ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 591 ภูเขาเหลียวเฟิง
ตอนที่ 591 ภูเขาเหลียวเฟิง
คำพูดของหลิวจี้ฟังดูเหมือนเป็นการหมิ่นเกียรตินายอำเภอคนใหม่ แต่เมื่อดูจากพินัยกรรมและชาวนาที่มารายงานข่าวแล้ว รองนายอำเภอก็จำต้องพยักหน้ารับ “เท่าที่ข้ารู้ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ”
รองนายอำเภอกล่าวอย่างร้อนรน “พินัยกรรมถูกโยนลงมาจากภูเขา นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว หากคนที่ติดอยู่คือใต้เท้านายอำเภอคนใหม่จริงๆ และเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา พวกเราก็มิอาจเลี่ยงความผิดไปได้ คงต้องรบกวนหลิวจวี่เหรินให้รีบไปเชิญผู้ใหญ่บ้านฉินมาที่ภูเขาเหลียวเฟิงเพื่อสมทบกับพวกเราด้วย เมื่อเรื่องสำเร็จแล้ว จะต้องมีสินน้ำใจให้อย่างงามแน่นอน!”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ดวงตาของหลิวจี้ก็เป็นประกายขึ้นมา เขาพยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นในใจไว้ ก่อนจะประสานหมัดรับคำสั่งแล้วจากไป
เมื่อออกจากที่ว่าการอำเภอ หลิวจี้ก็รีบวิ่งไปยังประตูเมืองเพื่อนำรถม้าออกมาแล้วรีบควบม้ากลับหมู่บ้าน เจ้าเหล่าหวงสับขาวิ่งจนแทบจะขาดใจ จนในที่สุดก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าในการกลับถึงบ้าน
หลิวจี้ยังไม่ทันได้หยุดรถม้าดีก็กระโดดลงจากรถ วิ่งเข้าไปในลานบ้านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจพลางตะโกน
“เมียจ๋า! โอกาสประจบสอพลอของพวกเรามาถึงแล้ว! ไม่สิ โอกาสประจบสอพลอของข้ามาถึงแล้ว!”
โชคดีที่เขาเปลี่ยนคำพูดได้ทันท่วงที เรื่องประจบสอพลอเช่นนี้จะดึงเมียจ๋าสุดที่รักผู้สูงส่งของเขาเข้าไปพัวพันได้อย่างไร
เป็นเขาเอง!
เป็นเขา หลิวจี้ที่ดึงดันจะทำเช่นนี้!
“เมียจ๋า นายอำเภอคนใหม่ขึ้นไปชมทิวทัศน์บนภูเขาแล้วติดอยู่บนนั้น ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ไหว คงจะสิ้นหวังจนสติแตกเขียนพินัยกรรมโยนลงมา มีคนเก็บได้แล้วไปแจ้งความ ข้าแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เหตุใดบนโลกนี้จึงมีคนโง่เขลาขี้ขลาดเช่นนี้ สามารถทำให้ตัวเองติดอยู่กลางเขาได้ ฮ่าๆๆ…เอิ๊ก!”
เสียงหัวเราะดังลั่นหยุดลงกะทันหัน เพียงเพราะฉินเหยาที่กำลังตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นมาส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้
“นายอำเภอคนใหม่ติดอยู่กลางเขาหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้ว ด้วยความที่เรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไป นางจึงสงสัยในความจริงของมันอย่างยิ่ง
ตอนแรกหลิวจี้ก็ไม่เชื่อ แต่ความจริงกลับเป็นเช่นนั้น
“เมียจ๋า เรื่องนี้เป็นความจริงทุกประการ” หลิวจี้เดินเข้ามา เล่าเรื่องที่ตนพบกับชาวนาที่มารายงานข่าวและเนื้อหาในพินัยกรรมนั้นให้ฟังคร่าวๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง “เป็นท่านรองนายอำเภอที่ให้ข้ามาเชิญเจ้าไปช่วย ทั้งยังบอกว่าหากเรื่องสำเร็จจะมีสินน้ำใจให้อย่างงาม”
เพราะกลัวว่านางจะไม่เชื่อ หลิวจี้จึงยกมือขึ้นสาบาน “หากที่ข้าพูดไปเมื่อครู่มีคำโกหกแม้แต่ครึ่งประโยค ขอให้ฟ้าผ่าตายอย่างน่าอนาถ!”
