ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 587 ตามหาเมียจ๋าไปทั่วหมู่บ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 587 ตามหาเมียจ๋าไปทั่วหมู่บ้าน
ตอนที่ 587 ตามหาเมียจ๋าไปทั่วหมู่บ้าน
ขณะที่สี่พี่น้องกำลังฝึกซ้อมรับลมหนาวอย่างมีความสุขปนความทุกข์อยู่ในลานบ้าน ศิษย์พี่เยว่ของพวกเขาก็นั่งอยู่หน้าเตาถ่านที่อบอุ่น กำลังกินขนมพุทราแผ่นที่สามีท่านอาจารย์ย่างให้ท่านอาจารย์
“เมียจ๋า เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ กำลังกรอบอร่อยเลย” หลิวจี้ใช้ปลายนิ้วหยิบขนมพุทราแผ่นที่เพิ่งออกจากเตาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปป้อนถึงปากของฉินเหยา
เมื่อครู่ฉินเหยาเพิ่งกินไปหลายชิ้นแล้ว เริ่มรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อยจึงเบือนหน้าหนี สื่อให้เขาเอาออกไป อย่ามาบังนางอ่านจดหมาย
“กินอีกคำสิ” หลิวจี้ไม่ยอมแพ้ราวกับว่าถ้าฉินเหยาได้กินอีกคำ เขาก็จะมีความสุขราวกับได้กลายเป็นเซียน
ฉินเหยาลอบมองเขาอย่างสงสัย ขนตาของหลิวจี้ที่เหมือนแปรงเล็กๆ สองอันกระพือไปมาพลางทำหน้าตาน่าสงสาร “ข้าย่างอย่างยากลำบาก ตอนนี้กำลังกรอบได้ที่เลยนะ…”
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก้มหน้าลงกัดไปคำเล็กๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วรีบผลักมือของหลิวจี้ออกไป “ไม่เอาแล้ว เจ้ากินเองเถอะ!”
หลิวจี้เอ่ย “ได้เลย”
เขาหยิบชิ้นที่นางผลักกลับมาเอาใส่ปากของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติแล้วเคี้ยวคำใหญ่ด้วยท่าทางมีความสุข จากนั้นก็ฮัมเพลงที่ไปเรียนมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ต่อไป พลางย่างขนมพุทราแผ่นชิ้นอื่นๆ
เมื่อเห็นว่าอินเยว่กินขนมในมือหมดแล้วก็ส่งให้อีกชิ้นอย่างใจกว้าง ส่วนที่เหลือก็ย่างให้เสร็จแล้ววางไว้ในจานเพื่อจะเอาไปให้เด็กๆ ในบ้านกินด้วยกัน
ช่วยไม่ได้ เขาพูดลอยๆ ไปประโยคเดียว หลี่ซื่อก็ทำขนมพุทราแผ่นออกมามากมายขนาดนี้ หากไม่รีบกินให้หมด รอให้เมียจ๋านึกขึ้นได้ คงไม่พ้นโดนบ่นอีกยกใหญ่
ฉินเหยาสูดกลิ่นหอมหวานของขนมพุทราแผ่นที่อบอวลไปทั่วห้องแล้วตั้งสติอ่านจดหมายที่หลิวเฝยนำมาจากเมืองหลวงต่อ
ในจดหมาย หลิวเฝยบอกว่าเขาทำงานที่นางมอบหมายให้เสร็จแล้วสองอย่าง
ค่าประชาสัมพันธ์ได้ส่งเข้าไปในจวนองค์หญิงเรียบร้อยแล้ว ร้านเฉพาะทางสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีก็ได้หาตำแหน่งที่ตั้งเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงการตกแต่งร้าน
เพื่อไม่ให้การเปิดร้านล่าช้า เขาเลยจะไม่กลับมาในช่วงปีใหม่นี้ ขอให้ฉินเหยาแจ้งทุกคนที่เรือนเก่าให้ทราบ เพื่อที่ท่านพ่อท่านแม่พี่น้องทุกคนจะได้ไม่ต้องรอตน
นอกจากนี้ เงินค่าสินค้ากล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งร้อยกล่องที่เพิ่งส่งไปยังเมืองหลวงได้ถูกส่งกลับมาพร้อมกับเรือสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว เถ้าแก่เจี่ยงเหวินจะนำเงินมาส่งให้ฉินเหยาด้วยตนเองในเร็วๆ นี้
ท้ายจดหมาย หลิวเฝยบอกว่าเขายังเก็บเงินไว้อีกหนึ่งพันตำลึงเพื่อเตรียมไว้ใช้ในยามจำเป็นที่เมืองหลวง ขอให้พี่สะใภ้สามอย่าโทษที่เขาตัดสินใจทำโดยพลการ
ไม่รู้ว่าหลิวจี้เข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อเห็นประโยคนี้ ดวงตาก็เบิกกว้าง เจ้าสี่คนนี้ช่างกล้านัก!
เขาลอบเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าของฉินเหยา นางกลับยิ้ม?
หลิวจี้ลอบแค่นเสียงอยู่ในใจ ใครกันที่รู้สึกไม่พอใจ แต่เขาไม่พูดหรอก!
หลังจากอ่านจดหมายจบ ฉินเหยาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หลิวเฝยเด็กคนนี้ก็มีความสามารถไม่เบา สองเรื่องที่นางมอบหมายให้ หากจะทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เรื่องการส่งค่าประชาสัมพันธ์ให้จวนองค์หญิง หากทำได้ไม่ดี ไม่เพียงแต่จะส่งเงินเข้าไปไม่ได้อาจถึงขั้นต้องเสียชีวิต
เพียงแค่การหาเหตุผลที่ผ่าเผยเพื่อนำผลประโยชน์ไปมอบให้แก่บุคคลสำคัญอย่างองค์หญิงก็ไม่รู้ว่าเหล่าที่ปรึกษาจะต้องเค้นสมองกันไปมากเท่าใดแล้ว
เมื่อคิดดูแล้ว ฉินเหยาจึงให้หลิวจี้นำพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกมา โดยนางเป็นคนบอกและให้เขาเขียน ตอบจดหมายเพื่อให้กำลังใจและขอบคุณหลิวเฝย ให้คนหนุ่มลงมือทำได้อย่างเต็มที่
วันที่จดหมายถูกส่งออกไปกับขบวนรถม้า เจี่ยงเหวินก็นำเงินมาส่งให้พอดี
เนื่องจากหลิวเฝยได้หักค่าประชาสัมพันธ์ที่จะต้องส่งให้จวนองค์หญิงไปแล้ว บวกกับอีกหนึ่งพันตำลึงที่เขาเก็บไว้ใช้ก่อน เจี่ยงเหวินจึงนำตั๋วเงินมาทั้งหมดห้าพันห้าร้อยตำลึง
หักต้นทุนและเงินปันผลต่างๆ แล้ว ฉินเหยาจึงเหลืออยู่ในมือสี่พันตำลึง
ในพริบตา เงินในมือของฉินเหยาก็สะสมถึงหกพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตำลึงแล้ว
กลายเป็นเศรษฐีใหม่ของอำเภอไคหยางในชั่วข้ามคืน
เงินมากมายขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงจะตาลาย มึนหัวไปแล้ว แต่ฉินเหยากลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นยินดีมากนัก
ใกล้สิ้นปีแล้ว เงินจากที่ต่างๆ ยังรอการสะสาง เจี่ยงเหวินจึงอยู่ได้ไม่นานนัก พอส่งเงินและตกลงเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะวางขายในร้านเฉพาะทางเรียบร้อยก็พักอยู่เพียงคืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้า
พอเจี่ยงเหวินจากไป ฉินเหยาเองก็วุ่นวายขึ้นมา นางต้องให้รางวัลคนงาน แบ่งเงินปันผลให้คนในหมู่บ้าน ทั้งยังต้องไปเสียภาษีที่อำเภอ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการงานในหน้าที่ที่เหลือซึ่งสะสมมาตลอดทั้งปีในหมู่บ้าน
ที่ดินของบ้านนี้แลกกับบ้านนั้น นางไม่เพียงแต่จะต้องเป็นพยานในเหตุการณ์ ยังต้องนำโฉนดที่ดินที่ทั้งสองบ้านแลกเปลี่ยนกันไปให้หลี่เจิ้งของที่นั่นเพื่อลงทะเบียนบันทึกไว้ สำหรับการเก็บภาษีในปีหน้า
ใกล้สิ้นปี ทุกคนต่างก็มีเรื่องวุ่นวาย ย่อมหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกันไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านจึงต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย
หรือบางทีสามีภรรยาบ้านนั้นทะเลาะกัน ฮูหยินผู้เฒ่าบ้านนี้อุ้มไก่ของบ้านอื่นไปผิดตัว เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์และทรัพย์สิน ฉินเหยาที่เป็นผู้ใหญ่บ้านถึงกับอยากจะแยกร่างเป็นสองคน ต้องทั้งเป็นนักจิตวิทยาและเป็นผู้พิพากษา
ฉินเหยาออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง พอกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว หลิวจี้ถึงกับไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางไปกินข้าวเช้าข้าวกลางวันที่บ้านไหน พอถึงเวลากินข้าวเย็น เขาก็ต้องตามหาเมียจ๋าไปทั่วทั้งหมู่บ้านกลายเป็นเรื่องสนุกสนานที่สุดของคนในหมู่บ้านในช่วงใกล้ปีใหม่นี้
