ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 581 อย่าได้ไม่รู้คุณคน - ตอนที่ 582 กินเยอะๆ หน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 581 อย่าได้ไม่รู้คุณคน - ตอนที่ 582 กินเยอะๆ หน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว
ตอนที่ 581 อย่าได้ไม่รู้คุณคน
สามวันผ่านไปในพริบตา
ท้องฟ้าแจ่มใสของเมื่อวานไม่ได้อยู่มาจนถึงวันนี้ เดิมคิดว่าหิมะจะหยุดตกแล้ว คาดไม่ถึงว่าพอฟ้าสางในตอนเช้าก็เริ่มมีฝนโปรยปรายลงมา
สายฝนในฤดูหนาว เมื่อตกลงบนพื้นก็กลายเป็นน้ำแข็งทำให้ถนนยิ่งลื่นและเดินลำบากมากขึ้น
หลิวจี้ที่ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือแต่เช้าตรู่มองสายฝนน้ำแข็งนอกหน้าต่าง ในใจรู้สึกทั้งกังวลและยินดี
อากาศไม่ดี อาจารย์จะเลื่อนการเดินทางออกไปได้หรือไม่นะ
แต่ความคิดนี้เพิ่งจะวนเวียนอยู่ในหัวได้เพียงรอบเดียว หลิวจี้ก็ถอนหายใจออกมา
ด้วยนิสัยของท่านอาจารย์ ต่อให้วันนี้ฝนจะตกลงมาเป็นมีด หากกล่าวว่าไปวันนี้ก็ต้องไปในวันนี้
ด้วยความจนใจ เขาจึงลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าหนาๆ กางร่มเดินมาที่ห้องโถงด้านหน้า
เด็กๆ นั่งล้อมวงกินอาหารเช้าอยู่หน้าเตาผิงในห้องโถง ฉินเหยาที่ยืนอยู่ในห้องก็กินหมั่นโถวสองลูกในมืออย่างลวกๆ จนหมด พลันส่งสัญญาณให้หลิวจี้ สองสามีภรรยาจึงพากันออกจากประตูไป
“ท่านแม่!” ต้าหลางวิ่งออกมาจากในห้อง ยื่นสมุดภาพวาดเล็กๆ ที่ทำเองและเตรียมไว้ทั้งคืนให้ฉินเหยา “ช่วยข้านำสมุดภาพความทรงจำนี้ไปให้เซียนกวนได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาพยักพเยิดให้หลิวจี้รับของไปแล้วพยักหน้าให้ลูกชาย “จะส่งให้ถึงมือเลย เจ้ากลับเข้าไปเถิด ข้างนอกหนาว”
ต้าหลางถอยกลับไปใต้ชายคาอย่างเชื่อฟัง แต่ไม่ได้กลับเข้าห้อง ยังคงมองดูท่านพ่อท่านแม่จูงม้าเดินลงจากเนินเขาไปอยู่เป็นเวลานาน หลังจากได้ยินเสียงทะเลาะกันของน้องชายและน้องสาวในห้องจึงได้กลับเข้าไป
เอ้อร์หลางแกล้งซานหลางอีกแล้ว ซานหลางที่สู้ไม่ได้จึงทำแก้มป่องอย่างโกรธเคืองเหมือนทุกครั้ง
แต่ทว่าการทะเลาะกันของสองพี่น้องก็สิ้นสุดลงทันทีในวินาทีที่พี่ใหญ่เข้ามา ต่างคนต่างนั่งลงคนละฝั่ง ส่งเสียงเหอะในลำคอ ไม่มีใครสนใจใคร
ซื่อเหนียงเท้าคางมองแสงสีเทาที่ส่องจากท้องฟ้าลงมากระทบกับขอบหน้าต่าง ภาวนาให้ฝนน้ำแข็งหยุดตกโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการเดินทางของผู้คน
อาจจะเป็นเพราะความจริงใจของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้สวรรค์ประทับใจ เมื่อทุกคนในเรือนปทุมเก็บสัมภาระเรียบร้อย ปิดประตูเตรียมออกเดินทาง ความอบอุ่นก็เข้ามาแทนที่ เมฆดำแยกออกจากกัน ปรากฏแสงสีทองเจิดจ้าสายหนึ่งสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า
“ฟ้าโปร่งแล้ว!” สือโถวและเหล่าองครักษ์ดีใจมาก
ส่วนหลิวจี้ที่นั่งอยู่ในรถม้ากับอาจารย์และศิษย์พี่ อารมณ์ก็ตกต่ำลงทันที ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งอาจารย์ไว้อีกสักสองวันแล้ว
ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นนี้ สำหรับคนไร้หัวใจอย่างหลิวจี้แล้ว นานๆ จะเกิดขึ้นที
แต่ในปีนี้แค่ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
เมื่อก่อนเขาตัวคนเดียวไปมาไร้พันธะ
แต่ตอนนี้มีพันธะผูกพันมากขึ้นเรื่อยๆ การกระทำจึงไม่ทำตามอำเภอใจเหมือนเมื่อก่อนกลับมีความกังวลเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่ปรากฏเต็มดวงบนท้องฟ้า หลิวจี้ก็พยักหน้าเบาๆ ให้เมียจ๋าที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ แล้วจึงปล่อยม่านรถม้าลง
