ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 584 อะไรคือแรงงาน
ตอนที่ 584 อะไรคือแรงงาน
ทุกคนในตระกูลอินตามฉินเหยาเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นบ้านที่เรียบง่ายไม่หรูหราแต่กลับอบอุ่นและมั่นคงหลังนี้ ผู้เฒ่าอินก็พลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ด้านนอกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่ในบ้านกลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ บนโต๊ะเต็มไปด้วยของกินเล่นนานาชนิดครบครัน บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี
พี่สะใภ้ใหญ่อินพบว่า ในบรรดาของกินเหล่านั้นถึงกับมีหมั่นโถวลูกเล็กที่ทำจากแป้งสาลีขาวด้วย ขาวราวกับเกล็ดหิมะ เนื้อแป้งละเอียดเนียนนุ่ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าแป้งนี้ต้องผ่านการโม่มาอย่างน้อยหกถึงเจ็ดครั้งจึงจะละเอียดจนไม่เหลือความหยาบให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ยิ่งมอง คนตระกูลอินก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านของผู้ใหญ่บ้านฉินให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาดระหว่างความยากจนและความร่ำรวย
เสื้อผ้าและอาหารการกินหรูหราจนน่าตกใจ แต่ที่อยู่อาศัยกลับเรียกได้ว่าเรียบง่าย
อาศัยช่วงที่ฉินเหยาพาหลี่ซื่อออกไปเตรียมชาร้อนรับแขก พี่ใหญ่อินและภรรยาก็รีบดึงตัวน้องสามีเข้ามาซักถามทันที
“อาเยว่กินอิ่มนอนอุ่นดีหรือไม่”
“ผู้ใหญ่บ้านได้ข่มเหงเจ้าหรือไม่”
“คนในหมู่บ้านนี้มีใครรังแกเจ้าหรือไม่”
อินเยว่ผลักพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ขยับเข้ามาใกล้เบาๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ดีกับข้ามาก ชาวบ้านก็เกรงใจข้ามาก ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดีเจ้าค่ะ ดีกว่าอยู่ที่บ้านไม่รู้กี่เท่า”
เมื่อได้ยินประโยคหลังนี้ สีหน้าของผู้เฒ่าอินที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงก็เคร่งขรึมขึ้นอีกครั้งและแค่นเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าเลิกปากแข็งได้แล้ว คนในชนบทเช่นนี้ทั้งโง่เขลาและหัวโบราณที่สุด ไม่รู้ว่ามีธรรมเนียมประหลาดน่ากลัวอยู่มากมายเพียงใด อีกทั้งตอนนี้เจ้ายังมีหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ แล้วพวกเขาจะไม่รังแกเจ้าได้อย่างไร อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวก็อย่าปากแข็งไปเลย”
“ยังมีอีก”
“ท่านอาจารย์ของเจ้าแม้จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็มีชื่อเสียงด้านความดุร้ายเลื่องลือไปทั่ว ท่าทีที่แสดงความเกรงใจเมื่อครู่นี้คงเป็นการเสแสร้งให้คนนอกดูใช่หรือไม่ บอกความจริงพ่อมา ปกติแล้วนางแอบกลั่นแกล้งเจ้าลับหลังหรือไม่”
“ไม่ใช่นะ! ท่านพ่อ ท่านอย่าฟังคนพวกนั้นพูดจาเหลวไหล…” อินเยว่กำลังจะอธิบายแทนอาจารย์ของตน แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาก็รีบหยุดพลางถลึงตาใส่ครอบครัวของตนหนึ่งครั้งเพื่อเตือนว่าอย่าพูดจาส่งเดช
“เส้นทางยาวไกล ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทั้งสามท่านพักที่นี่สักคืนเถิด” ฉินเหยานำหลี่ซื่อเดินเข้ามาในบ้านพลางส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อรินชาร้อนให้พวกเขา
