ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 585 ข้าก็คือข้า
ตอนที่ 585 ข้าก็คือข้า
ส่วนเรื่องแรงงาน…อินเยว่ลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรจะบอกความจริงอันโหดร้ายนี้กับพี่สะใภ้ดีหรือไม่
ช่างเถอะ อย่าพูดเลยดีกว่า
ท่านอาจารย์บอกว่าชีวิตของชาวบ้านธรรมดาก็ลำบากพออยู่แล้ว การไปเข้าใจตรรกะเบื้องลึกของราชวงศ์นี้ มีแต่จะเพิ่มความเจ็บปวดให้แก่ผู้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอันแร้นแค้นของตนเองได้
“นอนเถอะเจ้าค่ะพี่สะใภ้ หากไม่นอนพรุ่งนี้ท่านจะตื่นไปดูที่ทำงานของข้าไม่ไหวนะ” อินเยว่จงใจเปลี่ยนเรื่อง
พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงรีบพยักหน้า พอได้ฟังน้องสามีพูดเช่นนี้ นางก็ยิ่งอยากรู้ว่าโรงงานเครื่องเขียนนั้นเป็นอย่างไรจึงไม่อยากพลาด
พอเป่าเทียนไขดับ ทั้งสองก็นอนเบียดกันแล้วหลับตาลง
พี่สะใภ้ใหญ่อินรู้สึกว่าตนเองยังนอนไปได้ไม่นาน ข้างกายก็มีเสียงกุกกักดังขึ้น
ปกตินางเป็นคนตื่นง่ายอยู่แล้ว ทั้งยังต้องคอยเป็นกังวลเรื่องราวในบ้าน ดังนั้นเพียงข้างนอกมีเสียงอะไรนิดหน่อยก็มักจะตื่นแล้ว
เมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าในความมืดสลัวมีเงาดำของคนผู้หนึ่งกำลังลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
“พี่สะใภ้ ท่านนอนต่ออีกสักครู่เถิด รอข้าฝึกฝนยามเช้าตามที่อาจารย์กำหนดเสร็จแล้วจะมาเรียกท่าน” อินเยว่กระซิบกำชับ
พี่สะใภ้ใหญ่อินถามด้วยความสงสัย “ฝึกฝนยามเช้า?”
อินเยว่ขานรับคำแล้วอธิบายเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์บอกว่าหน้าร้อนฝึกยามสาม หน้าหนาวฝึกยามเก้า การฝึกวรยุทธ์สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ จะเกียจคร้านไม่ได้เด็ดขาด”
พี่สะใภ้ใหญ่อินถึงได้นึกขึ้นมาอย่างเลือนรางว่าน้องสามีมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนวิชายุทธ์
เพราะความสงสัย พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงลุกขึ้นมาบ้าง อยากจะตามไปดู ทั้งสองแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ฟ้ายังไม่สว่างก็ออกจากบ้านไปแล้ว
ช่วงเวลาที่หนาวที่สุด พี่สะใภ้ใหญ่อินสวมเสื้อคลุมบุนวมของน้องสามีเพิ่มอีกหนึ่งตัวก็ยังถูกลมภูเขาพัดกระหน่ำจนหนาวสั่นไปทั้งตัว
เงยหน้าขึ้นมองน้องสามีที่สวมเพียงเสื้อคลุมบุนวมสองชั้น ในมือหิ้วถังไม้ก้นสามเหลี่ยมสองใบ เหยียบย่ำบนพื้นหิมะที่แข็งตัวและลื่น เดินเหินราวกับเหาะ เผลอแวบเดียวก็หายไปจากระยะที่โคมไฟสามารถส่องถึงได้แล้ว
อ้อ ใช่แล้ว โคมไฟนี้นำมาเพื่อส่องทางให้ตน ในช่วงกลางดึกที่มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า ดวงตาของน้องสามีกลับราวกับมองเห็นในความมืด สามารถหลบก้อนหินทุกก้อนที่อาจจะทำให้นางสะดุดล้มได้อย่างแม่นยำ
“พี่สะใภ้ค่อยๆ เดินนะเจ้าคะ” ทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้ว อินเยว่ก็วิ่งไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน
นางต้องใช้ถังใหม่สองใบนี้ที่ตักน้ำได้ยากกว่าเดิมเพื่อตักน้ำใส่โอ่งน้ำใหญ่สามใบในบ้านให้เต็มภายในครึ่งชั่วยาม
ถังไม้อันใหม่นี้เป็นสิ่งที่ฉินเหยาให้ช่างไม้หลิวทำขึ้นเป็นพิเศษ แต่แผ่นไม้ตรงก้นถังที่ใช้ไม้ไผ่ดัดรัดไว้กลับทำอย่างหลวมๆ จนน้ำรั่วไหลออกมาเป็นสาย
หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาออกหน้า ช่างไม้หลิวคงก็ไม่กล้าทำถังน้ำที่จะทำลายชื่อเสียงร้านของตนเองเช่นนี้หรอก
ไม่นานอินเยว่ก็หิ้วน้ำสองถังวิ่งผ่านหน้าพี่สะใภ้ใหญ่อินที่เพิ่งเดินมาถึงบนสะพานราวกับเหาะ เกิดลมเย็นพัดขึ้นวูบหนึ่งจนปอยผมข้างขมับของพี่สะใภ้ใหญ่อินปลิวไสว
พริบตาเดียวก็มีเสียงลมพัดสวนมาจากบนเขา พัดผ่านหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่อินไป ทำเอานางตกใจจนร้องเสียงหลง เกือบจะคิดว่าเจอผีเข้าเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ไม่ต้องกลัว ข้าเอง!”
