ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 572 ให้ตายเถอะ
ตอนที่ 572 ให้ตายเถอะ
อาวั่งหาบน้ำสองถัง คว้าตัวอินเยว่ที่เตรียมจะหนีจากตรงหน้าตนเอาไว้ได้แล้วมอบหมายงานสอดส่องที่แสนสบายนี้ให้แก่นาง
อินเยว่เอ่ย “งานผ่าฟืนของข้าวันนี้ยังทำไม่เสร็จเลย งานที่โรงอาหารก็ยังไม่ได้ไปทำ”
อาวั่งตอบ “ข้าช่วยเจ้าทำเอง”
ก็ได้
อินเยว่รีบตะโกนเรียกหลิวกงที่กำลังจะขับรถม้าเข้าเมืองว่า “พี่ใหญ่หลิวกง! ท่านให้ข้าติดรถไปด้วยหน่อย ข้าจะเข้าไปซื้อของในเมือง!”
หลิวกงที่กำลังบรรทุกชาวบ้านเต็มคันรถเตรียมเข้าเมืองก็หยุดรถ รอให้อินเยว่ขึ้นรถแล้วจึงสะบัดแส้ม้า ตะโกน “ย่าห์” แล้วออกรถไป
ตลอดทาง อินเยว่เกาะติดอยู่ข้างกายท่านป้าที่ทำอาหารให้เจินอวี้ไป๋ พูดคุยกับนางอย่างออกรสและแน่นอนว่าย่อมตามนางไปยังโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านในเมือง เพื่อส่งจดหมายให้แก่แขกที่พักอยู่คนหนึ่ง
ชายผู้นั้นหน้าตาธรรมดา แต่รูปร่างสูงใหญ่มาก สายตาแฝงไปด้วยพลังกดดันอย่างยิ่ง ตอนที่รับจดหมายยังกวาดตามองอินเยว่เพิ่มอีกสองแวบ
อินเยว่แสร้งทำเป็นเขินอายก้มหน้าลง ได้ยินเสียงอีกฝ่ายสูดลมหายใจเฮือกเพราะรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
“ขอบคุณมาก” ทิ้งคำพูดเย็นชาไว้เท่านี้ก็รับจดหมายแล้วหันหลังเดินจากไป
ต้องขอบคุณฉินเหยา อินเยว่ศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงผู้นี้จึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของเถ้าแก่ฟ่าน รอจนชายผู้นั้นขึ้นไปชั้นบนเข้าห้องพักแขกไปแล้ว ฉวยโอกาสตอนที่ท่านป้าไปเข้าห้องน้ำ อินเยว่ก็รีบสอบถามกับเถ้าแก่ฟ่านทันที
เถ้าแก่ฟ่านบอกว่า ชายผู้นั้นแซ่ไป๋ มาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว วันธรรมดาก็จะอยู่ในห้องพักแขก ไม่ค่อยย่างเท้าออกจากห้อง ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นคนเมืองหลวง มาเพื่อตามหาญาติ
ส่วนเรื่องอื่นๆ เถ้าแก่ฟ่านก็ไม่รู้แล้ว
อินเยว่พยักหน้า นางจดจำไว้แล้ว
ทันใดนั้นก็นึกถึงแนวทางการสืบสวนที่อาจารย์ให้ไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้จึงถามเพิ่มไปอีกประโยคหนึ่งว่า “เขาไม่ได้พบเจอผู้ใดเลยหรือ หรือว่ามีใครมาหาเขาบ้างหรือไม่”
“ข้าเห็นแต่คนจากหมู่บ้านของพวกเจ้ามาสองครั้ง รวมครั้งนี้ก็เป็นสองครั้งพอดี”
เถ้าแก่ฟ่านพูดจบก็เอ่ยขอโทษแล้วรีบไปทำงานต่อ ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาอาหารกลางวัน แขกทยอยกันมาเป็นระลอก ไม่มีเวลามาต้อนรับอินเยว่จริงๆ
พอดีกับที่ท่านป้าเข้าห้องน้ำเสร็จกลับมา อินเยว่จึงออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกับนาง
ท่านป้าไปซื้อของ อินเยว่จึงไม่ได้ตามนางไปต่อ หลังจากนั้นก็ย้อนกลับไปที่โรงเตี๊ยม แอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
รอไม่นานนักก็เห็นชายผู้นั้นออกมาจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปยังตลาดค้าวัวม้าทางทิศตะวันตกของเมือง
