ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 588 ฉลองปีใหม่ด้วยกัน
ตอนที่ 588 ฉลองปีใหม่ด้วยกัน
“เมียจ๋า ถ้าเช่นนั้นตกลงตามนี้นะ ปีนี้ไปฉลองปีใหม่ที่เรือนเก่าด้วยกันทั้งสองบ้านเลยนะ?” หลิวจี้ขยิบตาให้เมียจ๋ารัวๆ ด้วยความคาดหวัง
ฉินเหยายื่นนิ้วออกไปสองนิ้วแล้วดึงหางตาทั้งสองข้างของเขาลง เพื่อหยุดดวงตาที่กะพริบไม่หยุดนั้น
เห็นแก่ความกตัญญูของเขาในครั้งนี้ นางจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบตกลงว่า “ได้”
“แต่ข้าขอบอกให้ชัดเจนไว้ก่อนเลยนะ ข้าจะไปกินดื่มเท่านั้น เจ้าอย่าหวังว่าข้าจะช่วยเจ้าทำอะไร”
หลิวจี้รับปากทันที “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว! ทั้งครอบครัวเราคอยรับใช้เมียจ๋ายังกลัวว่าจะไม่ดีพอเลย จะกล้ารบกวนเมียจ๋าได้อย่างไร”
หลิวจี้ก้มลงช่วยปัดไอหนาวเย็นบนเสื้อผ้าของนางออกด้วยความเคยชินแล้วผลักประตูห้องให้นางเข้าไป
เขาหันหน้าไป ตะโกนเข้าไปในห้องครัว “ตั้งโต๊ะ กินข้าวได้!”
อาวั่งและหลี่ซื่อยกหม้อทั้งใบขึ้นมา อินเยว่ตามมาพร้อมข้าวสวยที่ตักไว้แล้วและวางตะเกียบลง
พอเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมก็โชยมาปะทะจมูก ห้าแม่ลูกดวงตาเป็นประกายพลางมองเข้าไปในหม้อพร้อมกัน ในหม้อเป็นปลาต้มผักกาดดองใส่เต้าหู้ ด้านบนโรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสดและใบผักชี ดูน่ากินจนน้ำลายสอ
“พวกเจ้าไปจับปลากันมาหรือ” ฉินเหยามองไปยังเด็กๆ ในบ้านด้วยความประหลาดใจ
ต้าหลางพยักหน้า “ช่วงสองวันนี้อากาศแจ่มใส ในลำธารบนภูเขามีปลาออกมาหาอาหารเยอะมาก เพียงแต่ว่ามันหิวมาตลอดฤดูหนาวเลยผอมไปหน่อย”
กลิ่นช่างหอมยั่วน้ำลายเสียจริง ฉินเหยาหิวอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นทุกคนนั่งลงก็รีบหยิบตะเกียบคีบกินทันที
ตลอดฤดูหนาวกับข้าวมีแต่ของซ้ำซาก ไม่ใช่เนื้อรมควันต่างๆ ก็เป็นผักดอง ผักสดมีเพียงหัวไชเท้าที่ทนความหนาวได้และผักกวางตุ้งกับฟักทองที่เก็บไว้ตั้งแต่ต้นฤดูหนาว
สำหรับผักป่า พอหิมะตกก็แข็งตายหมดแล้ว นานๆ ครั้งถึงจะขุดเจอปลาที่รอดตายซ่อนอยู่ใต้ฟางข้าวในนาได้ไม่กี่ตัว ยังไม่พอจะกินให้หายอยากด้วยซ้ำ
เนื้อสดต้องเข้าไปซื้อในเมือง ถนนหนทางที่กลายเป็นน้ำแข็งทำให้พ่อค้าหมูเอาหมูเข้ามาได้ไม่มากนัก ทุกห้าวันได้กินเนื้อหมูสดสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว การได้มองดูเนื้อปลาสดอร่อยในหม้อวันนี้ ช่างเป็นอาหารเลิศรสบนโลกมนุษย์เสียจริง
บนโต๊ะอาหาร ทุกคนมัวแต่กินปลา ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงเคี้ยวอาหารคำใหญ่
หลังอาหารเย็น หลิวจี้ให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางนำกระดาษและพู่กันมา เพื่อเขียนรายการของที่ต้องซื้อสำหรับฉลองปีใหม่
ฉินเหยาอุ้มซื่อเหนียงไว้เพื่อให้ความอบอุ่น นางพิงเก้าอี้แล้วหลับตาลงอย่างเกียจคร้านเพื่อย่อยอาหาร ในใจคำนวณระยะทาง คณะของกงเหลียงเหลียวคงจะถึงเมืองหลวงแล้ว
พวกต้าหลางสามพี่น้องส่งเสียงอ้อนวอนว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อของในเมืองกับหลิวจี้ด้วย หลิวจี้รำคาญว่าพวกเขาเกะกะ ไม่อยากพาไป พ่อลูกหลายคนจึงเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดอาวั่งก็บอกว่าให้รถม้าสองคันในบ้านออกเดินทางไปพร้อมกัน พ่อลูกหลายคนถึงได้หยุดเถียง
