ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 583 ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 583 ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้น
ตอนที่ 583 ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้น
ฉินเหยาตรวจนับของขวัญปีใหม่ที่แต่ละบ้านมอบตอบกลับมาจนครบแล้วก็ลงกลอนประตูโกดังเตรียมกลับห้องไปเอนกายพักผ่อนสักครู่
“ก๊อกๆ ก๊อกๆ!”
เสียงเคาะประตูสั้นๆ อย่างเป็นจังหวะดังขึ้น
ฉินเหยาเห็นอินเยว่วิ่งออกมาจากห้องเก็บฟืนเพื่อเตรียมไปเปิดประตูก็วางใจแล้วเดินกลับไปทางห้องนอนต่อ
เรื่องในหมู่บ้านและเรื่องโรงงานเครื่องเขียนนางจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ในช่วงนี้จะไม่มีเรื่องที่ต้องให้นางไปทำ ฉินเหยาเดาว่า คนที่มาเยือนคงไม่ได้มาหานางเป็นแน่
แปดส่วนคงเป็นพวกพี่สะใภ้และอาสะใภ้ในหมู่บ้านมาหาหลี่ซื่อเพื่อเย็บปักถักร้อยด้วยกัน
บ้านของฉินเหยาจุดถ่านอย่างไม่เสียดาย กำแพงก็หนา หน้าต่างทั้งใหญ่ทั้งสว่าง ในห้องก็อุ่นและสว่างไสว หลายวันนี้สตรีที่มาหาหลี่ซื่อเพื่อผิงไฟด้วยนั้นจึงมีไม่ขาดสายเลย
แค่เรื่องยืมห้องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉินเหยาจึงไม่ได้ใส่ใจเลย ปล่อยให้พวกนางมีความสุขกันไป
หลี่ซื่อและฉินเหยาคาดเดาเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นอินเยว่ไปเปิดประตูแล้ว หลี่ซื่อจึงรีบปิดฝาหม้อน้ำมันหมูที่เคี่ยวเสร็จแล้วบนเตา ดึงฟืนในเตาออกไปดับในกองขี้เถ้าด้านล่าง รีบล้างมือแล้วยิ้มพลางเดินไปที่ประตูใหญ่
ยังไม่ทันได้เอ่ยคำทักทายหยอกเย้า พออ้าปาก ประตูลานบ้านก็เปิดออก หลี่ซื่อตกใจอย่างยิ่งเพราะนอกประตูคือใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเลยสามดวง
“น้องเล็ก เป็นเจ้าจริงๆ สินะ!”
หญิงสาวจากบรรดาคนทั้งสามที่หน้าประตูมองเด็กสาวหน้าตาอัปลักษณ์ผู้มาเปิดประตูด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อของนางออกมา “อาเยว่!”
อินเยว่ที่ถูกเรียกชื่อมองใบหน้าคุ้นเคยทั้งสามตรงหน้า ในใจก็พลันปั่นป่วน ทั้งดีใจ ตกใจและสับสนวุ่นวาย
คนหนึ่งคือท่านพ่อ ไม่ได้พบกันสองปีแต่กลับดูเหมือนแก่ลงไปสิบปี ผมสีดำขลับเมื่อตอนที่นางยังอยู่บ้าน บัดนี้กลับมีผมขาวแซมมาเกินกว่าครึ่ง
คนหนึ่งคือพี่ใหญ่ คนที่คอยปกป้องนางมาตั้งแต่เด็ก บอกว่ารอจนนางโตขึ้นหากอยากแต่งงาน พี่ชายจะหาชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในรัศมีร้อยลี้มาให้ แต่หากนางไม่อยากแต่งงานก็จะเลี้ยงดูนางอยู่ที่บ้านไปชั่วชีวิต
อีกคนคือพี่สะใภ้ใหญ่ ตอนที่พี่สะใภ้แต่งเข้ามา ตนยังเป็นแค่เด็กไม่รู้ความ เมื่อบิดามารดาไม่ว่างเพราะยุ่งกับการค้าก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่คอยดูแลตน สอนการทำอาหารและงานฝีมือของสตรีให้ รักตนเหมือนเป็นลูกของนางเอง
หากโจรภูเขาพวกนั้นไม่ปรากฏตัว อินเยว่จินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของนางจะมีความสุขและสวยงามเพียงใด
น่าเสียดาย เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ก็ยิ่งมองเห็นจิตใจคนได้ชัดเจนขึ้น
พวกเขารักนางนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ที่กลัวนางก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