เสียงขอโทษของอินเยว่ดังมาจากไกลๆ พี่สะใภ้ใหญ่อินตกตะลึง น้องสามีที่เคยอ่อนแอของนาง กลายเป็นคนแข็งแกร่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
นางไล่ตามฝีเท้าของน้องสามีไม่ทันจริงๆ พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงหาที่หลบลม ยืนถือโคมไฟมองดูหญิงสาวที่วิ่งไปมาระหว่างบ่อน้ำในหมู่บ้านกับบ้านของฉินเหยาราวกับสายลมอย่างเงียบๆ
ศีรษะของนางหันไปทางซ้ายทีขวาที ลำคอที่เดิมทีรู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อย พอหมุนไปมาตลอดเช้าก็บรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างรำไร ในที่สุดอินเยว่ก็หาบน้ำจนเต็มโอ่งทั้งสามใบในบ้าน
หลี่ซื่อและอาวั่งก็ตื่นแล้วเช่นกัน คนหนึ่งเตรียมอาหาร อีกคนหนึ่งก็ลากต้าหลางที่ยังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มไปยังสวนหลังบ้านเพื่อฝึกวรยุทธ์
ในบ้านค่อยๆ มีเสียงของผู้คนดังขึ้นอย่างขวักไขว่ พี่สะใภ้ใหญ่อินเดินตามน้องสามีกลับเข้าไปในลานบ้าน กำลังจะถามว่านางเหนื่อยหรือไม่ แต่พอหันไปอีกที น้องสามีก็หยิบขวานหนักอึ้งไปยังห้องเก็บฟืนแล้ว
ท่ามกลางเสียงผ่าฟืนที่ดังขึ้นเป็นระลอก ผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อินที่นอนหลับเต็มอิ่มก็ตื่นขึ้น ส่วนหลี่ซื่อหลังจากเตรียมอาหารเช้าให้แขกแล้วก็ถอยออกไปทำงานของตนต่อ
ผู้เฒ่าอินมองไปรอบๆ “อาเยว่ ไม่ต้องเรียกสามีอาจารย์กับอาจารย์ของเจ้ามากินข้าวด้วยกันหรือ”
การที่มีแค่ครอบครัวของพวกเขากินอาหารเช้ากันแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง
อินเยว่ทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่ถือสา มือหนึ่งหยิบหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ขึ้นมากัดกินคำใหญ่ อีกมือหนึ่งโบกไปมาพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“ไม่ต้องไปสนใจพวกท่านอาจารย์หรอกเจ้าค่ะ เรากินของเราไปเถอะ เวลาทานอาหารของแต่ละคนในบ้านไม่เหมือนกัน เรากินก่อนได้”
เมื่อเห็นว่าคนในครอบครัวยังคงลังเลไม่กล้าลงมือ อินเยว่จึงเร่ง “รีบกินเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปทำงานสายแล้ว”
เมื่อเช้าตอนที่ซ่งอวี้ออกจากบ้าน อินเยว่ได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะพาครอบครัวไปดูงานที่โรงงาน พ่อบ้านซ่งอนุญาตแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น เวลาจึงกระชั้นชิดมาก
ทุกคนในตระกูลอินเมื่อเห็นเช่นนี้จึงทำได้เพียงหยิบอาหารเช้าที่ประณีตขึ้นมากินอย่างกระอักกระอ่วนใจ
อาหารที่ทำอย่างประณีตนั้นอร่อย นอกจากจะราคาแพงแล้วก็ไม่มีข้อเสียใดๆ เลย ปกติแล้วอาหารการกินที่บ้านก็ถือว่าไม่เลว แต่ผู้เฒ่าอินและบุตรชายก็ยังอดไม่ได้ที่จะกินเพิ่มอีกหน่อย
อาหารเช้ายังได้กินธัญพืชอย่างดี ตอนนี้ผู้เฒ่าอินเชื่อคำพูดของลูกสาวไปแล้วกว่าครึ่ง นางอยู่ที่นี่ กินดีกว่าอยู่ที่บ้านจริงๆ
หลังจากกินอิ่มแล้ว อินเยว่ก็นำครอบครัวมุ่งหน้าไปยังโรงงานเครื่องเขียนอย่างเร่งรีบ
ตลอดเส้นทางจากหมู่บ้าน พบเจอแต่ชาวบ้านที่เดินอย่างเร่งรีบเหมือนกับอินเยว่ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
ทุกคนจับกลุ่มกันสามถึงห้าคนพูดคุยหัวเราะพลางเดินไปยังโรงงานเครื่องเขียน ในจำนวนนั้นมีทั้งบุรุษและสตรี หากนับดูดีๆ แล้วสตรียังเยอะกว่าบุรุษเสียอีก
ที่เป็นเช่นนี้ก็ต้องพูดถึงระบบแรงงานเกณฑ์ของแคว้นเซิ่ง
