ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 573 ตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 573 ตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า
ตอนที่ 573 ตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า
เมื่อพูดคุยเรื่องซุบซิบ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
รอจนอินเยว่รู้สึกตัวว่ารถม้าหยุดลงก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว แต่เหตุใดจึงมาหยุดที่หน้าโรงโม่น้ำแห่งนี้เล่า
พอเงยหน้าขึ้นมอง ที่แท้ก็เป็นเจินอวี้ไป๋ที่มาหาท่านป้าที่ทำอาหารเพื่อรับถ่านหนึ่งตะกร้า
ที่ฝากนางซื้อ
เจินอวี้ไป๋หยิบตะกร้าถ่านลงมาวางไว้ข้างทางชั่วคราวแล้วหยิบเงินออกมาให้ท่านป้า แต่แทนที่จะกลับสำนักศึกษา เขากลับเดินมาทางที่นั่งของตัวรถ “แม่นางอิน”
อินเยว่ที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกับบรรดาป้าๆ อยู่ว่าอาจารย์คนใหม่มีความลับอะไรซ่อนเร้นจึงยังไม่แต่งงานเสียที หัวใจก็พลันเต้นเร็วขึ้นจังหวะหนึ่ง
นางแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง พยักหน้าเบาๆ ให้เขา ถือเป็นการตอบรับ
ที่อื่นอินเยว่ไม่รู้ แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวเนื่องจากช่างฝีมือของสตรีสามารถค้ำจุนฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกชายหญิงจึงค่อยๆ จางลงไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นท่าทีของเจินอวี้ไป๋ที่เหมือนกำลังรอจะพูดคุยกับนาง อินเยว่จึงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสร้งทำเป็นเขินอายไม่ลงจากรถ
พวกป้าๆ บนรถยังต้องเดินทางเข้าหมู่บ้านต่อ เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋มาเรียกอินเยว่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาของตนเองจึงผลักนางลงจากรถพร้อมกับหัวเราะหยอกเย้า
รถม้าส่งเสียงกุบกับๆ เดินทางเข้าหมู่บ้านต่อไป ป้าๆ หลายคนบนรถก็เชิดคางบุ้ยใบ้ให้อินเยว่อย่างมีนัยแฝง ชายยังไม่แต่งงาน หญิงยังไม่ออกเรือน แถมยังอยู่ใน ‘วัยหนุ่มสาว’ ทั้งคู่ ช่างไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว!
อินเยว่รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะรู้สึกผิด ก็นางเป็นผู้กุมความลับของพวกเขาไว้ในมือนี่นา
ใบหน้าเจินอวี้ไป๋ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องเขม็งมาที่นางราวกับอสรพิษทำเอาขนลุกไปหมด
“ท่านอาจารย์มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ” อินเยว่ถอยหลังไปสองก้าว เว้นระยะห่างแล้วถามอย่างกระอักกระอ่วนแต่ไม่เสียมารยาท
เจินอวี้ไป๋ไม่ได้เข้าใกล้นางต่อ เขาหยุดยืนอยู่กับที่แล้วยิ้มถามนางว่า “ของที่แม่นางอินซื้อเล่า ข้าเห็นพวกพี่สะใภ้ต่างก็หอบหิ้วของพะรุงพะรัง จากชนบทเข้าเมืองไปสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งดูจากอากาศพรุ่งนี้ก็จะหิมะตกแล้ว หากจะเข้าเมืองอีกครั้งเกรงว่าคงต้องรออีกหลายวัน เจ้าไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลยหรือ”
ถังหูลู่ครึ่งไม้กินหมดไปพร้อมกับเรื่องซุบซิบระหว่างทางแล้ว อินเยว่รู้สึกหงุดหงิดในใจที่ตนเองทำงานไม่เรียบร้อย นี่อย่างไรถูกจับได้คาหนังคาเขาแล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าเจินอวี้ไป๋ก็ไม่มีหลักฐานอะไร ครั้งนี้คงเป็นเพียงการหยั่งเชิงนางเท่านั้น
อินเยว่ครุ่นคิดในใจ แสร้งทำเป็นระแวดระวังแล้วกล่าวเตือนว่า “ข้ากับท่านอาจารย์ก็เพิ่งเคยพบกันเพียงสองสามครั้ง ท่านอาจารย์จะใส่ใจมากเกินไปหน่อยหรือไม่”
“หรือว่าข้ากลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวของตัวเองก็ต้องมารายงานให้ท่านอาจารย์ทราบด้วยหรือ”
พูดจบ สายตาก็กวาดมองเจินอวี้ไป๋ขึ้นๆ ลงๆ แสดงท่าทีสื่อว่าเจ้ามีเจตนาไม่ดีแล้วเดินเลี่ยงผ่านเขาเตรียมจะจากไป
“แม่นางอิน!” น้ำเสียงของเจินอวี้ไป๋ทุ้มลงเล็กน้อย ทันใดนั้นก็เรียกนางไว้
อินเยว่ไม่ได้หันกลับไป ฝีเท้าก็ไม่ได้หยุดลง นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่กลับได้ยินเสียงเตือนดังมาจากข้างหลังว่า “บนรองเท้าของเจ้ามีรอยสีแดงสองหยด เป็นเลือดหรือ”
อินเยว่รีบก้มหน้าลงมอง บนรองเท้าผ้าสีเขียวอ่อนของนาง มีคราบเลือดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองสองจุดราวกับเกสรดอกไม้สีแดงเล็กๆ สองดอกแต้มอยู่
ทันใดนั้นหนังศีรษะก็พลันชาวาบ
เป็นหยดเลือดที่กระเซ็นออกมาตอนที่นางใช้ก้อนหินทุบนกพิราบขาวจนตาย
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์!”