อาจารย์เคยบอกกับนางว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นซับซ้อน ไม่มีขาวหรือดำสนิท ส่วนใหญ่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง หากไม่ไปแตะต้องขีดจำกัดของกันและกันก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้นเถิด
ตอนนี้อินเยว่เห็นตัวเองในกระจก ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่าง นางไม่เกลียดใครอีกแล้วและแน่นอนว่ารวมถึงญาติสนิททั้งสามคนที่ฝ่าลมหนาวและหิมะมาหานางในตอนนี้ด้วย
อินเยว่ลอบสูดหายเข้าใจลึกๆ สองครั้ง จัดการกับอารมณ์ที่ปั่นป่วนของตนเองอย่างรวดเร็ว พยายามถามด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”
“พี่ใหญ่ของเจ้าเห็นเจ้าน่ะ” พี่สะใภ้ใหญ่อินอธิบายว่า “วันก่อนที่หิมะตกครั้งแรก พี่ใหญ่ของเจ้าเข้าเมืองไปซื้อถ่านก็เห็นเจ้าที่ประตูเมือง เขาเรียกเจ้าหนึ่งครั้ง แต่เจ้าไม่ตอบเลยนึกว่าตัวเองจำคนผิดไป…”
ต่อมา เมื่อเห็นหญิงสาวบนรถม้าหันหน้ามา พี่ใหญ่อินจึงมั่นใจว่าเด็กสาวคนนั้นก็คือน้องสาวคนเล็กของตนที่หายตัวไปนาน
เพียงแต่ตอนนั้นคนขายถ่านเอาแต่ชวนเขาคุยไม่หยุดจึงคลาดกันไป
โชคดีที่เมื่อสอบถามที่ประตูเมืองก็มีคนจำได้ว่าคนขับรถม้าคือลูกชายคนโตของเศรษฐีในหมู่บ้านตระกูลหลิวนามว่าหลิวกง เขายังมีน้องชายชื่อหลิวลี่ เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาประจำอำเภอ
พี่ใหญ่อินจึงไปที่สำนักศึกษาตามหาหลิวลี่จนพบ พอได้สอบถามจึงได้รู้เรื่องราวทั้งหมดของอินเยว่
เพียงแต่หลิวลี่รอบคอบกว่าเล็กน้อย ไม่ได้บอกว่าอินเยว่และฉินเหยาเป็นศิษย์อาจารย์กัน บอกเพียงว่าตอนนี้อินเยว่ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนในหมู่บ้านและอาศัยอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านของพวกเขา
คนตระกูลอินผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน ในที่สุดก็ได้พบหน้าลูกสาวของบ้านตนที่หายตัวไป พี่สะใภ้ใหญ่อินเดินไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้นแล้วคว้ามือของอินเยว่ไว้
เมื่อสัมผัสได้ถึงมือที่อบอุ่นของน้องสามี ถึงเพิ่งรู้สึกว่ามือของตนเองนั้นเย็นเฉียบจึงคิดจะดึงมือกลับ
อินเยว่รู้สึกเจ็บแปลบในใจกลับเป็นฝ่ายกุมมือของพี่สะใภ้ไว้
พี่สะใภ้ใหญ่อินเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้าของน้องสามีก็รู้สึกแสบจมูก น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาแล้วร่วงหล่นลงมาอย่างควบคุมไม่อยู่
“ทำไมเจ้าไม่กลับบ้าน” ผู้เฒ่าอินถามอย่างสุขุม
ระหว่างทางกังวลสารพัด แต่เมื่อได้เจอหน้าจริงๆ สีหน้ากลับเคร่งขรึมลง ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามเหมือนเช่นเคย
ทว่านิ้วมือที่สั่นเทาไม่หยุดข้างลำตัวได้เปิดเผยอารมณ์ที่แท้จริงของเขาออกมา
ผู้เฒ่าอินเงยหน้าขึ้นสำรวจบ้านหลังนี้ บ้านสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่มีหลักการใดๆ เป็นไปตามใจเจ้าของบ้านทั้งสิ้น
แต่วัสดุที่ใช้กลับแข็งแรงทนทานอย่างยิ่ง มองแวบเดียวก็รู้ว่าฐานะทางบ้านค่อนข้างดี อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องลมฝน
เพียงแต่นางเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน การอาศัยอยู่บ้านคนอื่นเป็นนิจนั้นจึงดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าอินส่งสายตาให้ลูกชาย พี่ใหญ่อินก็พยักหน้า เดินเข้ามาแล้วจับแขนของอินเยว่ไว้คนละข้างกับผู้เป็นภรรยา “ไป กลับบ้านกับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้เถอะ”
