันลับมีดเตรียมจัดการกับแพะภูเขา
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วสั่งต้าหลางกับซื่อเหนียงต่อ
“พวกเจ้าไปที่เรือนปทุม ถามท่านอาจารย์กับคุณชายฉีว่า ขอยืมลานชมทิวทัศน์หน้าบ้านของพวกเขาได้หรือไม่ ตรงนั้นทำเลดีที่สุด แดดส่องถึง ทิวทัศน์ก็งดงามอย่างยิ่ง ถือโอกาสชวนพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงปิ้งย่างของพวกเราด้วยเลย”
“ข้าคิดว่าพวกเขาต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”
สองพี่น้องรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งไปยังเรือนปทุมทันที ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่