“ออกเดินทางเถิด” ฉินเหยากล่าวกับสือโถวและคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม “พวกเราจะไปส่งท่านอาจารย์ถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วค่อยกลับ”
เหล่าองครักษ์พยักหน้าอย่างยินดี สือโถวเป็นผู้นำ เขาควบม้าใต้ร่าง ขบวนทั้งหมดจึงเริ่มเคลื่อนที่
เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เหล่าทหารม้าเกราะดำที่ได้รับอาวุธ ชุดเกราะและม้าคืนแล้วก็กำลังรออยู่ตรงนั้น
ฉินเหยามองพิจารณาไป๋เฮ่อที่เป็นผู้นำจากไกลๆ
คนผู้นี้ห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดไว้ใต้ชุดเกราะและหมวกอันเย็นเยียบ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวซึ่งแสดงออกถึงความน่าเกรงขามและองอาจ
น่าเสียดายที่นางมั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างยิ่ง บาดแผลของไป๋เฮ่อยามนี้จึงยังไม่หายดีเป็นแน่ เป็นเพียงการขู่ให้กลัวเท่านั้น
ฉินเหยาและองครักษ์ตระกูลฉีสบตากันอย่างรวดเร็ว เหล่าองครักษ์เปลี่ยนจากขบวนเปิดทางไปเป็นขบวนคุ้มกันอยู่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างของรถม้าหลัก
เจินอวี้ไป๋เดินมาที่หน้ารถม้า สถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ต้องมีคนทำลายมัน เขาจึงต้องก้าวออกมารับบทเป็นเหยื่อสังเวย
ความหวาดกลัวและความยำเกรงที่ทหารม้าเกราะดำมีต่อฉินเหยานั้นล้วนแสดงออกมาในระยะห่างหนึ่งร้อยเมตรที่พวกเขาเว้นระยะกับขบวนรถม้าในวันนี้
แต่ทว่าเจินอวี้ไป๋เพิ่งจะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็โผล่ออกมาจากประตูรถม้าครึ่งตัวแล้วเลียนอย่างคำตอบของท่านอาจารย์ไม่มีผิดเพี้ยน
เขาหรี่ตาลงอย่างหยิ่งผยอง เชิดหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน ปลายลิ้นเปล่งเสียงออกมาเบาๆ ว่า “ไสหัวไป!”
เจินอวี้ไป๋ “…”
เขายิ้มอย่างกระอักกระอ่วน คารวะอีกครั้งแล้วถอยไปอยู่ข้างๆ อย่างรู้มารยาท เหลือบมองไปทางไป๋เฮ่อด้วยความเห็นใจเล็กน้อย แสดงออกว่าตนเองพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะไกล่เกลี่ย แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่รับไมตรี
ดังนั้น ขบวนรถม้าของตระกูลฉีจึงเดินทางอยู่ข้างหน้า ไป๋เฮ่อนำทหารม้าเกราะดำสิบกว่านายรักษาระยะห่างตามอยู่ข้างหลังหนึ่งร้อยเมตร
แม้จะคับข้องใจ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่องอาจของฉินเหยาบนหลังม้าก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าพูดอะไร
ฉินเหยาและหลิวจี้บอกว่าจะไปส่งอาจารย์ถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วจะกลับ
แต่เมื่อมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ หลิวจี้ก็โผล่ศีรษะออกมาถามว่า “เมียจ๋า มาถึงนี่แล้ว มิสู้ไปต่ออีกหน่อย ถึงถนนหลวงในเมืองแล้วค่อยกลับดีหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้สิ”
ไป๋เฮ่อที่ตามอยู่ข้างหลังเห็นว่าสองสามีภรรยาไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลยแม้แต่น้อย ในอกก็เจ็บแปลบขึ้นมา บาดแผลภายในกำเริบหนักขึ้นทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมาก็มาถึงเมืองจินสือ
ดวงตาของไป๋เฮ่อที่อยู่ใต้หมวกงอบพลันเบิกขึ้นทันที คาดหวังว่าจะได้เห็นภาพการร่ำลาอย่างอาลัยอาวรณ์ของตระกูลฉีและตระกูลหลิว
แต่กลับไม่มี ไม่มีเลย!