หลังจากนั้นพูดอะไรกันต่อ ฉินเหยาก็ไม่ได้ยินแล้ว นางพิงพนักพิงเก้าอี้แล้วหลับไป
หลายวันนี้เหนื่อยเกินไป ในที่สุดวันนี้ก็จัดการเรื่องราวทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พอได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่จึงหลับใหลไปจนฟ้าสว่าง
ระหว่างนั้นเหมือนหลิวจี้จะพยุงนางกลับเข้าห้อง เช็ดหน้าเช็ดเท้าให้แล้วยังยัดถุงน้ำร้อนให้อีกใบ จากนั้นนางจึงม้วนตัวเข้าไปในผ้าห่ม นอนหลับไปจนฟ้าสาง
เมื่อตื่นขึ้นมาบ้านก็เงียบสงบ ห้าพ่อลูกพร้อมอินเยว่และอาวั่งเข้าไปในเมืองกันหมดแล้ว ในสวนหลังบ้านมีเพียงเสียงของเสี่ยวไหลฝูที่กำลังหยอกล้อไก่ดังแว่วมา
โรงงานเครื่องเขียนเริ่มหยุดปีใหม่ตั้งแต่วันที่ยี่สิบหกเดือนสิบสอง ตอนนี้เรื่องในโรงงานจัดการเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างมีซ่งอวี้คอยรับผิดชอบ ฉินเหยาจึงได้หยุดอยู่บ้านอย่างเกียจคร้านเป็นเวลาสองวัน เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่คึกคักในช่วงใกล้ปีใหม่
ปีนี้คนในหมู่บ้านมีเงินมีทองกันแล้ว มีถึงห้าครอบครัวที่ซื้อหมูมาฆ่าเอง ตั้งแต่วันที่ยี่สิบสี่จนถึงคืนก่อนวันส่งท้ายปีเก่า เสียงร้องของหมูที่ถูกเชือดก็ดังระงมไม่เคยหยุดลงเลย
ทุกบ้านฆ่าหมูแล้วก็มาเชิญผู้ใหญ่บ้านไปกินเนื้อ ฉินเหยาปฏิเสธไปทั้งหมด นางไม่อยากออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว แต่หลิวจี้กลับพาลูกๆ สี่คนไปตระเวนกินข้าวตามที่ต่างๆ กินไม่หมดก็ยังห่อกลับมาฝากฉินเหยาได้อีกหน่อย
วันนี้เป็นหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองแห้ง พรุ่งนี้เป็นหมูตุ๋นผักกาดดอง มะรืนนี้เป็นหมูนึ่งข้าวคั่ว วันถัดไปเป็นหมูน้ำแดง
สรุปแล้ว ชีวิตของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้อุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พอถึงวันส่งท้ายปีเก่า ที่บ้านก็ยังคงไม่ต้องจุดเตาไฟ เพราะทั้งครอบครัวไปกินดื่มที่เรือนเก่า!
ต้าหลางบอกว่าตั้งแต่เขาจำความได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองครอบครัวฉลองปีใหม่ด้วยกัน บรรยากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับอยู่ในความฝัน
ฉินเหยามองไปยังชายที่กำลังถูกเด็กๆ รุมล้อมให้เขียนกลอนคู่แล้วก้มหน้าพูดกับเด็กหนุ่มว่า “ต้าหลาง ข้าพูดไปเจ้าอาจจะไม่เชื่อ ปีนี้พ่อของเจ้าเป็นคนเสนอให้ทั้งสองครอบครัวฉลองปีใหม่ด้วยกัน”
อะไรนะ แววตาของต้าหลางฉายแววไม่เชื่อ เขาคิดว่าเป็นข้อเสนอของมารดาเลี้ยงเสียอีก
ฉินเหยายักไหล่ เพราะนางก็ประหลาดใจมากเช่นกัน
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า มหาบัณฑิตก็คือมหาบัณฑิต กงเหลียงเหลียวสอนลูกศิษย์คนนี้ของเขาให้กลายเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านแม่” ต้าหลางเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่งพลางเอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “ท่านพ่อเหมือนจะเปลี่ยนไปมาก”
พูดพลางชี้ไปที่ปลายรองเท้าของตนเอง บนนั้นมีรอยปะที่เด่นสะดุดตาอยู่รอยหนึ่ง
“ท่านพ่อเย็บให้ข้าตอนไหนก็ไม่รู้” ต้าหลางกล่าว นี่เป็นเรื่องเมื่อสามวันก่อน ตอนนี้เขาเองยังรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องจริงอยู่เลย
