ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 586 ยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
ตอนที่ 586 ยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
อินเยว่นำคนในครอบครัวไปดูตามแผนกผลิตต่างๆ แล้วก็กลับมาทำงานที่โรงอาหาร
ก่อนจะถึงเวลาอาหาร ในโรงอาหารแทบไม่มีคน คนตระกูลอินจึงนั่งอยู่บนที่นั่งว่างมองดูนางทำงานอย่างขะมักเขม้น
เนื่องจากตอนนี้อินเยว่อาจจะถูกฉินเหยาเรียกไปทำธุระได้ทุกเมื่อ โรงอาหารจึงเพิ่มคนงานมาอีกหนึ่งคน ทำให้ตอนนี้มีสตรีสี่คนทำงานร่วมกัน พวกนางแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ไม่นานก็ทำอาหารกลางวันที่ดูน่ากินยิ่งนักมื้อหนึ่งเสร็จเรียบร้อย
อากาศหนาว ในโรงอาหารจึงจุดอ่างไฟไว้ทำให้พื้นที่กว้างขวางนี้อบอุ่นขึ้นมา ตอนที่ทำงานจึงไม่รู้สึกหนาวเลย
สตรีชนบทมักจะทำงานเกษตรกรรมอยู่เสมอ พละกำลังจึงไม่น้อยไปกว่าบุรุษทั่วไป งานที่ต้องใช้แรงในโรงอาหาร ส่วนใหญ่แล้วพวกนางจะจับคู่ช่วยกันทำสองคน
นางเหอเป็นคนพูดมาก นางชิวพูดน้อยกว่า แต่ก็ตอบทุกคำถาม คนใหม่เป็นพี่สะใภ้ที่อายุยังน้อย เป็นคนร่าเริงเจื้อยแจ้วเช่นกัน นางเข้ากับอินเยว่ได้ดีมาก ทั้งสี่คนพูดคุยหัวเราะกันไม่นานงานก็เสร็จแล้ว
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว ทั้งสี่คนก็นำอาหารและกับข้าวมาจัดวางบนโต๊ะ เตรียมชามและตะเกียบให้พร้อมแล้วจึงยืนประจำตำแหน่งของตน รอเหล่าคนงานเลิกงานมากินข้าว
เมื่อเสียงกระดิ่งดังขึ้น โรงงานข้างๆ ก็เริ่มมีเสียงดังจอแจขึ้นมาทันที คนงานต่างกรูกันวิ่งมายังโรงอาหาร เพียงเพื่อจะมาจับจองที่นั่งดีๆ ที่มีอ่างไฟก่อน จะได้กินข้าวอย่างมีความสุข
พอคนมา มือที่คอยตักข้าวและกับข้าวของพวกอินเยว่ทั้งสี่คนก็ไม่เคยหยุดลงเลยพร้อมกันนั้นยังตักข้าวให้ผู้เฒ่าอินและคนอื่นๆ ที่มาต่อแถวเพื่อลองสัมผัสบรรยากาศคนละชุดด้วย
อาหารมื้อนี้คือโจ๊กธัญพืชกับหมั่นโถวแป้งหยาบและกับข้าวสองอย่าง อย่างหนึ่งคือน้ำแกงเต้าหู้ อีกอย่างหนึ่งคือหมูสับผัดผักกาดดอง
แน่นอนว่า ผักกาดดองมีมากกว่าหมูสับมาก แต่ก็ยังพอมีรสชาติของเนื้อ หากเป็นบ้านของชาวบ้านทั่วไป นี่ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ดีเลิศแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่สามารถกินได้จนอิ่ม ชามเดียวไม่พอขอเพิ่มได้อีกชาม ขอเพียงไม่กินทิ้งกินขว้างเป็นพอ
หากกินทิ้งกินขว้างจะต้องถูกหักค่าจ้าง
แน่นอนว่า เพื่อไม่ให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาส ของในโรงอาหารจึงไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกไปข้างนอก
ส่วนคนงานที่ขอข้าวเพียงชุดเดียวเพื่อจะประหยัด โรงงานก็จะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ตอนนี้แต่ละบ้านที่สามารถกินอิ่มได้ทุกมื้อมีไม่มากนัก อาหารเช่นนี้ของโรงงาน บางครอบครัวตลอดทั้งปีก็ไม่ได้กินแม้แต่มื้อเดียว การที่ทุกคนอยากจะนำกลับบ้านไปให้คนในครอบครัวได้กินของดีๆ บ้างก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
โดยรวมแล้ว การจัดการของโรงงานเครื่องเขียนมีทั้งผ่อนปรนและเข้มงวด ยืดหยุ่นพอดี
เมื่อเลยช่วงเที่ยงไป โรงอาหารก็ว่างลง อินเยว่ทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ไปนวดแป้งที่ต้องใช้ในวันพรุ่งนี้กับนางเหอ ยังไม่ถึงยามเซิน (บ่ายสามโมง) ก็เลิกงานแล้ว