ครั้งนี้เป็นฉินเหยาที่เอ่ยขึ้นก่อน “มาถึงนี่แล้วก็ไปส่งอีกหน่อยเถิด รอถึงอำเภอแล้วพวกเราค่อยกลับ”
ไป๋เฮ่อที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกถึงรสหวานในลำคอ เขากัดฟันแน่น กลืนเลือดในปากกลับลงไปอย่างแรง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูเมืองของอำเภอไคหยางก็ปรากฏสู่สายตา หากไปต่อก็จะถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว
ฉีเซียนกวนรีบสั่งให้หยุดแล้วผลักหลิวจี้ออกจากรถม้า “ศิษย์น้อง ถึงแค่นี้เถิด”
เพราะกลัวว่าหากพูดมากไป กำแพงใจที่อุตส่าห์สร้างมาอย่างดีจะพังทลายลง ฉีเซียนกวนจึงรีบปิดประตูรถม้าแล้วสั่งให้เหล่าองครักษ์เดินทางต่อ
ฉินเหยาขี่ม้าถอยไปข้างทาง หลิวจี้ก็เอนกายพิงท้องม้า สองสามีภรรยามองขบวนรถม้าที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปแล้วยกแขนขึ้นโบก
“ศิษย์พี่ลาก่อน! ท่านอาจารย์ลาก่อน!” หลิวจี้โบกแขนแรงขึ้นเรื่อยๆ วงแขนกว้างมาก บังเอิญไปขวางหน้าไป๋เฮ่อที่ตามหลังมาพอดี
หลิวจี้เพิ่งจะรู้ตัว รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็ตกใจจนรีบหดแขนกลับมา
แต่เพราะมีเมียจ๋าอยู่ข้างหลังด้วยเลยไม่ลืมที่จะส่งเสียงเยาะเย้ยไป๋เฮ่อและทหารม้าเกราะดำอย่างรังเกียจ
เมื่อเห็นสีหน้าของไป๋เฮ่อดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ฉินเหยาถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อนว่า “สามี อย่าได้เสียมารยาทต่อใต้เท้าเฮ่อ”
หลิวจี้มองนางอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะนางเรียกเขาว่าสามี แต่เป็นเพราะนางเรียกเจ้าอีกาดำนี่ว่าใต้เท้าเฮ่อต่างหาก
ฉินเหยาโบกมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ไปรออยู่ข้างๆ แล้วหันหัวม้าไปเผชิญหน้ากับไป๋เฮ่อ ประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“ความปลอดภัยตลอดการเดินทางของท่านอาจารย์และคุณชายน้อย ต้องรบกวนใต้เท้าเฮ่อช่วยดูแลแล้ว”
พูดจบก็หยิบถุงหนังสองใบออกมาจากห่อผ้าที่พกติดตัวยื่นส่งให้ด้วยสองมือ ข้างในเป็นยารักษาแผลภายในที่อาวั่งเร่งทำทั้งคืน
“สถานการณ์บังคับ มิได้มีเจตนาทำร้ายท่าน นี่คือยาสำหรับปรับสมดุลรักษาอาการบาดเจ็บภายในสองถุง กินวันละสามครั้ง ครั้งละอึกใหญ่ สองถุงเป็นปริมาณสำหรับหกวัน หกวันให้หลังบาดแผลของท่านจะหายดีอย่างแน่นอน”
อากาศหนาวเช่นนี้ ยาเก็บไว้เพียงหกวันคงไม่เสียกระมัง
ช่างเถิด จะคิดมากไปทำไม ความจริงใจนางมีให้มากพอแล้ว ฉินเหยาคิดในใจอย่างมั่นใจ
ไป๋เฮ่อมองถุงหนังที่นางยื่นมา ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ลังเลว่าจะรับมาดีหรือไม่
การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรย่อมเป็นเรื่องดี แต่สตรีชาวบ้านนางนี้…นางควรค่าหรือ
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วยื่นมือไปข้างหน้าอีกหน่อย ดวงตาสบเข้ากับดวงตาของไป๋เฮ่อตรงๆ แววตานั้นแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่สื่อนัยว่า ‘อย่าได้ไม่รู้คุณคน!’