พอฟ้ามืดแล้วเห็นหลิวจี้ยังคงเดินเตร็ดเตร่อยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะเอ่ยแซวขึ้นว่า “นายท่านจวี่เหริน มาตามผู้ใหญ่บ้านของท่านกลับไปกินข้าวเย็นอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้ทำสีหน้าเย็นชา แค่นเสียงฮึ่มอย่างหยิ่งยโส ไม่คิดจะสนใจ
หากเจอคนที่ล้อเลียนมากไปก็จะดึงรองเท้าออกมาแล้วฟาดใส่ ให้พวกเขารู้ว่าถึงแม้หลิวซานเอ๋อร์จะกลายเป็นจวี่เหรินแล้วก็ยังคงเป็นอันธพาลคนเดิม เมื่อนั้นพวกเขาก็จะหุบปากทันที
“ถ้าเช่นนั้นรอหลังปีใหม่พวกเราค่อยมาปรึกษากันนะ ท่านผู้ใหญ่บ้านเดินระวังๆ ด้วย”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินออกมาจากบ้านของหลิวต้าฝู เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วและคิดว่าพรุ่งนี้ตนเองจะได้นอนตื่นสาย ฝีเท้าก็พลันเบาขึ้น
ฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่ฉินเหยาสามารถมองเห็นในยามค่ำคืนได้ดีจึงปฏิเสธโคมไฟที่บ้านหลิวต้าฝูยื่นให้ อาศัยแสงจันทร์อันริบหรี่บนท้องฟ้าเดินกลับบ้านไป
ข้างหน้าพลันปรากฏแสงสีส้มสว่างวาบขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงดีใจของหลิวจี้ “เมียจ๋า ที่แท้เจ้าอยู่นี่เอง ข้าตามหาตั้งนาน!”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องมา เหตุใดยังมาอีก”
“นี่ฟ้าก็มืดแล้ว กลัวเจ้ามองไม่เห็นทางกลับบ้านน่ะสิ” หลิวจี้แอบด่าในใจว่าอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์นัก ถือโคมไฟเดินเข้าไปหานางเพื่อส่องทางให้สว่าง
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันกลับบ้านอย่างเงียบๆ
เดินไปได้ครึ่งทาง หลิวจี้ก็ทนไม่ไหว เริ่มพูดถึงเรื่องที่ในอีกสองวันข้างหน้าบ้านจะเตรียมฉลองปีใหม่อย่างไรและเรื่องที่จะต้องไปซื้อของอะไรที่ตลาดบ้าง เขาพูดไปเรื่อย ไม่สนใจว่านางจะฟังหรือไม่ เอาแต่พูดถึงแผนการของตนเอง
ฉินเหยาก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญ อยากฟังก็ฟัง ไม่อยากฟังก็มองดูแสงไฟที่สว่างขึ้นทีละดวงในยามค่ำคืนไปพลางๆ
เมื่อถึงหน้าประตูบ้าน หลิวจี้ถามฉินเหยา “ปีนี้ฉลองปีใหม่ด้วยกันทั้งสองบ้านเลยไหม”
“หลายปีมานี้เหมือนจะแยกกันตลอด สองสามวันก่อนข้าฝันร้าย ทำให้จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าปีหน้าท่านพ่อของข้าเกิดจากไปโดยไม่คาดคิด ข้าผู้เป็นบุตรชายกลับไม่ได้ทำให้ท่านมีความสุขเลยสักวัน ไม่สมควรเกิดมาเป็นคนเลย”
หลิวจี้พึมพำ “จะว่าไปแล้วก็ต้องขอบคุณตาเฒ่าที่ตอนนั้นยืนกรานจะเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายส่งข้าไปสำนักศึกษา ถึงแม้จะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก แต่ถ้าไม่มีตาเฒ่าริเริ่ม ข้าก็คงไม่มีวันนี้…”
ฉินเหยามองเขาเหมือนเห็นผีอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเป็นตัวจริงไม่ผิดเพี้ยนก็เยาะเย้ยเบาๆ “จู่ๆ เจ้าก็กตัญญูขึ้นมา ข้าไม่ชินเลยจริงๆ”
หลิวจี้เป่าโคมไฟจนดับแล้วแขวนไว้บนตะขอข้างประตูใหญ่ ก่อนจะหันกลับมาเสยผมข้างขมับด้วยท่าทีที่คิดว่าตนเองหล่อเหลา “คนเราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิ~”