คนในครอบครัวของอินเยว่ไม่ได้นั่งอยู่ในโรงอาหารแล้ว นางตามหาพวกเขาจนเจอที่ลานว่างหน้าประตูโรงงานใหม่ พวกเขากำลังดูหลิวไป่และคนอื่นๆ ขนไม้ลงจากรถ
อินเยว่เดินเข้าไปด้วยความประหลาดใจ “ผู้จัดการหลิวไป่ พวกท่านกลับมาแล้วหรือ”
หลิวไป่พยักหน้าให้นางพลางกำชับพวกสารถีให้หยิบจับอย่างเบามือ ก่อนจะหันมาถามนาง “ผู้จัดการใหญ่ฉินอยู่บ้านหรือไม่”
อินเยว่พยักหน้า “อยู่เจ้าค่ะ มีจดหมายอีกแล้วหรือ”
หลิวไป่หัวเราะ บอกให้นางรอสักครู่แล้วลุกขึ้นไปหยิบจดหมายฉบับหนึ่งมายื่นให้พลางกล่าวว่า “ขนของชุดนี้ลงเสร็จก็คงจะเย็นแล้ว เจ้าช่วยข้านำจดหมายฉบับนี้ไปให้ผู้จัดการใหญ่ฉินก่อน นี่เป็นจดหมายที่เจ้าสี่ส่งมาจากเมืองหลวง”
อินเยว่เก็บจดหมายไว้อย่างดีแล้วคุยกับพวกสารถีอีกสองสามประโยคทำนองว่าขอบคุณที่ลำบากแล้วจึงเรียกคนในครอบครัวที่กำลังมองซ้ายมองขวาให้กลับด้วยกัน
พอเข้าหมู่บ้าน อินเยว่ก็พูดอย่างภาคภูมิใจทันที “ท่านพ่อ ข้าพูดไม่ผิดเลยใช่หรือไม่ ที่นี่ไม่มีอสูรร้ายที่กินคน มีแต่คนงานที่ขยันหมั่นเพียรทำงานเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น”
“ที่นี่มีข้าวกิน มีน้ำดื่ม มีที่อยู่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าแล้ว กลับบ้านไปอย่างสบายใจเถอะ”
คนตระกูลอินทั้งสามคนสบตากัน ผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อินมีสีหน้าผ่อนคลายลง สถานที่แห่งนี้ราวกับเป็นดินแดนสุขาวดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีขอเพียงขยันทำงานก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
พวกเขาเห็นว่าคนที่นี่แม้จะเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของอาเยว่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เด็กๆ ยังยิ้มให้นางด้วยซ้ำ ดูไม่กลัวเลยสักนิด
หากเป็นที่บ้านของพวกเขา อย่าว่าแต่มีแผลเป็นบนใบหน้าเลย แค่เห็นสตรีกับบุรุษคุยกันนานกว่าหนึ่งถ้วยชา รอบข้างก็จะเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาแล้ว
“ท่านพ่อ?” พี่ใหญ่อินมองไปยังบิดา “พวกเราทำตามที่น้องเล็กบอกเถอะ”
เพียงแต่…
“อาเยว่ เจ้าก็โตไม่น้อยแล้ว หากรอต่อไปจะกลายเป็นสาวแก่ เรื่องการแต่งงาน เจ้าคิดอย่างไร”
อินเยว่ยกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนใบหน้าของตนเอง อาจารย์ซื้อยามาให้นาง แผลก็หายแล้ว แต่แผลเป็นกลับไม่อาจลบเลือนไปได้ เพียงแต่สีของมันดูคล้ำลงกว่าตอนแรกเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าน่ากลัวอยู่ดี
มีแผลเป็นเช่นนี้ คนอื่นย่อมต้องรังเกียจแน่นอน นางก็คร้านจะไปอธิบายให้ใครฟังอีก
อินเยว่ผายมือออก ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามวาสนาเถอะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ข้าไม่อยากฝืน”
อย่างน้อยตอนนี้นางก็ไม่รู้สึกว่านอกจากแต่งงานแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก นางยังต้องฝึกวรยุทธ์และทำงาน เหนื่อยเป็นสุนัขทุกวัน จะมีอารมณ์ไปรักใคร่ชอบพอกับใครได้อย่างไร
พี่สะใภ้ใหญ่อินตบหลังนางเบาๆ ด้วยความรักและเอ็นดู ยิ้มอย่างขมขื่น “เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