อินเยว่ร้องพลางวิ่งเข้ามาในลานบ้านของท่านอาจารย์ นางวิ่งราวกับมีผีไล่ตามอยู่ด้านหลังพลางกระโดดข้ามธรณีประตูสูงของประตูใหญ่ แต่กลับสะดุดล้มอย่างไม่ทันตั้งตัว
ร่างสีเทาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วยื่นแขนออกมาประคองนางไว้ อินเยว่จึงไม่ล้มหน้าคะมำ
อินเยว่ยืนนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นอาวั่งที่ใบหน้าไร้อารมณ์ก็กล่าวขอบคุณเขาแล้วรีบวิ่งไปยังห้องโถง
ฉินเหยาได้ยินเสียงจึงเปิดประตูห้องออกมา ไออุ่นจากเตาถ่านโชยออกมาห่อหุ้มอินเยว่ไว้ นางถอนหายใจอย่างสบายใจครั้งหนึ่ง เมื่อมีความอบอุ่นมาเปรียบเทียบจึงได้รู้ว่ามือเท้าของตนเองเย็นเฉียบเพียงใด
“เป็นอะไรไป มีผีไล่ตามเจ้ารึ” หลิวจี้โผล่ศีรษะออกมาจากมุมหนึ่งของระเบียง สายตากวาดมองไปทั่วเพื่อหาร่องรอยของผี
อินเยว่เผยรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก “สามีท่านอาจารย์อย่าล้อข้าเล่นเลย เป็นเจินอวี้ไป๋คนนั้น พอข้าเข้าหมู่บ้านเขาก็มาขวางข้าไว้แล้วหยั่งเชิงข้า เขาต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าข้าเข้าเมืองไปเพื่อสืบเรื่องของเขา”
“ท่านอาจารย์!” ไม่สนใจสามีท่านอาจารย์แล้ว อินเยว่รีบยื่นกระบอกจดหมายขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อให้ฉินเหยา “นี่คือสิ่งที่ข้าถอดมาจากนกพิราบสื่อสาร ไม่มีนกพิราบสื่อสารแล้ว จดหมายก็ส่งไปไม่ถึง พวกเขาคงจะรู้ตัวในไม่ช้าใช่หรือไม่”
“ไม่หรอก” อาวั่งเดินเข้ามา “เพื่อให้แน่ใจว่าจดหมายจะส่งถึง โดยทั่วไปจะเตรียมนกพิราบสื่อสารไว้มากกว่าสามตัว ปล่อยบินทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่าระหว่างทางจะถูกนายพรานยิงตกไปหนึ่งหรือสองตัวก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
อินเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที พยักหน้าให้อาวั่งอย่างขอบคุณ แสดงออกว่าได้เรียนรู้อีกแล้ว
ฉินเหยาถือกระบอกจดหมายพลางส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนเข้าไปพูดคุยในห้อง
ขณะที่กำลังจะปิดประตู หลิวจี้ก็เอียงตัวเข้ามาราวกับปลาไหลลื่นๆ ตัวหนึ่ง “เมียจ๋า มา ข้าปิดประตูให้”
เขายิ้มร่า ไม่รอให้นางเอ่ยปากไล่ให้ไสหัวไปก็เข้ามาร่วมวงเองแล้ว เขาปิดประตูห้องโถง เดินมาข้างกระถางไฟ เอามืออังไฟแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาดอกท้อเป็นประกายวาววับ ท่าทางตื่นเต้นเตรียมจะฟังความลับ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไล่เขาออกไปพลางส่งสัญญาณให้อาวั่งรินชาร้อนให้อินเยว่หนึ่งถ้วยเพื่ออบอุ่นร่างกาย ส่วนตนเองก็นั่งลง อาศัยแสงเทียนบนเชิงเทียนที่ให้ความสว่างริมโต๊ะแล้วเปิดกระบอกจดหมายเล็กๆ ที่อินเยว่นำกลับมา
ข้างในเป็นม้วนกระดาษที่พับไว้ มีขนาดเล็กมาก นางค่อยๆ คลี่ออกก็เห็นว่าบนนั้นเขียนข้อความสั้นๆ ไว้บรรทัดหนึ่ง ‘ขอให้ท่านกลับไปทูลองค์รัชทายาท พวกเราได้พบท่านอาจารย์แล้ว ในไม่ช้าจะคุ้มกันท่านอาจารย์กลับเมืองหลวง’
ระหว่างที่กำลังอ่านจดหมาย อินเยว่ก็ได้ยื่นรองเท้าของตนเองออกมา ชี้ไปที่คราบเลือดขนาดเท่าเมล็ดถั่วสองจุดที่ถูกเจินอวี้ไป๋พบเห็น ทั้งตำหนิตัวเองและรู้สึกหงุดหงิด ขอให้ท่านอาจารย์ลงโทษ
ถ้าเป็นอาวั่งที่ทำงานพลาดเช่นนี้ ฉินเหยาต้องลงโทษอย่างแน่นอน
