ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 571 ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง
ตอนที่ 571 ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง
ฉินเหยาได้ยินเสียงของเจินอวี้ไป๋จึงหันกลับไปมองแล้วเหลือบมองในห้องเรียน
เด็กๆ กำลังคัดอักษรอย่างเงียบเชียบ อาจารย์ไม่ได้อยู่ข้างในด้วยซ้ำ
เมื่อมองเจินอวี้ไป๋ที่สะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามา ฉินเหยาก็กวาดตามองตะกร้าไม้ไผ่ของเขาที่มีเพียงผักป่าเหี่ยวๆ อยู่ไม่กี่ต้นแล้วเอ่ยหยอกเย้าว่า “ท่านอาจารย์ไม่อยู่ในห้องเรียน แต่กลับไปขุดผักป่าหรือ”
เจินอวี้ไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วโต้กลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้จัดการธุระในหมู่บ้าน แต่มาเดินเตร็ดเตร่ที่สำนักศึกษาเหมือนกันนี่”
ฉินเหยาหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน “หิมะจะตกแล้ว ข้ามาเตือนท่านอาจารย์สักหน่อยว่าหิมะตกแล้วจะเดินทางไม่สะดวก หากมีอะไรต้องเตรียมการก็ขอให้เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ”
ความหมายโดยนัยก็คือ นางไม่ได้มาเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่กำลังทำธุระอยู่
“หิมะจะตกแล้วหรือ” เจินอวี้ไป๋เงยหน้ามองท้องฟ้า นอกจากเมฆสีเทาหม่นแล้วก็มองไม่เห็นอะไรเลย
ฉินเหยาพยักหน้า ไม่อยากจะเสียน้ำลายกับเขาให้มากความ ชี้ไปที่เด็กๆ ในห้องเรียนที่กำลังรออาจารย์กลับมาแล้วขยับเตรียมขอตัวลา
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”
เจินอวี้ไป๋พลันเรียกนางเอาไว้แล้วถามอย่างเขินอายเล็กน้อย “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านมีพละกำลังมหาศาล คืนวันก่อนมีหินก้อนหนึ่งบนเขาด้านหลังกลิ้งตกลงมา โชคดีที่แถวนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากข้าจึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่หินก้อนนั้นใหญ่เกินไปหน่อย ขวางทางขึ้นเขาด้านหลังอยู่ ไม่ทราบว่าจะรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยย้ายให้หน่อยได้หรือไม่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “อยู่ที่ไหนหรือ”
เจินอวี้ไป๋ดีใจ รีบชี้ไปทางด้านหลังสำนักศึกษา “ท่านผู้ใหญ่บ้านเชิญตามข้ามา อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านนี่เอง”
ฉินเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและไม่มีพิษมีภัย นางจึงยักไหล่แล้วเดินตามไป
ไม่ไกลจริงๆ เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึง
สองสามวันก่อนฝนตกทำให้ดินบนภูเขาอ่อนตัวและเกิดดินถล่ม นอกจากหินก้อนใหญ่ที่เจินอวี้ไป๋พูดถึงแล้ว ยังมีเศษหินอีกมากมาย ขวางอยู่กลางถนน ปิดกั้นทางขึ้นเขา
เขาด้านหลังนี้มีคนมาน้อยมาก หินก้อนยักษ์ขวางทางจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร แต่เมื่อเจินอวี้ไป๋พูดเช่นนี้แล้ว ฉินเหยาจึงโบกมือส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไปหน่อยแล้วเดินมาที่หน้าหินก้อนยักษ์
“จริงสิ จะให้ผลักไปไว้ที่ไหน” ก่อนจะลงมือ ฉินเหยาก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
นางคิดว่า ส่วนใหญ่น่าจะผลักไปไว้ในที่ไม่ขวางทาง หรือไม่ก็ผลักลงเนินไปเลย ขอเพียงไม่ขวางทางก็พอ
คาดไม่ถึงเลยว่า เจินอวี้ไป๋จะยิ้มบางๆ แล้วถามหยั่งเชิงว่า “จะรบกวนผู้ใหญ่บ้านช่วยผลักหินก้อนใหญ่นี้ไปยังที่ว่างหน้าสำนักศึกษาได้หรือไม่ นานๆ ทีจะเจอหินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ข้าอยากจะพาเด็กๆ มาทำสวนหินจำลองให้สำนักศึกษาด้วยกัน”
เมื่อได้ยินคำขอนี้ของเขา สมองของฉินเหยาก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ ตะลึงงันไปครู่หนึ่งจึงได้สติกลับมา จากนั้นก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ตวัดสายตาเย็นชาใส่เจินอวี้ไป๋ทีหนึ่ง “กล้าเสนอคำขอที่ไร้มารยาทเช่นนี้ออกมาได้ ท่านอาจารย์ช่างกล้าเสียจริง!”