อินเยว่แอบสะกดรอยตามไปอย่างเงียบๆ หลังจากผ่านการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทั้งฉินเหยาและอาวั่งในช่วงเวลานี้ วิชาอำพรางตัวก็ก้าวหน้าไปมาก ชายผู้นั้นไม่พบร่องรอยของนางเลยแม้แต่น้อย แม้แต่คนเดินถนนข้างๆ ก็ไม่สังเกตว่านางเดินผ่านไป
สถานการณ์แบบนี้เรียกว่าอะไรนะ…ใช่แล้ว ท่านอาจารย์บอกว่า นี่เรียกว่าจุดบอดทางสายตา
อินเยว่ถือโอกาสซื้อถังหูลู่มาไม้หนึ่ง คาบไว้ในปากเคี้ยวไปพลางยืนอยู่หน้าประตูร้านขายวัวของทางการไปพลาง มองดูร้านเล็กๆ ที่ขายคันไถเหล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
หลังจากชายแซ่ไป๋คนนั้นเข้าไปแล้ว เขาก็พูดคุยกับเถ้าแก่ในร้านสองสามประโยค จากนั้นเถ้าแก่ก็แขวนป้ายปิดร้าน หยิบแผ่นไม้มาปิดประตูร้าน
อินเยว่มองซ้ายมองขวา เคี้ยวน้ำตาลกรุบกรอบแล้วแวบเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงที่หน้าต่างหลังร้านนั้นพลางเงี่ยหูฟัง
ได้ยินเสียงเลือนรางไม่กี่ประโยคว่า “องค์รัชทายาท” “สถานการณ์ในราชสำนักรุนแรง” “ต้องเชิญท่านอาจารย์กลับเมืองหลวงเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม” อะไรทำนองนี้
เสียง “เอี๊ยด” ดังขึ้น ประตูเล็กด้านข้างของร้านที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดออก ชายแซ่ไป๋แวบตัวออกมา ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพลางเดินเที่ยวตลาดค้าวัวม้าแล้วจากไป
ตามแนวทางการสืบสวนที่ท่านอาจารย์ให้มา อินเยว่ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าชายแซ่ไป๋ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้อีกแล้ว
ดังนั้นจึงยังคงย่อตัวอยู่ใต้หน้าต่างต่อไป ดูว่าเถ้าแก่ร้านคันไถเหล็กจะทำอะไร
เสียง “เอี๊ยด” ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าต่างเหนือศีรษะก็เปิดออกทันที ดีที่อินเยว่ไม่ตกใจจนกระโดดขึ้นมา
นางรีบกลั้นหายใจ หมอบราบกับพื้น แนบร่างชิดกับกำแพง
คนในห้องมองซ้ายมองขวา ไม่ได้ก้มหน้าลงมา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ จึงหยิบนกพิราบขาวตัวหนึ่งออกมาจากกรงข้างกาย ผูกกระบอกจดหมายไว้แล้วปล่อยนกพิราบขาวบินไป
อินเยว่อุทานในใจว่า ให้ตายเถอะ!
อดทนรออย่างเงียบๆ จนหน้าต่างปิดลง เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป นางจึงรีบดีดตัวขึ้น วิ่งไล่ตามทิศทางที่นกพิราบขาวบินไปอย่างบ้าคลั่ง
วิ่งออกจากประตูเมืองไปตลอดทาง ไล่ตามจนถึงชานเมือง ในที่สุดก็มองเห็นรอยสีขาวเล็กๆ บนท้องฟ้าได้อีกครั้งแล้วนางก็ระเบิดพลังวิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่งไปอีกสามลี้ ปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปล่อยมีดบินในมือออกไปสามเล่มติดต่อกัน ในที่สุดก็ได้ยินเสียง “ก๊า” นกพิราบขาวร้องอย่างน่าเวทนาแล้วร่วงหล่นลงมา
อินเยว่ดีใจมาก แต่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้ รีบไถลตัวลงจากกิ่งไม้แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่นกพิราบขาวร่วงหล่นไป
โชคดีมาก เจอนกพิราบขาวที่กำลังกระพือปีกอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
ขาดไปอีกเพียงนิดเดียว นกพิราบก็จะตกลงไปในแม่น้ำ ลอยไปตามกระแสน้ำแล้ว