แต่นี่คือศิษย์รักของนางเอง แถมอีกฝ่ายก็ยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย สามารถนำจดหมายสำคัญเช่นนี้กลับมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
ฉินเหยาไม่เพียงไม่ลงโทษ แต่กลับตบไหล่ของอินเยว่แล้วให้กำลังใจ “ไม่เป็นไร เจินอวี้ไป๋จริงๆ แล้วก็ไม่ได้สำคัญอะไร”
เมื่อได้เห็นเนื้อหาบนจดหมายแผ่นนั้น นางก็รู้ว่าเจินอวี้ไป๋เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
ทุกครั้งที่เจินอวี้ไป๋ไปที่เรือนปทุม ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมก็จะถูกกงเหลียงเหลียวไล่ออกมาแล้ว
แต่คนที่เขียนจดหมายกลับพูดจาคลุมเครือจนชวนให้คนเข้าใจผิดว่ากงเหลียงเหลียวตกลงที่จะกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับพวกเขาแล้ว
เมื่อมีเงื่อนไขนี้อยู่ก่อน ประโยคที่ว่า ‘ในไม่ช้าจะคุ้มกันท่านอาจารย์กลับเมืองหลวง’ จึงยิ่งน่าขบคิดเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นฉินเหยากำลังให้กำลังใจศิษย์น้อยของตนเองแล้ววางจดหมายไว้บนโต๊ะ หลิวจี้ก็ยื่นมือออกไป หยิบจดหมายแผ่นเล็กๆ ที่คลี่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา ส่องดูกับแสงไฟ เหลือบไปเห็นคำว่า ‘รัชทายาท’ สองคำก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ทันที
“แม่เจ้าโว้ย รัชทายาทที่พูดถึงในจดหมายนี้คงไม่ใช่โอรสของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันหรอกใช่ไหม” หลิวจี้มองคนสามคนที่สงบนิ่งอย่างยิ่งตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่ตกใจกันเลยรึ”
อาวั่งพยักหน้า น้ำเสียงไม่มีความผันผวนใดๆ พูดว่า “ข้าประหลาดใจมาก”
หลิวจี้จ้องเขาอย่างดุเดือด “รบกวนเจ้าช่วยแสร้งทำให้มันเหมือนหน่อยเถอะ สภาพอย่างเจ้านี่ ไปร้องเพลงในคณะละครใต้โดยไม่เอาเงินยังไม่มีใครเอาเลย!”
อาวั่งเอ่ย “นายท่านใหญ่ว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้นเถิด”
หลิวจี้โกรธจนอยากจะตบหน้าตายด้านของเขาสักฉาด แต่ก็รู้จักความสามารถของตัวเองดีจึงล้มเลิกความคิดไป
อ่านจดหมายบรรทัดต่อไป หลิวจี้ไม่ใช่แค่ประหลาดใจแล้ว แต่คิ้วขมวดจนแทบจะหนีบยุงตายได้
เมื่ออ่านตัวอักษรตัวสุดท้ายจบ เรื่องราวแปลกๆ ทั้งหมดนับตั้งแต่การมาถึงของเจินอวี้ไป๋ก็หลั่งไหลเข้ามาในสมอง ข้อมูลที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้ในที่สุดก็ได้เชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายที่หนาแน่นในขณะนี้และเผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริง
หลิวจี้ทั้งร้อนใจทั้งตื่นตระหนก ตบโต๊ะดังปังหนึ่งที “เจ้าเจินอวี้ไป๋ตัวดี แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาเช่นนี้ ที่แท้ก็คิดจะตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า ช่างเลวทรามอย่างแท้จริง!”
“แล้วอะไรคือท่านอาจารย์ตกลงแล้ว ในไม่ช้าจะกลับเมืองหลวงไปกับพวกเขา”
“เมียจ๋า” หลิวจี้สามารถจับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็วเสมอ เขาถามอย่างกังวลว่า “ท่านอาจารย์จะไปจริงๆ หรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่รู้”
สำหรับคนในตำแหน่งเช่นกงเหลียงเหลียว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าอยากจะไปหรือไม่ไป แต่อยู่ที่ว่าจะไปได้หรือไม่ได้ต่างหาก