รอยยิ้มของเจินอวี้ไป๋แข็งค้างไป เขาถอยหลังไปสองก้าว เปิดพื้นที่ให้เพียงพอเพื่อให้หินก้อนยักษ์และนางผ่านไปได้แล้วโค้งคำนับเล็กน้อย “ข้าขอขอบคุณท่านผู้ใหญ่บ้านแทนนักเรียนด้วย”
ฉินเหยาจะพูดอะไรได้อีก ในเมื่อมาถึงแล้ว!
“ไสหัวไปไกลๆ หน่อย”
ถ้อยคำหยาบคายเช่นนี้ทำให้เจินอวี้ไป๋ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ในเมื่อพูดขอร้องออกไปแล้วก็ไม่อาจคืนคำได้จึงถอยหลังไปอีกอย่างว่าง่าย
หินก้อนยักษ์สูงกว่าครึ่งตัวคน ขนาดต้องใช้ผู้ใหญ่ถึงสี่คนโอบจึงจะมิด รูปร่างเป็นวงรีไม่สม่ำเสมอ ฉินเหยาลองใช้มือสัมผัสดู เลือกท่าทางที่ถนัดแล้วร้อง “ฮึบ” ออกมาเบาๆ จากนั้นก็ยกหินก้อนยักษ์ทั้งก้อนขึ้นมา
นางทำราวกับไม่มีใครอยู่ข้างๆ ยกหินก้อนยักษ์ที่ใหญ่กว่าตัวเองถึงห้าหกเท่าเดินไปยังลานว่างหน้าสำนักศึกษา ฝีเท้าช่างหนักแน่นมั่นคง มองไม่ออกเลยว่าใช้แรงไปมาก
เจินอวี้ไป๋อ้าปากค้าง ตะลึงไปห้าหกวินาทีจึงรีบยกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นแล้ววิ่งตามไป
เขามองฉินเหยาอย่างตกตะลึงอยู่หลายครั้งแล้วมองรอยเท้าลึกที่นางเหยียบย่ำลงไปอีกครั้ง ส่ายศีรษะอย่างแรง คิดว่าตัวเองตาฝาดไป
นางมีพละกำลังดุจเทพเจ้าจริงๆ!
ความรู้สึกที่ได้เห็นด้วยตาตัวเองกับที่ได้ยินคนอื่นพูดนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การได้เห็นฉินเหยาหยุดเดินเพราะคันจมูกแล้วใช้มือข้างเดียวประคองหินก้อนยักษ์ไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เกาจมูก ทำเอาลูกตาของเจินอวี้ไป๋แทบจะถลนออกมา
เสียงถามอย่างไม่สบอารมณ์ของนางดังมาจากข้างหน้า เจินอวี้ไป๋รีบเดินเข้าไปชี้ตำแหน่ง “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางไว้ตรงกลางลานว่างก็พอ…”
เมื่อได้ยินเสียงสั่นเทาในน้ำเสียงของเขา ฉินเหยาก็หัวเราะเยาะในใจ สภาพจิตใจก็แค่นี้เองนี่นา
เสียง “ตูม” ดังสนั่น หินก้อนยักษ์ปักลงไปในดินอย่างมั่นคง ทำเอานักเรียนในห้องเรียนพากันตกใจ
เด็กๆ พากันหันหน้าไปมองต้นเสียงก็เห็นหินก้อนยักษ์ปรากฏขึ้นกลางลานว่างโดยพลัน แต่ละคนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
เจินอวี้ไป๋แอบหุบปากที่อ้าเล็กน้อยของตัวเอง เดินออกมาจากด้านหลังหินก้อนยักษ์แล้วสั่งเสียงเข้มใส่นักเรียนว่า “คัดอักษรต่อไป!”