อินเยว่หอบหายใจอย่างหนัก ทิ้งตัวลงนั่งข้างนกพิราบขาว เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ
“มิน่าเล่าอาวั่งถึงให้ข้ามา เรื่องลำบากเช่นนี้เขากลับรู้จักหลบเลี่ยง…” อินเยว่พึมพำเสียงเบา ในที่สุดก็ฟื้นกำลังกลับมาได้ นางใช้ก้อนหินทุบนกพิราบที่กำลังดิ้นรนจนตายแล้วถอดกระบอกจดหมายออกจากกรงเล็บของมัน
ได้จดหมายมาแล้วก็ตรวจสอบก่อน ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจึงเก็บไว้ในอกเสื้อแล้วรีบกลับไปยังใต้ประตูเมืองทันที
เพิ่งมาถึงใต้ประตูเมืองก็เห็นหลิวกงและคนอื่นๆ เดินมาทางประตูเมืองแล้ว อินเยว่ยิ้มพลางโบกมือให้พวกเขา
“เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเข้าเมืองมาซื้อของหรอกหรือ ของเล่า” เมื่อเห็นว่าอินเยว่มามือเปล่า หลิวกงก็ถามอย่างสงสัย
อินเยว่ร้องในใจว่าแย่แล้ว โชคดีที่ในอกเสื้อของนางยังมีถังหูลู่ที่ยังกินไม่หมดอยู่ครึ่งไม้จึงรีบหยิบออกมาแล้วยิ้มอย่างซื่อๆ ให้ทุกคนเห็น “ฮิๆๆ”
หลิวกงอดส่ายหน้าไม่ได้ “เพื่อถังหูลู่ไม้เดียวนี่น่ะนะ คุ้มค่าที่จะถ่อมาเชียวหรือ”
“ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ช่วงนี้อยากกินมาก อยากจนถ้าไม่ได้กินในท้องก็ร้อนรุ่มไปหมด” เมื่อพูดคำนี้ออกมา อินเยว่เองก็ประหลาดใจที่ตนเองสามารถพูดจาไร้สาระอย่างจริงจังได้ถึงเพียงนี้
ดูแล้วคงจะอยู่กับสามีท่านอาจารย์นานเกินไปจนติดนิสัยไม่ดีบางอย่างของเขามาแล้ว อินเยว่ลอบละอายใจ
สุดท้ายนางยังขอร้องให้ทุกคนอย่าได้นำเรื่องที่ตนเองเข้าเมืองเพื่อมากินถังหูลู่ไปพูดต่อในหมู่บ้านเด็ดขาด
“ถ้าท่านอาจารย์รู้เข้า ข้าต้องแย่แน่” อินเยว่อ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
ทุกคนมองนางอย่างขบขัน ส่งสัญญาณให้นางวางใจว่าทุกคนจะไม่พูดออกไป
“คนครบแล้ว เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ หากชักช้ากว่านี้กลับถึงหมู่บ้านฟ้าก็จะมืดแล้ว”
ทุกคนพยักหน้า ทยอยกันขึ้นรถม้าของบ้านหลิวกง พูดคุยหัวเราะกันออกจากเมืองกลับไปยังหมู่บ้าน
“อาเยว่!”
ปลายหูของอินเยว่กระดิก หันกลับไปมองข้างหลังอย่างประหลาดใจ
ใต้ประตูเมืองมีชาวบ้านเข้าออกอยู่ประปรายไม่กี่คน ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการทำมาหากินของตนเอง ฝีเท้าเร่งรีบ
“ท่านป้า ท่านได้ยินใครเรียกข้าหรือไม่” อินเยว่สะกิดท่านป้าข้างกายพลางถามอย่างสงสัย “เมื่อครู่ข้าเหมือนได้ยินคนเรียกข้าเลย”
ท่านป้าทำหน้างุนงง “ไม่มีนี่”
ท่านป้าหันหน้ากลับไป พูดคุยเรื่องซุบซิบของอาจารย์เจินคนใหม่กับคนในรถต่อไป “พวกเจ้าว่าท่านอาจารย์เจินอายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่กลับยังไม่แต่งภรรยา นี่แปลกหรือไม่ หรือว่าจะเป็นเพราะมีโรคประจำตัวอะไรซ่อนเร้นอยู่”
อินเยว่หันกลับไปมองอีกครั้ง หรือว่าหูแว่วไปเองกันนะ
แต่เสียงเมื่อครู่นั้น ช่างเหมือนกับเสียงของพี่ใหญ่เหลือเกิน…บางทีอาจเป็นเพราะนางคิดถึงครอบครัวมากเกินไปกระมัง
วินาทีต่อมา อินเยว่ก็ถูกเรื่องซุบซิบของพวกผู้หญิงในหมู่บ้านดึงดูดความสนใจไป นางถามต่ออย่างกระตือรือร้นว่า “พวกท่านพูดอะไรกัน อาจารย์เจินมีโรคประจำตัวซ่อนเร้นหรือ เป็นไปไม่ได้น่า ดูจากสีหน้าแล้วเขาก็ยังดีๆ อยู่เลย…”