ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 567 ตำแหน่งใกล้จะหมดวาระ
ตอนที่ 567 ตำแหน่งใกล้จะหมดวาระ
ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ต้าหลางที่กำลังพาน้องชาย น้องสาวและแขกจับปลาอยู่ จู่ๆ ก็ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นโชยมา
ชั่วพริบตาเดียว ปลาตัวหนึ่งก็ว่ายผ่านเท้าของเขาไป
ฉีเซียนกวนตะโกนลั่น “ต้าหลาง ปลา! ปลา!”
ท่าทางร้อนรนของเขานั้นราวกับอยากจะลงไปในแม่น้ำด้วยตนเองเพื่อช่วยอีกฝ่ายจับปลาอ้วนตัวนั้นที่นานๆ จะเจอสักที
น่าเสียดายที่สือโถวกับอากู่เพิ่งจะกำชับเขาไปหมาดๆ ว่าห้ามลงไปในแม่น้ำ เดี๋ยวจะเป็นหวัด
แม้ว่าบนท้องฟ้าจะมีดวงอาทิตย์ แต่ในฤดูนี้สายน้ำยังคงเย็นยะเยือก ไม่เพียงแต่ฉีเซียนกวนที่อยากลงไปในแม่น้ำแต่ไม่สามารถลงไปได้เท่านั้น คุณชายทั้งสองของตระกูลซ่งก็ถูกบ่าวรับใช้ร้องขอว่าห้ามลงไปในแม่น้ำเช่นกัน
ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องนั้นไม่มีข้อจำกัดใดๆ พวกเขาหยิบฉมวกที่ทำเองขึ้นมาและพับขากางเกงผ้าฝ้ายขึ้นก่อนจะลุยลงไปในแม่น้ำ
น้ำในแม่น้ำก็ไม่นับว่าเย็นจนเกินไปนัก อีกทั้งยังตื้นกว่าฤดูร้อนถึงครึ่งหนึ่ง บริเวณที่ใช้จับปลาแห่งนี้ น้ำลึกเพียงแค่ถึงต้นขาของซื่อเหนียงเท่านั้น
แต่ว่านางกับซานหลางก็เป็นเพียงแค่ตัวประกอบ คอยยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่พลางถือฉมวกไม้คอยสั่งการพี่ใหญ่กับพี่รองให้จับปลาเท่านั้น
เอ้อร์หลางจับปลาไม่ค่อยเก่ง เขาสะพายข้องใส่ปลาเดินตามหลังพี่ใหญ่ พอต้าหลางจับปลาได้หนึ่งตัวเขาก็ช่วยใส่ลงไปในข้อง เน้นการมีส่วนร่วมเป็นหลัก
ดังนั้นเมื่อต้าหลางซึ่งเป็นกำลังหลักเสียสมาธิไปชั่วครู่ สายตาตั้งอกตั้งใจของพวกเด็กๆ ก็พากันจับจ้องมาที่เขาทันที
คุณชายรองตระกูลซ่งกล่าวอย่างเสียดายว่า “เมื่อครู่เจ้าพลาดปลาตัวอ้วนไปตัวหนึ่งนะ ต้าหลาง”
ฉีเซียนกวนกลับไม่ได้เกรงอกเกรงใจขนาดนั้น เขาถามขึ้นตรงๆ ว่า “เมื่อครู่เจ้าเหม่ออะไรอยู่ ต้าหลาง”
ต้าหลางย่นจมูก หอมจังเลย เขาหันไปมองเหล่าสหายที่อยู่บนฝั่งอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นโชยมาหรือ หอมจนข้าจะน้ำลายไหลแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทุกคนก็พร้อมใจกันย่นจมูกสูดกลิ่น เหมือนจะได้กลิ่นจริงๆ ด้วยแฮะ
ดวงตาของซื่อเหนียงเปล่งประกาย นางคาดเดาอย่างใจกล้า “จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกท่านแม่ทำเสร็จแล้ว”
สิ้นเสียงของนาง ซานหลางก็กระโดดลงจากก้อนหิน ลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง สวมรองเท้าอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปยังเรือนปทุม
เขาไปวิ่งพลางพูดว่า “ข้าจะไปดูให้พวกเจ้าก่อน! เสร็จแล้วจะกลับมาเรียก!”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่พวกต้าหลางและคนอื่นๆ จะรอให้เขากลับมาแจ้งข่าวได้อย่างไร พวกเขาสบตากัน มองตาก็รู้ใจ เริ่มเก็บของสวมรองเท้า ถือข้องปลาที่มีปลาอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วรีบเดินไปยังเรือนปทุม
ยังไม่ทันถึงที่หมาย กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อย่างก็ลอยมาเตะจมูกแล้ว