ขณะเดียวกันก็ขยิบตาให้อินเยว่ สื่อว่าที่บ้านยังมีห้องว่างให้แขกพักได้ ให้นางไม่ต้องกังวลว่าตนจะไม่พอใจแล้วรีบไล่ครอบครัวของนางกลับไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพูดของคนตระกูลอินเมื่อครู่นี้ฉินเหยาได้ยินทั้งหมด
อคติเปรียบเสมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง การจะย้ายมันออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ตัวนางจะไม่ใส่ใจ แต่ก็ไม่อยากให้คนนอกมีอคติที่เลวร้ายต่อหมู่บ้านตระกูลหลิวของตน
ก่อนจะออกไปจากห้องโถง ฉินเหยากล่าวกับอินเยว่ด้วยรอยยิ้มว่า “หากครอบครัวของเจ้าไม่วางใจ พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็สามารถพาพวกเขาไปดูสภาพแวดล้อมในการทำงานของเจ้าด้วยตัวเองได้ เช่นนี้พวกเขาถึงจะได้จากไปอย่างสบายใจจริงๆ”
เมื่ออินเยว่ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของนางก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
ท่านอาจารย์จะไม่ไล่นางไป! เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา อินเยว่ก็รู้สึกดีใจยิ่งกว่าการได้รับการสนับสนุนและความเข้าใจจากทุกคนในครอบครัวเสียอีก
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรเจ้าค่ะ” อินเยว่คารวะฉินเหยาอย่างนอบน้อม ส่งนางกลับไปนอนพักกลางวันที่ห้องนอนของนางแล้วจึงกลับมาที่ห้องโถงเพื่อดูแลครอบครัวของตนต่อ
เมื่อได้ยินว่าอินเยว่ยังคงยืนกรานที่จะไม่กลับบ้าน ผู้เฒ่าอินก็เกิดความคิดที่จะสืบหาความจริงขึ้นมาบ้างจึงตกลงที่จะพักค้างคืนที่บ้านของฉินเหยาหนึ่งคืน เพื่อที่รุ่งเช้าวันพรุ่งนี้จะได้ตามบุตรสาวไปดูว่านางอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรกันแน่
ถึงกับทำให้บุตรสาวมีบ้านแต่ไม่ยอมกลับได้ เขาเองก็อยากจะเห็นนักว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวแห่งนี้มีดีอะไร!
ตอนเย็น หลิวจี้นำเด็กๆ กลับมาจากจวนตระกูลติง หลังจากจัดการเรื่องการเข้าเรียนในปีหน้าเรียบร้อยแล้ว สองสามีภรรยาจึงร่วมกันจัดอาหารค่ำมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับคนตระกูลอิน ถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างเต็มที่แล้ว
เมื่อได้รู้ว่าหลิวจี้คือจวี่เหรินคนใหม่ของอำเภอไคหยางในปีนี้ ท่าทีของผู้เฒ่าอินก็เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เมื่อกลับมาถึงห้องพักแขกเล็กๆ ที่ฉินเหยาเตรียมไว้ให้ เขาก็จับตัวอินเยว่ไว้แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “สามีอาจารย์ของเจ้าคือหลิวจวี่เหริน เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบบอกเล่า!”
อินเยว่มองรอยยิ้มประหลาดใจบนใบหน้าของบิดาแล้วรู้สึกว่าช่างไร้เหตุผลอย่างยิ่ง “ข้าเพียงแค่ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสามีท่านอาจารย์ของข้าเป็นใครด้วยเล่า”
ในสายตาของอินเยว่นั้น การที่สามีท่านอาจารย์เป็นท่านอาจารย์ของนางด้วยนั้นก็เป็นเพียงเพราะเขาเป็นสามีในนามของท่านอาจารย์นางเท่านั้น
สามีอาจารย์จะเป็นใครก็ได้ แต่ท่านอาจารย์มีเพียงฉินเหยาคนเดียว!