นักเรียนจึงหันหน้ากลับไป ก้มหน้าคัดอักษรต่อ เพียงแต่เสียงกระซิบกระซาบที่ดังออกมาจากในห้องนั้น ยังคงเผยให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของพวกเขา
ฉินเหยาปัดดินบนมือเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางถามว่า “ท่านอาจารย์ยังมีอะไรจะให้ย้ายอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะกลับแล้ว ธุระในหมู่บ้านมีมากมาย ยังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จอีก”
เจินอวี้ไป๋ “ไม่ ไม่มีแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของเขา ฉินเหยาก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “เช่นนั้นข้าไปล่ะ อาจารย์ตั้งใจสอนนักเรียนให้ดีเถิด”
เจินอวี้ไป๋มองนางเดินลงเขาไปไกลด้วยสีหน้าแข็งทื่อ เมื่อถูกลมภูเขาที่หนาวเย็นพัดมาปะทะจึงได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์ หันกลับไปมองหินก้อนยักษ์กลางลานว่างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ราวกับมีอะไรดลใจ เขาวางตะกร้าไม้ไผ่และจอบในมือลง เดินไปที่หน้าหินก้อนยักษ์แล้วลองใช้มือผลักหินก้อนนั้นดู
ไม่ขยับแม้แต่น้อย!
เจินอวี้ไป๋รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหินก้อนหนึ่งเยาะเย้ย เขาพยายามอีกครั้ง ถึงกับต้องจิกปลายเท้าช่วยส่งแรง แต่หินก้อนยักษ์ก็ยังคงไม่ขยับ
ฉินเหยาเติบโตมาด้วยการกินอะไรกันแน่ ถึงได้มีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้!
จากการพบปะสั้นๆ เมื่อครู่ เขาได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว สองครั้งก่อนที่เขาย่องไปเรือนปทุมตอนกลางคืน กลิ่นหอมจางๆ ที่ได้กลิ่นนั้น มาจากนางจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม้อากาศหนาวเหน็บ แต่แผ่นหลังของเจินอวี้ไป๋กลับมีเหงื่อร้อนผุดขึ้นมาจนชื้นแฉะ ในใจยังคงหวาดหวั่น
คาดไม่ถึงว่าในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาแห่งนี้จะมียอดฝีมือเช่นนี้ซ่อนอยู่ หากไม่ใช่เพราะเขามีประสาทรับกลิ่นและสัมผัสที่เหนือกว่าคนธรรมดามาแต่กำเนิด ได้กลิ่นที่แตกต่างในอากาศ เกรงว่าคงยังไม่รู้ว่าตนเองถูกคนจับตาดูมานานแล้ว
ยังมีพ่อบ้านอาวั่งที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มที่บ้านของฉินเหยา ดูแล้วก็ไม่เหมือนคนธรรมดา
แต่สิ่งที่ทำให้เจินอวี้ไป๋โล่งใจก็คือ เขากับพวกนางไม่ถือว่าเป็นศัตรูกัน ขอเพียงเขาทำหน้าที่อาจารย์สอนหนังสือของตนไปให้ดีก็พอ
ส่วนทางด้านท่านอาจารย์กงเหลียง…ท่านอาจารย์ไม่ยอมกลับเมืองหลวง เขาที่เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ จะทำอะไรได้
เขาเงยหน้าขึ้นมองสำนักศึกษาตรงหน้า เจินอวี้ไป๋ผายมือออก เขาทำในสิ่งที่ทำได้แล้ว ท่านอาจารย์ไม่ยอมกลับไปเป็นเรื่องของท่านอาจารย์ เบื้องบนจะโทษเขาก็ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาเป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือที่สอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉ ถูกลดขั้นจนไม่อาจลดลงไปได้อีก
แต่หากต้องการจะอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเสือซุ่มมังกรซ่อนอยู่แห่งนี้ต่อไปอีกนานๆ เขายังต้องเขียนจดหมายอีกฉบับ รายงานต่อสายงานเบื้องบน คงต้องทำเป็นเล่นละครตบตาไปพลางๆ ก่อน
หลังจากสอนบทเรียนในวันนี้จบและส่งนักเรียนทั้งหมดกลับไปแล้ว เจินอวี้ไป๋ก็เขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่งทันที เล่าเรื่องที่ตนเพิ่งจะเข้าไปใกล้ก็ถูกกงเหลียงเหลียวตะโกนไล่ให้ไสหัวไป แสดงถึงความจนปัญญาและความกลัดกลุ้มของตนเอง
เขียนจดหมายเสร็จก็ปิดผนึกแล้วมอบให้ท่านป้าที่ทำอาหารซึ่งจะเข้าไปซื้อของในเมือง ฝากนางให้นำเข้าไปในเมืองด้วย
เพียงแต่เจินอวี้ไป๋ไม่รู้ว่า ในขณะที่เขาวานคนส่งจดหมายออกไปนั้นก็ถูกอาวั่งจับตาดูไว้แล้ว