ผู้เฒ่าอินกล่าวว่า “เจ้าใหญ่ เจ้าไปขับรถม้ามา พวกเราจะไม่อยู่รบกวนต่อแล้ว”
เมื่ออินเยว่ได้ยินเจตนาของพี่ชายและพี่สะใภ้ ในใจก็รู้สึกยินดี
แต่พอได้ยินว่าบิดาจะไป ในใจก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ใต้หล้านี้จะมีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกราเล่า
ตอนนี้นางได้พบที่พักพิงแล้ว ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ดีขึ้น ควรจะพอใจได้แล้ว
อินเยว่นำครอบครัวมากล่าวลาสองสามีภรรยาฉินเหยา เมื่อเห็นท่าทางที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริงของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกยินดีกับลูกศิษย์ด้วยจึงเรียกหลิวจี้ที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้ออกมาส่งด้วยกัน
“อาเยว่” ผู้เฒ่าอินกวักมือเรียกอย่างน่าเกรงขาม เรียกบุตรสาวมาที่ข้างรถม้า
เมื่ออินเยว่เห็นบิดายื่นมือมาก็เดาเจตนาของเขาออกทันทีจึงผลักมือของเขากลับไป
ระหว่างนิ้วมีประกายสีเงินเล็ดลอดออกมา ในมือของผู้เฒ่าอินกำเศษเงินอยู่หลายก้อน เพราะมาอย่างเร่งรีบจึงไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ทั้งสามคนรวมกันแล้วก็มีแค่เศษเงินห้าตำลึงนี้เท่านั้น
“รับไปสิ” ผู้เฒ่าอินยื่นมือออกไปอีกครั้ง อยากจะยัดเงินให้อินเยว่
อินเยว่ดันมือบิดาไว้ “ท่านพ่อ ข้าอยู่ที่นี่ไม่ขาดเงิน”
ผู้เฒ่าอินทำหน้าขรึมจ้องมองนาง เมื่อก่อนหากเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ไม่มีลูกหลานคนใดในบ้านกล้าปฏิเสธ
แต่วันนี้บุตรสาวตัวน้อยที่อ่อนแอของเขากลับไม่หลบไม่หลีก เพียงมองตรงมาที่เขาแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นทีละคำ
“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องรู้สึกติดค้างอะไรข้า เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วล้วนเป็นเคราะห์กรรมของข้า ข้าผ่านมันมาได้ด้วยตัวเองแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านกับท่านแม่แค่ต้องรักษาสุขภาพให้ดี คราวหน้าหากมีเวลาข้าจะกลับไปเยี่ยม”
อินเยว่ยิ้มอย่างสดใสให้บิดา ผลักมือของเขากลับไปแล้วถอยหลังไปเพื่อให้รถม้าขับออกไปได้สะดวก
พี่ใหญ่อินตะโกน “ท่านพ่อ ขึ้นรถเถอะ”
ผู้เฒ่าอินถึงได้สติกลับคืนมาในทันใด มองดูบุตรสาวคนเล็กที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ในที่สุดก็กลายเป็นรอยยิ้มบางๆ อย่างภาคภูมิใจ
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนออกไป เมื่อข้ามสะพานแล้วก็เร่งความเร็ว ไม่นานก็หายลับไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิว
อินเยว่ยืนมองส่งอยู่บนเนิน เนิ่นนานกว่าจะยิ้มออกมาแล้วหันหลังกลับเข้าเรือน
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ยืนเรียงแถวฝึกท่าขี่ม้าอยู่ในลานบ้านเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกัน ดูท่าศิษย์พี่เยว่มีความสุขมากเลยแฮะ
อาวั่งยกไม้ไผ่ขึ้นฟาดในอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแล้วเตือนอย่างเย็นชา “ตั้งใจ!”
แผ่นหลังของสี่พี่น้องก็ยืดตรง ไม่กล้าแบ่งสมาธิอีก
เสี่ยวไหลฝูที่ช่วยมารดาจุดไฟในห้องครัวอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