ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 574 ทหารม้าเกราะดำกลางหิมะ
ตอนที่ 574 ทหารม้าเกราะดำกลางหิมะ
“ข้าจะไปถามท่านอาจารย์ด้วยตนเอง!”
ในเมื่อเมียจ๋าไม่รู้ เขาก็จะไปถามด้วยตนเอง
พอคิดถึงเนื้อหาบนจดหมายที่แฝงความหมายว่าไม่อาจให้ปฏิเสธรวมถึงการเข้ามาตีสนิทอย่างมีเป้าหมายของเจินอวี้ไป๋ หลิวจี้ก็รอต่อไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ลุกขึ้นเตรียมจะพุ่งไปยังเรือนปทุม
ฉินเหยากระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง อาวั่งและอินเยว่ก็เคลื่อนไหวทันที ขวางอยู่หลังประตูคนละฟากซ้ายขวา
หลิวจี้ร้อนใจ ยื่นมือออกไปคิดจะดึงคนทั้งสองออกไป พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย คนสองคนนี้อย่างกับก้อนหิน ปักหลักลึกลงไปในพื้นอิฐสีเขียวนี้ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!
หลิวจี้ชักมือกลับ หันกลับมาพูดอย่างโมโหว่า “เมียจ๋า เจ้าให้พวกเขาสองคนหลีกทางสิ!”
ฉินเหยาชี้ไปที่เก้าอี้ว่างอย่างใจเย็น “กลับมา นั่งลง”
หลิวจี้ลังเลอยู่เพียงครึ่งวินาทีก็รีบกลับไปนั่งที่เดิมทันที ฝ่ามือวางลงบนหัวเข่า ทำท่าว่านอนสอนง่าย
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจยิ่งแล้วจึงกล่าวว่า “เจ้าไปถามก็ไม่มีประโยชน์ หากท่านอาจารย์อยากจะไป ใครก็รั้งท่านไว้ไม่ได้ แต่หากท่านไม่อยากไปก็ไม่มีใครสามารถพาท่านอาจารย์ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปต่อหน้าต่อตาข้าได้”
หลิวจี้ตะลึงไป “เมียจ๋า เจ้าหมายความว่า จริงๆ แล้วท่านอาจารย์ไม่เต็มใจที่จะกลับไป แต่เป็นคนกลุ่มของเจินอวี้ไป๋ที่ต้องการจะพาท่านอาจารย์ไปโดยใช้กำลังอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้ตอบว่าใช่หรือไม่ เพียงแต่เตือนว่า “เจ้ามามัวกังวลเรื่องเหล่านี้ มิสู้ใช้เวลาที่ยังมีอยู่ในตอนนี้ ไปอยู่กับท่านอาจารย์ให้มากขึ้นจะดีกว่า”
ใจคนก็มีเลือดมีเนื้อ กงเหลียงเหลียวทุ่มเทจิตใจสั่งสอนหลิวจี้ ฉินเหยาเห็นอยู่ในสายตา สำหรับคนที่มอบความจริงใจให้ ต่อให้นางจะเย็นชาเพียงใดก็ย่อมเกิดความเห็นใจขึ้นมาได้
“คืนนี้เกรงว่าหิมะจะตก ตอนเย็นเจ้ากินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์ที่เรือนปทุมเถอะ กลางคืนก็คอยดูอุณหภูมิให้ดี อย่าให้ท่านอาจารย์ต้องโดนความหนาว” ฉินเหยากำชับหลิวจี้
แล้วก็เตือนเขาอีกว่า “เรื่องจดหมายในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เจ้ากับข้าเป็นเพียงสามัญชน ยังไม่อาจล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงได้”
หลิวจี้ถอนหายใจเบาๆ กล่าวอย่างไม่เต็มใจ “หรือเพราะกลัวว่าจะล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ก็เลยต้องทนดูท่านอาจารย์ถูกพวกเขาข่มขู่บังคับอย่างนั้นหรือ”
“มิเช่นนั้นเล่า” ฉินเหยากวาดตามองเขาอย่างเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหนกัน”
หลิวจี้ “…” แทงใจดำ!
เมื่อมีเรื่องในใจ ข้าวเย็นมื้อนี้หลิวจี้จึงกินอย่างไร้รสชาติ พอมองดูคนอื่นๆ ในบ้าน ทุกคนต่างก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กสี่คนก็แล้วไปเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนอีกสามคนที่รู้เรื่องกลับยังสามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินดื่มตามปกติ นี่ทำให้คนมองแล้วยิ่งรู้สึกไม่ดีในใจ
วันธรรมดาก็ดูเหมือนจะเคารพนบนอบอาจารย์ดีอยู่หรอกนะ ไม่คิดว่าพอเจอเรื่องเข้าจริงๆ กลับพึ่งพาไม่ได้สักคน!