อินเยว่ที่เมื่อครู่ยังรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้งใจอยู่ พอได้ยินคำพูดของพี่ชายก็พลันตื่นจากภวังค์ รีบดึงมือของตนกลับแล้วถอยหลังไปสองก้าว
“ข้าไม่ไป ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดี ข้าเลี้ยงดูตัวเองได้ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า” อินเยว่กล่าวอย่างจริงจัง
นางเหลือบมองรถม้าที่จอดอยู่บนเนินแล้วยกนิ้วขึ้นชี้ “ท่านพ่อ พวกท่านกลับไปเถอะ ไม่ต้องมาหาข้าอีกแล้ว ถ้าข้ามีเวลา ข้าจะกลับไปเยี่ยมพวกท่านที่บ้านเอง”
พี่สะใภ้ใหญ่อินขมวดคิ้วทันที ถามอย่างร้อนรน “อาเยว่ เจ้ายังเกลียดที่เราบังคับให้เจ้าแต่งงานอยู่อีกหรือ”
พี่ใหญ่อินรีบอธิบาย “งานแต่งนั้นยกเลิกไปนานแล้ว ท่านพ่อท่านแม่นำสินสอดไปคืนให้พวกเขาด้วยตนเอง ทั้งยังชดเชยของดีๆ ให้ไปไม่น้อย ตอนนี้ไม่มีใครบังคับเจ้าอีกแล้ว อาเยว่เด็กดี กลับบ้านกับพี่ชายเถอะ ท่านแม่คิดถึงเจ้ามาก คิดถึงจนกินข้าวไม่ลงแล้ว”
เมื่อได้ยินข่าวของมารดา แววตาของอินเยว่ก็สว่างวาบ “ท่านแม่สบายดีหรือไม่”
ผู้เฒ่าอินอยากจะบอกว่าไม่ดี แต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของลูกสาว ในที่สุดใจก็อ่อนลง พยักหน้าแล้วตอบ “ยังกินข้าวได้ เพียงแต่คิดถึงเจ้ามากเกินไป กลางคืนก็ฝันถึงเจ้าตลอด พอตื่นขึ้นมาก็ด่าว่าเป็นพวกเราที่ไม่ตามหาอาเยว่ของนางกลับมา”
นี่เป็นความจริง อินเยว่ดูออก ในลำคอจึงพลันตีบตันขึ้นมา นางก็คิดถึงมารดาเช่นกัน
แต่นางจะไม่กลับไป อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่กลับ
แต่ยังไม่ทันที่อินเยว่จะได้พูดว่าตนเองจะไม่กลับไปก็มีเสียงของฉินเหยาดังขึ้นมาจากในสวนหลังบ้านทันใดว่า
“ทุกท่านเข้ามานั่งข้างในก่อนเถิด”
เมื่อครู่หลี่ซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกลับเข้าไปในลานบ้านเพื่อรายงานฮูหยิน ฉินเหยาจึงได้มายืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังได้สักพักแล้ว
ฉินเหยายิ้มแล้วเดินออกมา โอบกอดอินเยว่ที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่กลางลมหนาวอย่างทำอะไรไม่ถูก “พาครอบครัวของเจ้าเข้ามาผิงไฟข้างในเถอะ ข้างนอกหนาว เดี๋ยวจะเป็นหวัดกันหมด”
“ท่านอาจารย์~” อินเยว่เรียกเสียงเบาอย่างดีใจ พลันรู้สึกว่าร่างกายของตนเองกลับมาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอีกครั้ง
อินเยว่กลั้นน้ำตาเอาไว้ พยักหน้าหนักๆ ผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของท่านอาจารย์แล้วเดินไปพูดกับครอบครัวของนาง
“นี่คือท่านอาจารย์ของข้า ฉินเหยาและก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ด้วย นางยังเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกด้วย”
ประโยคสุดท้ายนี้ อินเยว่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจราวกับเป็นเกียรติของตนเอง
ทั้งสามคนจากตระกูลอินประหลาดใจจนต้องเงยหน้ามองไปทางฉินเหยา ไม่นึกเลยว่าสตรีที่ดูอายุไล่เลี่ยกับอินเยว่ตรงหน้านี้จะเป็นผู้ใหญ่บ้านหญิงที่ทำลายธรรมเนียมเก่าแก่ของอำเภอไคหยางและขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยฐานะสตรีได้สำเร็จ!