เจ้าช่าง ‘มีมารยาท’ เสียจริง ไป๋เฮ่อเบ้ปาก ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถุงหนังสองใบที่เต็มไปด้วยยาอย่างฝืนใจ
ตอนที่ 582 กินเยอะๆ หน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว
ฉินเหยายิ้มบาง “ใต้เท้าเฮ่อ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
ไป๋เฮ่อใบหน้าดำคล้ำ เกือบจะโกรธจนสิ้นสติไปบนหลังม้า
เขารีบโยนถุงหนังให้ลูกน้องข้างกายแล้วควบม้าตามขบวนรถม้าของตระกูลฉีไป จากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ในไม่ช้า ขบวนอันเกรียงไกรก็หายลับไป ณ สุดปลายถนน
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สูดรับอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปแล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลง
ขอให้ผู้เฒ่ากงเหลียงเหลียวโชคดี
และขอให้ชีวิตของนางสงบสุขต่อไปเช่นนี้
ฉินเหยาเหยียดมือไปทางหลิวจี้ “ขึ้นมา จะกลับกันแล้ว”
หลิวจี้จับมือนางอย่างดีใจ พละกำลังสายหนึ่งก็ดึงเขาขึ้นไปบนหลังม้าและนั่งลงตรงหน้านางอย่างมั่นคง
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเหลือบมอง ถือโอกาสเอนกายลง เกือบจะซบลงในอ้อมกอดอันอบอุ่นและหอมกรุ่นของนาง
ฉินเหยายื่นฝ่ามือออกไปผลักคนที่เอนกายลงมาจนศีรษะเกือบจะทิ่มเข้าไปในแผงคอของม้า
“นั่งถ่างขา! ขี่ม้ามากี่ครั้งแล้วยังทำไม่เป็นอีกหรือ” นางตวาดเสียงดัง ไม่ได้รู้สึกถึงความโรแมนติกใดๆ เลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นก็ถูกนางกดลงไปอีก “อย่าบังสายตาข้า”
หลิวจี้หายใจสะดุด โชคดีที่เหล่าหวงถูกอาวั่งขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดเอี่ยม มิเช่นนั้นหากได้ขนม้าเข้าปากเต็มๆ เขาคงต้องอาเจียนออกมาแน่นอน
ฉินเหยาส่งเสียงต่ำในลำคอเสียงหนึ่ง เหล่าหวงก็ยกกีบเท้าวิ่งออกไปอย่างตื่นเต้นทันที
หลิวจี้ฟุบลงบนคอม้าอย่างสิ้นหวังราวกับคนตายแล้ว ใจของเขาตายไปแล้ว!
เมื่อเห็นคนข้างหน้าไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วแล้วดีดท้ายทอยที่กลมมนได้รูปของเขา “ตายแล้วหรือ”
“…ใจสลาย” หลิวจี้ตอบอย่างหมดแรง
เสียงหัวเราะเยาะของนางดังมาจากเหนือศีรษะ หลิวซานเอ๋อร์ผู้ซึ่งหน้าหนาจนไม่รู้จักความละอายพลันรู้สึกเสียหน้า ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง “ข้าจะบังคับม้าเอง!”
ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ สองครั้งแล้วถามกลับไปว่า “จริงหรือ”
หลิวจี้ยื่นมือไปแย่งสายบังเหียนในมือของนางแล้วเชิดคางขึ้นส่งสัญญาณให้นางโอบเอวของเขาไว้กันตก
ฉินเหยาแค่นเสียงจิ๊ๆ สองครั้ง รู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อยจึงทำตามที่เขาบอก ปล่อยสายบังเหียนในมือออกจนหมดแล้วประคองเอวของเขาไว้
หลิวจี้บิดตัวอย่างอึดอัด รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อย แต่เพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เขาจะอดทน!
“ย่าห์~” เขากระตุ้นเหล่าหวงอย่างแผ่วเบา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขี่ม้าโดยบรรทุกคนไปด้วย ในใจจึงยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
แต่พอคิดว่าทุกครั้งที่ขี่ม้ากับฉินเหยาจะต้องถูกกดหัวให้ฟุบอยู่บนคอม้า เขาก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที
เขาลอบประกาศก้องในใจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ยอมฟุบหน้าอยู่บนคอม้าอีกแล้ว
ฉินเหยา เจ้าก็รอมานั่งซ้อนหลังข้าอย่างว่าง่ายแล้วกอดเอวข้าไว้ให้แน่นๆ เถอะ!