ทว่า เมื่อก้มลงมองมือของตัวเองที่เห็นข้อนิ้วชัดเจน เรียวยาวสวยงามแต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะจับดาบ หลิวจี้ก็ยิ่งโมโหจนอัดอั้น ใช้ตะเกียบในมือจิ้มข้าวในชามอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
ฉินเหยาสังเกตเห็นการกระทำของเขา มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ก็แค่ความโกรธของคนไร้ความสามารถเท่านั้น
แต่ปฏิกิริยาของหลิวจี้ในครั้งนี้กลับเหนือความคาดหมายของนางอยู่บ้าง คนที่เจอเรื่องแล้วหันหลังวิ่งหนีผู้นี้กลับเกิดมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้จะเป็นเพียงความโกรธของคนไร้ความสามารถ แต่อย่างน้อยก็โกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
ฉินเหยาคิดในใจ วาสนาศิษย์อาจารย์ครั้งนี้คงจะมีน้ำหนักในใจของหลิวจี้อยู่บ้างกระมัง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่อาลัยอาวรณ์นั้นคือตัวอาจารย์ หรือผลประโยชน์ที่อาจารย์จะนำมาให้ได้
ฟ้ามืดลง แต่แตกต่างจากสีดำสนิทที่สงบเงียบเช่นเคย ลมหนาวพัดมาอย่างกะทันหัน ส่งเสียงร้องหวีดหวิวอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นฟ้าดินก็กลับสู่ความสงบในบัดดล
ต่อจากนั้น ท้องฟ้าก็สว่างขึ้นหนึ่งระดับ หิมะสีขาวราวกับปุยนุ่นโปรยปรายลงมา
“ท่านแม่ ท่านพ่อ หิมะตกแล้ว!” เด็กๆ ร้องตะโกนอย่างดีใจ
ผู้ใหญ่ที่กำลังผิงไฟอยู่ในห้องก็เดินออกมาดูอย่างสงสัย ในชั่วพริบตานี้ หิมะก็ตกหนักขึ้นอีกเล็กน้อย ท้องฟ้าและแผ่นดินที่เดิมทีเชื่อมต่อกันเป็นสีดำ บัดนี้กลับปรากฏขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมา เกิดเป็นเสียงซ่าๆ อย่างนุ่มนวลในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบ
ในไม่ช้า ในหมู่บ้านก็มีเสียงชื่นชมอย่างดีใจของเด็กและผู้ใหญ่ดังขึ้น
ในครั้งนี้ ผู้คนที่มีถ่านเพียงพอและบ้านเรือนที่แข็งแรงจึงไม่ได้กังวลเรื่องหิมะตกอีกต่อไป แต่กลับมองเห็นความงดงามอันน่าหลงใหลของหิมะที่โปรยปรายอยู่
ฉินเหยายื่นมือออกไป ในไม่ช้าก็มีเกล็ดหิมะสีขาวสองสามเกล็ดตกลงบนปลายนิ้วของนาง เย็นยะเยือก มันถูกอุณหภูมิบนนิ้วมือหลอมละลาย ในไม่ช้าก็กลายเป็นหยดน้ำตกลงไป
ในห้องโถง มีเสียงดังปึงปัง
ฉินเหยาหันกลับไปมองก็เห็นหลิวจี้หยิบตะกร้าสานออกมาใบหนึ่ง ใส่ขนมและชาต่างๆ บนโต๊ะในห้องลงไปทั้งจานแล้วยังเปิดตู้กับข้าวอย่างกล้าหาญ หยิบสุราดีออกมาสองไห ลูกกวาดจำนวนหนึ่ง เนื้อแดดเดียวอีกจำนวนหนึ่ง ใส่จนตะกร้าสานเต็มแน่นเอี้ยด
เขาสวมเสื้อกันฝนฟาง แขวนหมวกงอบไว้บนตะกร้าสานแล้วส่งเสียง ‘หึ’ ใส่ฉินเหยาหนึ่งที จากนั้นแบกสุราดีและกับข้าวอร่อยๆ เต็มตะกร้าออกเดินทางไปยังเรือนปทุม
คนที่ไม่รู้ คงคิดว่ากำลังจะไปเลี้ยงส่งใครอยู่กระมัง ถึงได้ดูจริงจังขนาดนี้
แล้วยังมีเสียง ‘หึ’ นั่นอีก ฉินเหยารู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี
หลิวจี้เดินเร็วมาก ไม่นานก็ถึงบนสะพาน เขาก้าวเดินไปยังทิศทางของเรือนปทุมทีละก้าวๆ
ฟ้าดินขาวโพลนไปหมดแล้ว มีเพียงจุดสีเทาจุดหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวไม่หยุด