พวกผู้ใหญ่เห็นพวกเขาเข้าก็รีบกวักมือเรียกให้ไปชิมเนื้อแพะย่างเสียบไม้ที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ
ไม่เพียงแต่มีเนื้อเท่านั้น ยังมีผักอีกด้วย กินเนื้อจนเลี่ยนแล้วก็มาหยิบผักเสียบไม้ไปไม้สองไม้ ช่วยแก้เลี่ยนได้ดี
ซานหลางร้องโอดครวญ เขามองดูเหล่าผู้ใหญ่ที่นั่งกินอยู่ที่โต๊ะจนปากมันแผล็บ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บใจ
ฉินเหยาเห็นข้องปลาในมือของเอ้อร์หลางก็ยื่นเนื้อเสียบไม้ที่ย่างเสร็จแล้วในมือให้เหล่าพี่น้องพลางเอ่ยถามอย่างขบขัน
“จับปลาได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ ได้เจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงตอบแทนพี่ชาย ในมือก็ถือเนื้อเสียบไม้อยู่เช่นกัน นางยกเนื้อเสียบไม้เข้าปาก หอมอร่อยเสียจนกระโดดโลดเต้น “ท่านแม่ อร่อยจังเลยเจ้าค่ะ คราวหน้าพวกเรามาปิ้งย่างกันอีกดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้สิ” ฉินเหยาพยักหน้า รับข้องปลาที่เอ้อร์หลางยื่นให้มา ข้างในมีปลาตัวเล็กกว้างสองนิ้วอยู่ห้าหกตัวกำลังดิ้นรนอย่างเชื่องช้าเพราะขาดน้ำ
“อาวั่ง เอาไปจัดการแล้วย่าง!” ฉินเหยาสั่ง
อาวั่งขานรับ พวกเด็กๆ ก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ พากันไปมุงดูการทำปลา เจ้าผลักข้าที ข้าดันเจ้าที แย่งกันชิมเนื้อปลาย่างคำแรก
คุณหนูตระกูลซ่งและคุณชายทั้งสองอายุมากกว่าเล็กน้อยจึงไม่กล้าแย่งชิงเช่นนั้น แต่ก็ยังตามไปดูอยู่ข้างหลังตาไม่กะพริบ
ฉีเซียนกวนกินเนื้อย่างไปได้ไม่กี่คำก็ถูกหลิวจี้ลากตัวไปเป็นแรงงาน จัดสรรเตาถ่านและเนื้อเสียบไม้หนึ่งจานให้เขา “เนื้อเสียบไม้ของท่านอาจารย์ก็ฝากศิษย์พี่ตัวน้อยด้วยแล้วกันนะ”
“แล้วเจ้าเล่า” ฉีเซียนกวนรีบดึงเขาไว้
หลิวจี้ชี้ไปที่ซ่งจางอย่างจริงจัง “ศิษย์น้องต้องต้อนรับแขกสิขอรับ ใต้เท้าซ่งมาครั้งแรกก็ยุ่งอยู่ตลอด ข้ายังไม่มีโอกาสได้นั่งดื่มชารสอ่อนกับเขาสักถ้วยเลย ศิษย์พี่ตัวน้อยคงเข้าใจใช่หรือไม่”
ฉีเซียนกวนเอ่ย “ก็ได้”
เขาหยิบเนื้อย่างวางบนตะแกรงเหล็ก เลียนแบบท่าทางการพลิกเนื้อกลับไปมาของฉินเหยาแล้วส่ายศีรษะไปมาอย่างมีความสุข ปิ้งย่างนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน
“ใต้เท้าซ่ง!” หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ เดินมาตรงหน้าซ่งจางที่กำลังเสียบเนื้ออยู่ ดึงเนื้อเสียบไม้ในมือของอีกฝ่ายมาวางไว้ข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติแล้วจูงคนไปล้างมือที่น้ำพุตรงหน้าผา
หลิวจี้ถูสบู่หอม ‘ยี่ห้ออาวั่ง’ ให้เขา “ลำบากใต้เท้าแล้วจริงๆ แขกเพิ่งมาถึงก็ให้ทำงานเสียแล้ว ภรรยาข้าดูแลได้ไม่ทั่วถึง ขอใต้เท้าโปรดอย่าได้ถือสา”
ซ่งจางดึงมือของตนเองออกจากมือของหลิวจี้ ยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย “หลิวจวี่เหรินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราต่างหากที่มารบกวนก่อน อีกอย่างปิ้งย่างนี้ต้องลงมือทำเองถึงจะสนุก ท่านว่าหรือไม่”
“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ลงมือทำเองนี่แหละถึงจะดีที่สุด” หลิวจี้หัวเราะร่า เขาจัดการล้างฟองสบู่ที่ติดมือของตนเองออกจนสะอาด สะบัดมือแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในอกเสื้อยื่นให้ซ่งจาง “ใต้เท้าเช็ดมือเถอะขอรับ”