“เหอะๆๆ…” แค่จินตนาการภาพนั้น หลิวจี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ฉินเหยายกมือตบไปที่ท้ายทอยของเขาหนึ่งที “หัวเราะอะไร มองทางสิ!”
หลิวจี้ยิ้มค้าง รีบปรับอารมณ์แล้วตั้งใจมองทาง
คงเป็นเพราะวันนี้ไม่มีเรื่องวุ่นวายแล้ว ฉินเหยาถึงได้มีอารมณ์สบายๆ รอให้เขาค่อยๆ ขี่ม้าพานางกลับบ้าน
ตลอดทางหลิวจี้ขี่ม้าอย่างมั่นคงมาก ไม่เหมือนนิสัยที่มักจะใจร้อนของเขาเลยแม้แต่น้อย
ประกอบกับรูปลักษณ์อันน่ามองของเขา แม้จะกลับถึงบ้านตอนฟ้ามืดจนนางต้องทนหิวท้องกิ่ว แต่นางก็หาได้โกรธไม่
หลังจากกินข้าวไปห้าชามใหญ่เสร็จก่อนใครแล้ว ฉินเหยาก็ไม่ได้ลุกกลับห้อง แต่ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง นั่งอยู่หน้าโต๊ะอย่างเกียจคร้าน จ้องมองหลิวจี้ที่ยังกินไม่เสร็จแล้วบอกเขาว่า “กินเยอะๆ หน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว”
นางใช้น้ำเสียงสงบนิ่ง ประกอบกับแววตาเอ็นดูกล่าวกับหลิวจี้ด้วยความห่วงใย
ไม่ว่านางจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอันไม่บริสุทธิ์อยู่หรือไม่ เพียงแค่ความห่วงใยที่ตรงไปตรงมาและไม่มีการประชดประชันใดๆ ที่มีต่อหลิวจี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารตกตะลึงจนตาค้าง
“พรวด!” เสียงหนึ่งดังขึ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องรวมถึงอาวั่งและอินเยว่ที่กำลังซดน้ำแกงอยู่ก็พ่นน้ำแกงเต็มปากออกมาเพราะคำพูดของฉินเหยา
อาวั่ง อินเยว่และต้าหลางสามคนมีปฏิกิริยาว่องไวจึงรีบหันหน้าไปพ่นน้ำแกงที่อยู่ในปากลงบนพื้น
ส่วนเอ้อร์หลางกับฝาแฝดหันหนีไม่ทัน น้ำแกงที่สำลักออกมาทั้งหมดจึงสาดลงบนโต๊ะ
หลิวจี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้ออยู่ในปากกะพริบดวงตาดอกท้อปริบๆ ขนตาที่ยาวและหนาแน่นเราวกับแปรงเล็กๆ สองอันนั้นขับเน้นให้ดวงตาทั้งสองข้างดูกลมโตและไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
“พวกเจ้าทำอะไรกัน” หลิวจี้ตะคอกอย่างเสียดาย “กับข้าวดีๆ ถูกพวกเจ้าทำเละหมดแล้ว!”