เด็กๆ เล่นกันอยู่ในลานบ้านไม่ยอมเข้าห้อง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างอินเยว่และอาวั่งก็กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนจามขึ้นมาก่อน ทุกคนจึงเพิ่งรู้สึกว่ามือเท้าเย็นเฉียบ ค่อยๆ ตื่นจากความยินดีที่หิมะตกและเดินเบียดเสียดกันนำความหนาวเย็นเต็มตัวเข้าไปในห้องที่อบอุ่น
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบเตาไฟ ฟังเสียงหิมะตกนอกห้องอย่างเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความอิ่มเอมและความสุข
“ถ้าเป็นเช่นนี้ตลอดไปก็คงจะดี” อินเยว่ถอนหายใจอย่างคาดหวัง
นอกห้องหิมะขาวโพลน ในห้องอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ อาหารการกินมีเพียงพอ รายล้อมไปด้วยคนที่สนิทที่สุด
ฉินเหยายิ้มบางๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่นางคาดหวังเช่นกันมิใช่หรือ
เพียงแต่สวรรค์ไม่คล้อยตามความปรารถนาของคนน่ะสิ
หิมะตกหนักตลอดทั้งคืน บนพื้นดินปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ
ฉินเหยาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ข้าวเช้ายังไม่ได้กินก็ออกมาตรวจตราตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน
คนที่กังวลเช่นเดียวกับนางยังมีหลิวหยาง หลิวต้าฝูและคนอื่นๆ ฟ้าเพิ่งสางก็ตื่นกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายพบกันที่หน้าประตูบ้านของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน มองหน้ากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็เริ่มจัดระเบียบชาวบ้านให้เก็บกวาดหิมะบนพื้น
หิมะไม่หนามากนัก สูงกว่าหนึ่งนิ้ว กลัวว่าหลังจากละลายแล้วบนพื้นจะเต็มไปด้วยโคลนและแอ่งน้ำจึงกวาดไปไว้ใต้คันนาก่อนเพื่อให้ถนนแห้ง
ทุกบ้านต่างก็กำลังกวาดหิมะหน้าบ้านของตนเอง เด็กๆ ไม่ต้องไปสำนักศึกษาจึงวิ่งไล่ตามผู้ใหญ่ที่กำลังกวาดหิมะไปทั่วเพื่อแย่งก้อนหิมะมาปั้นเล่น
ในหมู่บ้านเล็กๆ เต็มไปด้วยภาพบรรยากาศที่สนุกสนาน
ทันใดนั้น ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังถี่ๆ มา
เจินอวี้ไป๋ที่ยืนอยู่หน้าลานกว้างของสำนักศึกษามองดูผู้คนในหมู่บ้านกวาดหิมะอย่างคึกคัก มุมปากประดับรอยยิ้ม แต่เมื่อหางตากวาดไปเห็นทหารม้าเกราะดำกลุ่มหนึ่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างไปในทันที
ในขณะเดียวกัน อินเยว่และอาวั่งที่กำลังเล่นปาหิมะกับเด็กๆ อยู่ก็หันขวับไป มองไปยังทิศทางของปากทางเข้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงกีบเหล็กกระทบพื้นเช่นกันต่างก็หันไปมอง
จากนั้นก็เห็นกองกำลังราวสิบกว่าคน สวมชุดเกราะอ่อนสีดำ สวมหมวกงอบสีดำ ขี่ม้าศึกสีดำที่ติดอาวุธครบครัน ก้าวเดินมาอย่างเป็นระเบียบ กำลังมุ่งหน้าเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ไอสังหารที่หนาวเย็นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกองกำลังเข้ามาใกล้ พวกเขากวาดตาลงมามองทุกคนด้วยสายตาดูแคลน
ม้าศึกสีดำตัวสูงใหญ่เดินผ่านหน้าชาวบ้านไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะเบี่ยงหลบแม้แต่น้อย
ชาวบ้านรีบถอยหลังอย่างตื่นตระหนก แต่ก็ยังมีเด็กที่หลบไม่ทัน ถูกท้องม้าที่นูนออกมาชนจนล้มลงไปอย่างแรง