“พอแล้ว” ฉินเหยาปรามให้เขาวางมือที่ยกขึ้นลงแล้วจึงวางงานในมือก่อนจะลุกขึ้นถาม “ภูเขาเหลียวเฟิงนั่นอยู่ทางไหน หากพวกเราไปตอนนี้ต้องใช้เวลานานเท่าใด”
“ภูเขานั้นอยู่ไม่ไกล จากถนนหลวงของอำเภอไปทางเหนือสิบกว่าลี้ก็ถึงแล้ว เป็นสถานที่สูงชันมาแต่โบราณ แต่ทิวทัศน์บนที่สูงนั้นงดงามมาก มักมีบัณฑิตและนักกวีไปปีนเขาแต่งกลอนอยู่เสมอ”
หลิวจี้เงยหน้ามองท้องฟ้า “หากรีบไปตอนนี้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาสองชั่วยามกว่าจึงจะถึง”
“เช่นนั้นกว่าจะไปถึงก็คงเป็นเวลาเย็นแล้ว” ฉินเหยาขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วให้หลิวจี้ไปเตรียมคบเพลิงกับเชือกไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉิน
“จริงสิ เอาผ้านวมไปผืนหนึ่งด้วย อาจจะได้ใช้” ถ้าคนยังไม่ตายน่ะนะ
หลิวจี้พยักหน้า พอเห็นนางเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็รู้ได้ทันทีว่านางเตรียมจะไปช่วยคนแล้วจึงรีบไปหาอาวั่ง ให้เขาไปเตรียมของที่ฉินเหยาต้องการทั้งหมดแล้วนำไปไว้บนรถม้า
ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดกางเกงที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว พกเพียงหนังสติ๊กอันหนึ่งเหน็บไว้ที่เอวเพื่อป้องกันตัว เมื่อแต่งกายอย่างทะมัดทะแมงแล้วจึงนั่งรถม้าไปกับหลิวจี้
หลังจากกำชับอาวั่งกับอินเยว่ให้ดูแลบ้านให้ดี สองสามีภรรยาก็รีบขับรถม้าไปยังภูเขาเหลียวเฟิงทันที
หลิวจี้ขับรถ ฉินเหยาจึงนั่งอยู่ในตัวรถม้าเพื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมดพร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาเหลียวเฟิง
หลิวจี้ไม่เคยไปที่นั่น เพียงแต่เคยได้ยินคนพูดว่าภูเขานั้นสูงชันและทางเดินก็อันตราย ทางขึ้นสู่ยอดเขามีเพียงเส้นทางเดียวคือทางเดินหินเล็กๆ ที่สร้างขึ้นตามสันเขา
“บันไดหินแต่ละขั้นเหยียบได้แค่ครึ่งฝ่าเท้า เป็นทางตรงขึ้นลง ซ้ายขวาก็ไม่มีราวจับ แค่เห็นก็ขาอ่อนใจสั่นแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า การจะช่วยคนก็ต้องเดินบนบันไดหินที่แคบและอันตรายนี้ หากช่วยคนไม่ได้แล้วดันทำให้ตัวเองต้องติดอยู่บนเขาแทนจะทำอย่างไรดี
รถม้าหยุดลงกะทันหัน ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าหยุดรถทำไม”
“เมียจ๋า หรือว่าพวกเรากลับกันเถอะ?” หลิวจี้หันกลับมาแล้วเสนอแนะอย่างจริงจัง
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมไม่ใช่หรือ ขอเพียงช่วยคนลงมาได้ นายอำเภอคนใหม่จะต้องติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ของพวกเรา ต่อไปจะทำอะไรก็ย่อมต้องอำนวยความสะดวกให้พวกเราบ้าง”
หลิวจี้เกาหัวอย่างกระดากอาย “แล้วถ้าเกิดไม่ใช่เล่า แค่รองนายอำเภอพูดก็ต้องใช่เลยหรือ เขายังไม่เคยเจอนายอำเภอคนใหม่เลยนะ หากจำคนผิด พวกเราก็ขาดทุนย่อยยับน่ะสิ”
“อีกอย่าง…อีกอย่าง…ทางขึ้นเขานั้นอันตราย ปีนขึ้นไปคนเดียวยังยาก นับประสาอะไรกับการต้องพาคนลงมาอีกคน ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ไม่แน่ว่าจะรอดกลับมาได้…”
มุมปากของฉินเหยายกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าเป็นห่วงข้างั้นรึ”
หลิวจี้เบิกตากว้างทันที พอสบเข้ากับสายตาและรอยยิ้มที่มั่นใจของนางก็อับอายจนพาลโกรธ รีบหันกลับไปหัวเราะกลบเกลื่อน เขาจะเป็นห่วงนางได้อย่างไรกัน!