“บุรุษ หนึ่งปีจะถูกเกณฑ์แรงงานหนึ่งถึงสองครั้ง ไปครั้งหนึ่งอย่างน้อยก็ครึ่งเดือน มากสุดสามเดือน หากนับเวลเดินทางไปกลับด้วยแล้วก็ยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก ดังนั้นสตรีในหมู่บ้านจึงมักจะมาทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนแทนสามีของตน”
ผู้เฒ่าอินถามอย่างแปลกใจ “แล้วค่าจ้างรายเดือนของช่างฝีมือระหว่างสตรีกับบุรุษเท่ากันหรือไม่” ในความคิดของเขา อย่างไรเสียบุรุษและสตรีก็ไม่เหมือนกัน งานที่บุรุษทำได้ สตรีอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า
อินเยว่พูดพลางยิ้ม “นั่นก็ต้องดูความสามารถของแต่ละคนแล้วเจ้าค่ะ แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน งานต่างกันค่าจ้างก็ต่างกัน โรงงานของเราทำมากได้มาก บางครั้งงานฝีมือของสตรีก็ทำเงินได้มากกว่าคนงานชายเสียอีก!”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เฉียวอวิ๋นก็นำลูกศิษย์หยางฟางเดินผ่านมา นางกำลังสั่งงานเกี่ยวกับกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิชุดต่อไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในมือของหยางฟางถือกระดาษและพู่กันจดบันทึกอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอตัวอักษรที่เขียนไม่ได้ก็จะใช้สัญลักษณ์แทน
“ผู้จัดการเฉียว” อินเยว่รีบกล่าวทักทาย
ซ่งอวี้ได้บอกไว้แล้วว่าวันนี้จะมีคนนอกมาเยี่ยมชม เมื่อเฉียวอวิ๋นเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ก็เดาได้ทันทีว่าคนนอกที่ว่าหมายถึงพวกเขาจึงพยักหน้าให้อย่างสุภาพ หันไปยิ้มเอ่ยกับผู้เฒ่าอินและพี่สะใภ้ใหญ่อิน
“เยว่เหนียงเป็นเด็กสาวที่ขยันมาก ต้องขอบคุณนาง พวกเราถึงได้กินอาหารที่อร่อยและอิ่มหนำในตอนเที่ยง”
นางยังมีธุระต้องทำจึงยิ้มเล็กน้อยแล้วก็พาลูกศิษย์หยางฟางเดินไปยังฝ่ายผลิตถัดไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางทั้งเด็ดขาดและเฉียบแหลม
คนงานชายหญิงที่พบเจอระหว่างทาง เมื่อเห็นนางก็จะทักทายด้วยท่าทีที่ทั้งเคารพและเต็มไปด้วยความชื่นชม
พี่สะใภ้ใหญ่อินไม่เคยเห็นสตรีคนไหนเป็นที่จับตามองและได้รับความนับถือเช่นนี้มาก่อน นางจึงหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ มองอย่างตะลึงงันไปชั่วขณะ
พี่ใหญ่อินเดินกลับมาดึงนาง นางถึงได้สติกลับคืนมาพลางมองดูช่างฝีมือสตรีทั้งหลายที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแต่ละคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทั่วร่างแผ่ซ่านความมั่นใจ ย่างก้าวอย่างองอาจ รู้สึกเพียงตาลายไปหมด
เมื่อเห็นบุรุษแปลกหน้าอย่างผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อิน พวกนางก็ไม่ได้กลัวจนต้องหลบเลี่ยง แต่กลับยิ้มพลางพยักหน้าให้แล้วก็ตั้งใจทำงานในมือของตนต่อไป
ผู้เฒ่าอินและบุตรชายสบตากัน สามารถมองเห็นความตกตะลึงจากแววตาของอีกฝ่ายได้ชัดเจน
หญิงสาวที่สดใสเหล่านี้ช่างเปล่งประกายเจิดจ้า ชวนให้คนมองจนตาพร่ามัว
ความงามเช่นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปโฉมที่สวยหยาดเยิ้มหรือความอ่อนโยนกตัญญูและบริสุทธิ์
แต่เป็นความมุ่งมั่นที่เบ่งบานพร้อมมุ่งไปข้างหน้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังต่อชีวิตและความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจว่าตนเองสามารถพึ่งพาสองมือที่ขยันหมั่นเพียรของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดีงามทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครหรือสถานะใดๆ เพราะข้าก็คือข้า