ฉินเหยาก็เหลือบมองมาเช่นกัน สองผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กที่พร้อมใจกันพ่นน้ำแกงออกมา ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“คิดว่าข้าตลกหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามอย่างสงสัย
ทั้งหกคนส่ายหัวเป็นพัลวัน
ไม่รอให้นางถามต่อ อาวั่งและอินเยว่ที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
อาวั่งเอ่ย “ข้าจะไปผัดกับข้าวมาใหม่สักสองอย่าง”
อินเยว่เอ่ย “ข้าจะเอาอาหารพวกนี้ไปเททิ้ง”
พูดจบ ทั้งสองคนก็ยกจานอาหารที่สกปรกแล้วรีบวิ่งหนีออกจากห้องโถงไป
ยังเหลือพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ซื่อเหนียงอาศัยว่าตนเองน่ารักจึงพยายามยิ้มยิงฟัน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก้มหน้าแสร้งทำเป็นเก็บของอย่างวุ่นวาย แต่ไม่รู้ว่าพวกเขายุ่งอะไรกันอยู่
ซานหลางยังคงนั่งนิ่งๆ ดวงตามองสลับไปมาระหว่างท่านแม่และท่านพ่อ มือเล็กๆ ชี้ไปที่คางของหลิวจี้ “ท่านพ่อ ที่ปากของท่านมีน้ำแกงไหลออกมาแล้ว”
หลิวจี้เช็ดมือ อะไรคือน้ำแกง เห็นได้ชัดว่าเป็นน้ำลายที่เจ้าเด็กเหลือขอนี่พ่นใส่เมื่อครู่นี้
หลิวจี้วางชามและตะเกียบลง สูดหายใจเข้าลึกๆ เพิ่งจะยกมือขึ้น สี่พี่น้องก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจแล้ววิ่งหนีกระเจิงออกจากประตูไป
“เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้ หยุดนะ!” หลิวจี้ไม่ต้องคิดก็รีบวิ่งไล่ตามไปทันที
เนินเขาทางเหนือที่เคยเงียบสงบพลันคึกคักขึ้นมาในวินาทีนี้ เสียงดังขนาดนั้น คนที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเขากำลังฉลองปีใหม่อยู่
ฉินเหยาหาวอย่างเกียจคร้าน รู้สึกขี้เกียจขึ้นมาจึงลุกกลับไปนอนในห้อง
นางเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข คลอเคล้าไปกับเสียงจอแจในลานบ้าน
การจากไปของกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนทำให้ทั้งครอบครัวเสียใจเพียงชั่วครู่ ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ
กำแพงของเรือนปทุมพังทลายลงมา ฉวยโอกาสในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสนี้ หลิวจี้และอาวั่งจึงขับรถม้าไปที่หมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อซื้ออิฐและกระเบื้องกลับมา ซ่อมแซมกำแพงที่ถูกฉินเหยาทำพังลงมาอย่างพิถีพิถันจนกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
ทางด้านโรงงานเครื่องเขียนก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญในการส่งมอบสินค้า
ทุกวันนี้ฉินเหยายุ่งอยู่กับการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ากล่องเครื่องใช้สตรีทุกชิ้นที่ออกจากคลังสินค้าจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หลังจากยุ่งติดต่อกันเช่นนี้อยู่ห้าหกวัน ปลายเดือนสิบเอ็ด หลิวไป่และคนอื่นๆ ก็นำกล่องเครื่องใช้สตรีที่บรรจุเรียบร้อยแล้วออกเดินทางไปยังท่าเรือเมืองหลวงของมณฑลเพื่อส่งมอบสินค้า หัวใจที่ว้าวุ่นของฉินเหยาถึงได้สงบลงเล็กน้อย
พริบตาเดียวก็ถึงเดือนสิบสอง สำนักศึกษาตระกูลติงหยุดเรียน ให้นักเรียนกลับไปทบทวนตำราด้วยตนเองที่บ้าน
หลิวจี้ซ่อมกำแพงของเรือนปทุมเสร็จแล้วก็ถูกฉินเหยามอบหมายให้ไปส่งของขวัญปีใหม่ที่ตระกูลติงทันทีเพื่อหารือเรื่องที่ซานหลางและซื่อเหนียงจะเข้าเรียนที่สาขาหลักของสำนักศึกษาตระกูลติงในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ในขณะเดียวกัน ของขวัญตอบกลับจากบ้านต่างๆ ก็ถูกส่งมาเช่นกัน มีทั้งผ้าเนื้อดีนานาชนิด ยาสมุนไพรบำรุงร่างกาย รวมถึงของตกแต่ง พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษ เป็นต้น มีมากมายหลากหลายประเภท
ฉินเหยานำของขวัญตอบกลับเหล่านี้ไปวางไว้บนชั้นวางของในห้องด้านนอกของโกดัง มองแวบแรก นึกว่าบ้านของนางเปิดร้านขายของชำเสียอีก
พอหยิบลูกคิดเล็กๆ ออกมาคำนวณดูก็พบว่าของขวัญปีใหม่ที่นางส่งออกไป ได้ทุนคืนมาเก้าส่วนครึ่ง
ในบรรดาของเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ตระกูลเฮ่อแห่งเมืองหลวงของมณฑลส่งของขวัญปีใหม่ตอบกลับมาให้พวกเขา ไม่ได้ให้เป็นเงินโดยตรง
ความสูงต่ำของสถานะ เป็นตัวกำหนดระดับความใส่ใจของตระกูลเฮ่อ
ดูเหมือนว่าสถานะจวี่เหรินของหลิวจี้นี้ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย