ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 568 เปลี่ยนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นไปเป็นขุนนางฝ่ายบู๊
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 568 เปลี่ยนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นไปเป็นขุนนางฝ่ายบู๊
ตอนที่ 568 เปลี่ยนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นไปเป็นขุนนางฝ่ายบู๊
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในหมู่เมฆ แสงแดดจางหายไป
ที่หน้าลานชมทิวทัศน์ เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นลง ทุกคนที่กินดื่มอิ่มหนำแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตน
เนื่องจากเป็นทางผ่าน สองสามีภรรยาฉินเหยาจึงไปส่งครอบครัวซ่งจางถึงหน้าประตูเรือนเล็กของพวกเขา ทั้งยังกำชับว่าหากมีอะไรขาดเหลือก็ให้มาหาตนได้ตลอด เมื่อเห็นว่าครอบครัวซ่งจางเข้าที่เข้าทางดีแล้วจึงค่อยกลับบ้านของตน
พอเข้าประตูบ้าน สองสามีภรรยาก็มองหน้ากันแล้วพูดขึ้นพร้อมกัน “ตระกูลซ่งจะย้ายไปแล้ว”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “ดูเหมือนว่าซ่งจางจะเล่าเรื่องที่เขากำลังจะถูกย้ายไปประจำการที่ชิงโจวฝู่ให้เจ้าฟังแล้วสินะ”
หลิวจี้พยักหน้า เขารู้เรื่องมากกว่านางเล็กน้อย ฟังจากน้ำเสียงของซ่งจางแล้ว น่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นสองขั้น กำลังจะไปรับตำแหน่งเซียวเว่ยผู้คุมกองรักษาการณ์ชิงโจวฝู่ ขุนนางขั้นหกชั้นเอก
“ตำแหน่งฝ่ายบู๊?” ฉินเหยาค่อนข้างประหลาดใจ
หลิวจี้จุ๊ปากสองครั้ง “ข้าฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน แต่ได้เลื่อนตำแหน่งก็ถือเป็นเรื่องดี ตอนนี้ไม่มีสงคราม อย่างมากเขาก็แค่ไปรับตำแหน่งไว้เฉยๆ ไม่แน่ว่าอีกสักสองสามปีก็อาจจะถูกย้ายเข้าเมืองหลวงแล้ว”
อากาศเย็นลงแล้วจริงๆ ยืนอยู่ในลานบ้านค่อนข้างหนาว ฉินเหยาจึงเรียกพวกเด็กๆ เข้าไปในห้องโถงเพื่อผิงไฟด้วยกัน
ไฟในอ่างลุกโชน ในห้องครัวมีกลิ่นหอมของอาหารเย็นที่หลี่ซื่อกำลังเตรียมลอยมา ฉินเหยาทรุดตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ ให้หลิวจี้เล่าข่าวที่ไปสืบมาจากซ่งจางต่อ
หลิวจี้ก็รู้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วเป็นกงเหลียงเหลียวที่รู้มากกว่าและดูเหมือนว่าจะเคยมีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสของตระกูลซ่งมาก่อน
เมื่อครู่หลังจากที่พวกเขาสามคนคุยกันเสร็จแล้ว ลับหลังซ่งจาง ผู้ตาเฒ่าก็เล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลซ่งให้เขาฟังจนหมด
“เหมือนว่าจะเป็น…ซ่งจางมีอาท่านหนึ่งที่ตอนนี้รับตำแหน่งอยู่ในกรมขุนนางและเคยสนิทสนมกับจวนองค์หญิงมาก”
“ข้าได้ยินศิษย์พี่ตัวน้อยบอกว่า ตอนนี้ขุนนางในเมืองหลวงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นเก่าแก่ที่นำโดยไท่ฟู่ อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ซึ่งสนับสนุนจวนองค์หญิง ส่วนที่เหลืออีกสองสามคนก็เป็นเพียงผู้ที่เอาตัวรอดอยู่ระหว่างกลางเท่านั้น”
“หากเดินในเส้นทางขุนนางฝ่ายบุ๋นแล้วต้องการย้ายเข้าเมืองหลวง นอกเสียจากว่าซ่งจางจะสร้างผลงานใหญ่หลวงจึงจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเดินในเส้นทางของฝ่ายบู๊ ในกองทัพก็จะมีกฎเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งอีกแบบหนึ่ง ได้ยินมาว่าจะง่ายกว่ามาก”
แต่พูดไปพูดมา ตอนนี้ในราชสำนักก็ไม่มีศึกสงคราม ขุนนางฝ่ายบู๊จึงกลายเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานะที่น่าอึดอัดใจไปแล้ว
กงเหลียงเหลียวหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการแก่งแย่งชิงดีทั้งในที่ลับและที่แจ้งในเมืองหลวงและความวุ่นวายเรื่องตำแหน่งรัชทายาท เรื่องราวเหล่านี้ที่หลิวจี้รู้ล้วนหลอกถามมาจากฉีเซียนกวนทั้งสิ้น
เสนาบดีฉีคาดหวังในตัวหลานคนนี้ไว้สูงมาก สองปู่หลานจึงติดต่อกันทางจดหมายอยู่เสมอ แม้ตัวฉีเซียนกวนจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เขาก็รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงราวกับฝ่ามือตนเอง
“แต่ข้าเป็นเพียงจวี่เหรินคนหนึ่ง การแก่งแย่งชิงดีในเมืองหลวงก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
หลิวจี้กล่าวอย่างมองโลกในแง่ดีว่า “ตอนนี้ข้าเพียงอยากจะสอบให้ได้ตำแหน่งจิ้นซื่ออีกครั้งแล้วก็รับตำแหน่งนายอำเภอเช่นใต้เท้าซ่งสักตำแหน่ง ชีวิตนี้ก็ไม่เสียดายแล้ว!”
ฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชา “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้ายังเคยบอกว่า รอจนวันหน้าที่เจ้าได้อำนาจมาจะต้องตัดหัวของหวังจิ่นคนถ่อยไร้ยางอายนั่นมาให้ข้าเตะเล่นต่างลูกหนังให้ได้”
หลิวจี้สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ในใจร้องว่าแย่แล้ว แย่แล้ว เผลอพูดความในใจออกมาเสียได้
แน่นอนว่า สิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริงในใจเช่นกัน
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกัน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเส้นทางขุนนางนั้นยากลำบากและไม่ได้ราบรื่นจึงยอมรับความจริงอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ความในใจนั้นจะพูดออกมาไม่ได้
ดวงตาของหลิวจี้กลอกไปมา รีบฉีกยิ้มกว้างแล้วแก้ตัวว่า “ข้าก็แค่ถ่อมตัวเท่านั้น นี่เป็นคำพูดที่เอาไว้พูดให้คนนอกฟัง ตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆ จะคู่ควรกับความสามารถของข้าได้อย่างไร!”
“อีกอย่างข้ายังไม่ได้ตัดหัวของหวังจิ่นเลยนะ จะพอใจกับตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆ ได้อย่างไร มีแค้นไม่ชำระหาใช่สุภาพชนไม่ เมียจ๋าเจ้ารอไปเถิด ข้าจะทำให้คนถ่อยไร้ยางอายนั่นเสียใจที่เกิดมาอย่างแน่นอน!”
พูดจบ เมื่อดูไม่ออกว่าฉินเหยาดีใจหรือโกรธ เขาก็รินชาหอมให้นางอีกถ้วย ประคองส่งให้ด้วยตนเองแล้วถามอย่างเอาใจว่า “เมียจ๋าวันนี้ทำปิ้งย่างเหนื่อยแล้ว ให้ข้านวดไหล่ให้ดีหรือไม่”
ฉินเหยาหลุดหัวเราะแล้วฝืนพยักหน้า “มาสิ เมื่อยอยู่พอดี”
หลิวจี้ “ได้เลยจ้า!”
แรงมือที่นวดบนไหล่กำลังพอดี ฉินเหยารู้สึกสบายจนดวงตาหรี่ปรือ
จริงๆ แล้วนางไม่ได้คาดหวังว่าหลิวจี้จะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้และก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถตัดหัวของหวังจิ่นลงมาได้จริงๆ
ที่จงใจเตือนเขาสักประโยคก็เพียงแค่อยากจะดูว่าเจ้าคนที่พอใจกับอะไรง่ายๆ ผู้นี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไรเท่านั้น
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าปฏิกิริยาของหลิวจี้ทำให้อารมณ์ของนางดีขึ้นได้สำเร็จ
ในเมื่อซ่งจางจะไปแล้ว ตำแหน่งที่ว่างลงของนายอำเภอไคหยางก็จะมีคนใหม่เข้ามาแทนที่ ฉินเหยาทำได้เพียงภาวนาให้นายอำเภอคนต่อไปสามารถรักษาระดับมาตรฐานเช่นเดียวกับซ่งจางไว้ได้
ต่อให้ทำไม่ได้ก็หวังว่าจะไม่แตกต่างกันเกินไปนัก มิเช่นนั้นชีวิตเล็กๆ ของนางคงจะไม่ราบรื่นแล้ว
ฉินเหยาค้นพบว่าหลังจากที่ตนเองได้ลิ้มรสความสะดวกสบายที่มาจากการมีเส้นสายแล้ว ตนกลับรู้สึกต่อต้านการมาถึงของนายอำเภอคนใหม่เล็กน้อย
แต่โชคดีที่หลังจากพักอยู่ที่หมู่บ้านห้าวัน ตอนที่ครอบครัวซ่งจางกลับเข้าเมืองก็ได้นำข่าวเกี่ยวกับนายอำเภอคนใหม่มาให้นาง
พอได้ยินว่านายอำเภอคนใหม่เป็นจิ้นซื่อรุ่นเดียวกับซ่งจางและอีกฝ่ายยังมีคุณสมบัติของวิญญูชน ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที
ตรงกันข้าม หลิวจี้กลับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
คุณสมบัติของวิญญูชน… นี่มันตัดโอกาสที่เขาคิดจะเกาะแข้งเกาะขาติดสินบนไปเลยไม่ใช่หรือ!
ท่านอาจารย์บอกว่าระดับฝีมือครึ่งๆ กลางๆ ของเขาในตอนนี้ จะต้องตั้งใจฝึกฝนอีกสองปี ถึงจะมีโอกาสผ่านการสอบหน้าพระที่นั่ง
เช่นนั้นสองปีนี้ เขาคงจะต้องอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนแล้วใช่หรือไม่
เขาก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วควรจะต้องมีการเข้าสังคมของตัวเองบ้าง ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งรองนายอำเภอ แค่ได้ตำแหน่งเจ้าพนักงานหรือกุนซืออะไรทำนองนั้นก็ไม่เลวแล้ว
แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังสนับสนุนให้เขาแสดงความสามารถพิเศษของตนเองให้มากขึ้น บอกว่ารากฐานของเขาอ่อนแอ มาจากสามัญชน ไม่เหมือนศิษย์พี่ตัวน้อยที่มีผู้ใหญ่ช่วยปูทางให้ หากตนเองไม่พยายามสร้างสมเส้นสาย ในอนาคตเส้นทางขุนนางก็จะเดินได้ยาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กงเหลียงเหลียวมีเรื่องอยากจะพูด
“ข้าผู้เฒ่าให้เจ้าผูกมิตรสร้างสัมพันธ์มากๆ ไม่ใช่ให้เจ้าไปคบค้าสมาคมกับคนเหลวไหลพวกนั้นแล้วนับเป็นพี่เป็นน้อง!”
หลิวจี้ร้องอ๋อออกมา “เช่นนั้นความหมายของท่านอาจารย์คืออะไรหรือขอรับ”
กงเหลียงเหลียวอดกลั้นความอยากที่จะเขกหัวเขาสักที สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเค้นเสียงลอดไรฟันตวาดว่า
“ความหมายของข้าผู้เฒ่าคือให้เจ้าไปขอคำชี้แนะเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนที่มีความรู้เหนือกว่าเจ้าให้มากๆ เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้พลันกระจ่างในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
“ศิษย์น้อมรับคำสั่งสอนขอรับ”
เขาคารวะอย่างจริงจังหนึ่งครั้ง หลังจากยอมรับผิดอย่างนอบน้อมก็เผ่นแน่บไปทันที
เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมารองเท้าข้างหนึ่งก็ลอยมาจากด้านหลังของเขา
หลิวจี้เอี้ยวตัวหลบ ตบอกตัวเอง โชคดีที่บิดาวิ่งเร็ว
แต่ว่า…ชายชราไม่มีขาแล้วไปเอารองเท้ามาจากที่ไหนกัน
ความสงสัยใคร่รู้กระตุ้นให้หลิวจี้หันกลับไปมอง กงเหลียงเหลียวแค่นหัวเราะ รองเท้าอีกข้างหนึ่งก็หลุดออกจากมือ กระแทกเข้าที่หน้าอกของหลิวจี้
ก็ไม่ได้เจ็บอะไร เมื่อเทียบกับค้อนเหล็กของเมียจ๋าแล้ว แรงแค่นี้เหมือนโดนแมวข่วน หลิวจี้ยิ้มร่า รับรองเท้าที่หน้าอกมาถือไว้ตรงหน้าเพื่อมองดู
อ้อ ที่แท้ก็เป็นของศิษย์พี่ตัวน้อยนี่เอง
ฉีเซียนกวนที่กำลังคุกเข่าคัดลอกอักษรโบราณอยู่หน้าโต๊ะอย่างสงบเสงี่ยม ดวงตามองไปยังศิษย์น้องของตน ส่วนเท้าที่อยู่ใต้ผ้านวมก็หดเกร็งอย่างกระอักกระอ่วน
หลิวจี้เก็บรองเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาแล้ววางกลับไปไว้ข้างโต๊ะของศิษย์พี่ตัวน้อย กล่าวขึ้นว่า “ลำบากแล้ว”
จากนั้นจึงประสานหมัดให้กงเหลียงเหลียวที่กำลังโมโหฟึดฟัดแล้วเผ่นแน่บไป