ซ่งจางมองดูผ้าเช็ดหน้า สะอาดสะอ้านดีทีเดียว นับว่าพิถีพิถันไม่น้อย
เขารับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือจนแห้งแล้วคืนให้หลิวจี้ “ขอบคุณมาก”
หลิวจี้รีบโบกมือ “ท่านเกรงใจไปแล้ว ยุ่งมาทั้งเช้าแล้ว พวกเราไปพักผ่อนทางฝั่งท่านอาจารย์กันสักหน่อยดีหรือไม่”
ข้อเสนอนี้ซ่งจางปฏิเสธไม่ได้ เขาอยากจะพบกงเหลียงเหลียวอยู่แล้ว น่าเสียดายที่ท่านผู้เฒ่าดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี ตั้งแต่ที่พบกันเมื่อครู่จนถึงตอนนี้ เขาก็ได้แต่คารวะอีกฝ่ายจากระยะไกลเท่านั้น
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกว่าหลิวจี้คนนี้ค่อนข้างประจบสอพลอไปหน่อย แต่ก็ยังตามไป
ตราบใดที่มีหลิวจี้อยู่ บรรยากาศก็ไม่เคยเงียบเหงา มีเขาเป็นสะพานเชื่อม ในที่สุดซ่งจางกับกงเหลียงเหลียวก็ได้พูดคุยกัน
เบื้องหลังมีเสียงหัวเราะฮ่าๆ ของคนหลายคนดังขึ้นเป็นระยะๆ ฉินเหยาเริ่มไม่มีสมาธิกับการย่างเนื้อ นางอดหันไปมองอยู่หลายครั้งไม่ได้
ไม่รู้ว่าหลิวจี้พูดอะไร กงเหลียงเหลียวถึงกับหัวเราะจนหน้าแดง ส่วนซ่งจางก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะ ทั้งยังโอบไหล่เขาด้วยท่าทางที่สนิทสนมกันมากขึ้น
ไม่ได้เห็นน้องชายหัวเราะอย่างสบายใจเช่นนี้มานานแล้ว
มุมปากของซ่งฮูหยินมีรอยยิ้มจางๆ จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกตื้นตัน “ตั้งแต่ข้าตามเขามาอยู่ที่อำเภอไคหยาง เขาก็ยุ่งอยู่กับงานราชการตลอด เขาบอกเสมอว่ารอให้เขาจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วครอบครัวเราจะออกมาชมทิวทัศน์กัน แต่ก็ไม่เคยมีวันนั้นเสียที จัดการเรื่องนี้เสร็จก็มีเรื่องต่อไป…”
“พริบตาเดียว วาระการดำรงตำแหน่งสามปีก็จะครบแล้ว ก่อนจะจากไปถึงเพิ่งได้มีเวลาว่างไม่กี่วันนี้มา”
มือของฉินเหยาที่กำลังย่างเนื้ออยู่ชะงักไปเล็กน้อย นางค่อนข้างประหลาดใจอยู่บ้าง วาระการดำรงตำแหน่งจะครบแล้วหรือ
นั่นสิ พริบตาเดียวก็สามปีแล้ว
ฉินเหยาลองถามดู “ฟังจากที่ฮูหยินพูด ใต้เท้าซ่งกำลังจะจากอำเภอไคหยางไปใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งฮูหยินพยักหน้าพลางกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย “ใช่แล้ว ข่าวการโยกย้ายตำแหน่งส่งมาแล้ว หลังปีใหม่ก็จะออกจากอำเภอไคหยาง ไปรับตำแหน่งที่ชิงโจวฝู่”
ซ่งฮูหยินไม่ได้บอกว่าเป็นตำแหน่งอะไร เพราะยังไม่ได้รับการยืนยัน เพียงแต่รู้ว่าจะถูกย้ายไปที่ใดชั่วคราวเท่านั้น
แต่ฉินเหยามองดูสีหน้าของซ่งฮูหยินที่แสดงความยินดีมากกว่าความเศร้าก็คาดเดาได้ว่าซ่งจางน่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
ลังเลเพียงเล็กน้อย ฉินเหยาก็ปัดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ในใจทิ้งไปแล้วยิ้มเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับฮูหยินล่วงหน้าแล้วเจ้าค่ะ”
ซ่งฮูหยินยิ้มพยักหน้า เชิญชวนฉินเหยาว่าหากมีเวลาว่างก็ให้ไปหาพวกนางที่ชิงโจวฝู่
ฉินเหยารับปากทันที เพียงแต่ทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าจังหวัดจื่อจิงกับชิงโจวฝู่อยู่ห่างไกลกันมาก ต่อไปจะได้พบกันอีกก็คงจะยากแล้ว