ส่วนเหตุผลที่เด็กหนุ่มมั่นใจว่านี่เป็นฝีมือของบิดาแท้ๆ ของเขา ไม่ใช่ศิษย์พี่เยว่ ไม่ใช่ท่านอาอาวั่ง ไม่ใช่น้าหลี่ก็ดูจากฝีมือการเย็บที่เหมือนขาตะขาบบนรองเท้านั่นแหละ
“ยังมีนี่อีก” เอ้อร์หลางเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เขาหยิบผ้าคาดผมเส้นหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ มันดูเก่าไปหน่อย แต่ตัวอักษรใหญ่ๆ ที่เขียนว่า ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ฉินเหยาจำได้ในทันทีว่านี่คือเส้นที่หลิวจี้ใช้คาดศีรษะตอนอ่านหนังสือยามเช้า
เอ้อร์หลางพูดด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “ท่านพ่อให้ผ้าคาดผมของเขาแก่ข้า บอกว่าผ้าคาดผมเส้นนี้มีดาวเหวินฉวี่คุ้มครอง รับรองว่าต่อไปข้าจะต้องสอบได้ตำแหน่งสูงๆ แน่นอน”
ยังไม่ทันที่แม่ลูกสามคนจะได้ปรึกษาหารือถึงการเปลี่ยนแปลงของหลิวจี้โดยละเอียด ฝาแฝดและต้าเหมาที่วิ่งคล่องแล้วก็วิ่งเข้ามา
“อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สาม ติดกลอนคู่!” ต้าเหมาจับชายกระโปรงของฉินเหยาแล้วดึงนางให้เดินตามไป
ฉินเหยาจนปัญญา โบกมือส่งสัญญาณให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางแยกย้ายกันไปก่อนแล้วเดินตามเด็กเล็กสุดสามคนไปยังหน้าโต๊ะ
หลิวจี้เป่าหมึกให้แห้ง ยื่นกลอนคู่สองชุดที่เขียนเสร็จแล้วมาให้ “ชุดหนึ่งติดที่ประตูใหญ่ อีกชุดหนึ่งติดที่ห้องโถง…อ้าว เป็นเมียจ๋าหรอกหรือ เชิญเข้ามานั่งในบ้านก่อนเถิด เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ต้องรบกวนเมียจ๋าหรอก”
เขายังไม่ลืมที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่านางจะไม่ทำงานอะไรเลยแม้แต่น้อยจึงเหลือบมองเด็กสามคนอย่างไม่พอใจ พวกเจ้าไปหาคนมาติดกลอนคู่ เหตุใดถึงไปเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์นี้มา!
เด็กสามคนกะพริบตาโตปริบๆ อย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
ฉินเหยายกมุมปากขึ้นยิ้ม ยื่นมือไปรับกลอนคู่ “ให้ข้าเถอะ อย่างไรก็เบื่ออยู่แล้ว”
พอนางกวักมือเรียกครั้งหนึ่ง เด็กๆ กลุ่มหนึ่งก็เดินตามนางออกจากประตูบ้านไป มีทั้งถือแป้งเปียก ถือม้านั่งและถือแปรงอย่างครบครัน
ฉินเหยาเพียงแค่รอให้เด็กๆ กลุ่มนี้ลอกกลอนคู่เก่าออก ทาแป้งเปียกและวางม้านั่งให้ดี นางเหยียบขึ้นไปติดกลอนคู่ให้เรียบร้อยก็พอ
ประตูห้องโถงเตี้ยกว่า ปีนี้ต้าหลางตัวสูงขึ้นมาก เขาเหยียบบนม้านั่งก็สามารถช่วยท่านแม่ได้แล้ว
เด็กหนุ่มรูปงามรับกลอนคู่มาแล้วติดให้เรียบร้อย ฉินเหยายืนเท้าสะเอว คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่บนพื้นก็พอ
กลิ่นอาหารหอมฟุ้งลอยมา อาวั่งและนางเหอซึ่งเป็นแม่ครัวตะโกนว่ากินข้าวได้แล้ว ฉินเหยาและเด็กๆ กลุ่มหนึ่งก็รีบวิ่งไปที่โอ่งน้ำเพื่อล้างมือให้สะอาดแล้วกรูกันเข้าไปในห้องโถง แย่งที่นั่งดีๆ ก่อนเพื่อน นั่งเรียงแถวรออาหารเย็นวันสิ้นปีขึ้นโต๊ะ
สองครอบครัวรวมกัน ตั้งโต๊ะสามตัว เด็กแปดคนนั่งโต๊ะหนึ่ง สตรีโต๊ะหนึ่ง บุรุษอีกโต๊ะหนึ่ง ทำให้ห้องโถงที่ไม่ใหญ่นักของเรือนเก่าแน่นขนัดไปหมด
ถึงแม้จะอึดอัดไปหน่อย แต่คนเยอะบรรยากาศก็คึกคักและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนยิ่งดูใกล้ชิดกันมากขึ้น