ผู้เฒ่าอินเห็นท่าทางงุนงงของบุตรสาวก็โกรธจนพูดไม่ออก แต่เมื่อครุ่นคิดอีกที อาจารย์และสามีอาจารย์ก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดีจึงถอนหายใจแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ โบกมือให้อินเยว่ไปอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ใหญ่ของนาง
ห้องพักแขกเป็นเพียงห้องเล็กๆ ข้างห้องโถงเท่านั้น สองพ่อลูกตระกูลอินเบียดกันหน่อยก็ยังพอไหว พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงทำได้เพียงไปพักอยู่กับอินเยว่
พี่สะใภ้กับน้องสามีไม่ได้เจอกันนาน ในตอนกลางคืนจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันแล้วพูดคุยกระซิบกระซาบกัน
อินเยว่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาจารย์ของตนมากมาย เดิมทีพี่สะใภ้ใหญ่อินยังคงหวาดกลัวชื่อเสียงด้านความดุร้ายของฉินเหยาอยู่บ้าง แต่พอได้ฟังไปเรื่อยๆ พลันพบว่าผู้ใหญ่บ้านฉินผู้นี้ช่างไม่เหมือนกับที่คนภายนอกร่ำลือกันเลยแม้แต่น้อย
พี่สะใภ้ใหญ่อินถามด้วยความตกใจว่า “นางถึงกับให้สตรีในหมู่บ้านทุกคนเข้าทำงานในโรงงานเชียวหรือ นางทำได้อย่างไร สามีของสตรีเหล่านั้นไม่คัดค้านที่ภรรยาของตนออกไปเปิดหน้าเปิดตาบ้างเลยหรือแล้วยังต้องทำงานร่วมกับคนงานชายอีก นี่…นี่…”
เพียงแค่คิดถึงภาพนั้น พี่สะใภ้ใหญ่อินก็รู้สึกราวกับจะขาดใจตายให้ได้
บ้านเดิมของนางก็ทำการค้าเล็กๆ เช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ในความทรงจำจึงมีเพียงภาพของมารดาที่ประคับประคองทั้งครอบครัวอย่างยากลำบากเพียงลำพังเพื่อรอให้บิดานำเงินกลับมา
ต่อมา บิดานำเงินกลับมาบ้านจริงๆ และเปิดร้านชาในอำเภอ
เมื่อฐานะทางบ้านดีขึ้น มารดาก็ถอยกลับไปดูแลงานบ้านอยู่เบื้องหลัง แต่บิดากลับไม่เก่งเรื่องการบริหารจึงมักจะมาถามความเห็นของมารดาอยู่บ่อยครั้ง ร้านจึงพอจะประคับประคองต่อไปได้
มีครั้งหนึ่งที่กิจการเกิดปัญหา มารดาจึงเสนอตัวว่าจะไปช่วยที่ร้าน เดิมทีคิดว่าบิดาที่มักจะถามนางเรื่องการค้าอยู่เสมอจะเห็นด้วย
คาดไม่ถึงว่าบิดาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งยังเย็นชากับมารดาไปนานกว่าครึ่งปีด้วยเหตุนี้
เหตุผลเพียงเพราะว่าคนงานที่ร้านล้วนเป็นบุรุษ การที่มารดาซึ่งเป็นสตรีไปปะปนอยู่ในนั้นมันช่างไร้ยางอายสิ้นดีและจะทำให้ชื่อเสียงของบิดาต้องเสียหาย
สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ร้านชาเปิดได้ไม่ถึงปีก็ต้องปิดตัวลง
หลังจากนั้นบิดาจึงพูดว่า “หากรู้แต่แรกก็คงให้แม่เจ้าออกไปดูแลร้านแล้ว” แต่นางก็รู้ดีว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ บิดาก็จะยังไม่อนุญาตให้มารดาออกไป ‘เปิดหน้าเปิดตา’ อยู่ดี
แค่ครอบครัวเดียวยังเป็นเช่นนี้ แต่สตรีทุกบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับสามารถออกไปทำงานได้ นี่มัน…ทำได้อย่างไรกันแน่
อินเยว่มองดวงตาที่ตกตะลึงของพี่สะใภ้ใหญ่ภายใต้แสงเทียนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“พี่สะใภ้ เมื่อท่านพบว่ากฎเกณฑ์ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าถูกต้องเหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อผู้อื่น ท่านก็ต้องลองคิดดูแล้วว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกต้องจริงๆ หรือไม่”
“ท่านอาจารย์ใช้การกระทำนับครั้งไม่ถ้วนของนางเพื่อบอกแก่สตรีในหมู่บ้านว่า ชื่อเสียงที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงนั้นไม่สำคัญเท่ากับการได้กินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าใส่เพื่ออบอุ่นร่างกายเลย”
“เมื่อสตรีคนหนึ่งใช้สองมือที่ขยันหมั่นเพียรของตนเองสร้างคุณค่าที่เป็นที่ยอมรับขึ้นมาได้แล้ว ในสายตาของทุกคนนางก็ไม่ต่างอะไรจากบุรุษ มีเพียงความแตกต่างระหว่างแรงงานที่มีมูลค่าสูงกับแรงงานที่มีมูลค่าต่ำเท่านั้น”
พี่สะใภ้ใหญ่อินถามอย่างงุนงง “อะไรคือคุณค่าที่ยอมรับแล้วอะไรคือแรงงานหรือ”
“คุณค่าที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันคือคุณค่าที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เช่น สามารถหาเงินได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ นี่ล้วนเป็นคุณค่าทั้งสิ้น”
“ส่วนที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ หรือการกดขี่ดูแคลนสารพัดล้วนเป็นเพียงวิธีการอันต่ำช้าของคนที่กลัวว่าท่านจะกลายเป็นคู่แข่งของพวกเขาและจะมาแย่งชิงผลประโยชน์ของพวกเขาไปก็เท่านั้น”