แต่ในสมองก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า หากพูดไปเช่นนี้อาจต้องตายอย่างน่าอนาถจึงทำได้เพียงตอบกลับไปด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับยุง “อืม”
ฉินเหยาใช้นิ้วดีดท้ายทอยกลมมนของเขาเบาๆ “ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าหลิวสามยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง”
“แต่ความมั่งคั่งก็ต้องเสี่ยงจึงได้มา ในเมื่อมาถึงแล้วก็ควรไปดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ฉินเหยาสั่ง “ไป!”
สัญชาตญาณของหลิวจี้ตอบสนองได้เร็วกว่าสมองของเขามาก มือของเขาจึงสะบัดบังเหียนเร่งม้าไปข้างหน้าทันที
รอจนกระทั่งรถม้าวิ่งไปไกลแล้ว เขาถึงได้สติขึ้นมา นึกโกรธที่ตัวเองทำตามสัญชาตญาณพลางเป็นห่วงว่าหากนางปีนเขาไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับลงมาอีก
“ถ้ามันอันตรายเกินไปก็ช่างมันเถอะ” จู่ๆ หลิวจี้ก็พึมพำขึ้นมาเบาๆ
ฉินเหยายิ้มเอ่ย “อืม”
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ถึงความสามารถของนางเลยสักนิด
หลังจากเดินทางต่อมาอีกสองชั่วยามกว่า ในที่สุดสองสามีภรรยาก็มาถึงตีนเขาเหลียวเฟิงและมาสมทบกับรองนายอำเภอและคนอื่นๆ
ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว อีกทั้งป่าไม้ในภูเขายังบดบังแสงทำให้แสงสว่างยิ่งน้อยลงไปอีก เจ้าหน้าที่ของทางการบางส่วนจึงจุดคบเพลิงขึ้นแล้ว
เมื่อเห็นฉินเหยา รองนายอำเภอก็รีบเข้ามาอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
เจ้าหน้าที่ของทางการได้ส่งคนขึ้นไปแล้วชุดหนึ่ง พลางตะโกนเรียกชื่อนายอำเภอคนใหม่และได้ยินเสียงตอบรับแว่วๆ กลับมา ทำให้พอจะคาดคะเนตำแหน่งได้คร่าวๆ ว่าอยู่ราวๆ กลางภูเขาเหลียวเฟิง
มีเจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งที่มีความสามารถในการปีนป่ายได้อาสาส่งน้ำและอาหารขึ้นไปให้พร้อมทั้งยืนยันตัวตนและสถานการณ์ของผู้ที่ติดอยู่
ตอนนี้เจ้าหน้าที่ของทางการที่ส่งน้ำขึ้นไปยังไม่กลับลงมา ทุกอย่างต้องรอให้เขาลงมาก่อนถึงจะวางแผนต่อไปได้
ฉินเหยากวาดตามองไปยังบริเวณที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ของทางการและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง “ข้าขอดูทางขึ้นเขาก่อนได้หรือไม่”
รองนายอำเภอพยักหน้า สั่งให้ทุกคนหลีกทางก่อนแล้วนำสองสามีภรรยาไปที่ปากเขาสำหรับปีนขึ้นไป
เพียงแค่มองแวบเดียว ฉินเหยาก็รู้ว่าคำว่า ‘ทางตรงขึ้นลง’ ที่หลิวจี้พูดนั้นไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการบรรยายตามความเป็นจริงทุกประการ
ทางขึ้นเขานั้นตรงขึ้นไปจริงๆ
ทางเดินเป็นขั้นบันไดที่ถูกสกัดขึ้นด้วยสิ่วตามแนวสันเขา มีความกว้างไม่ถึงครึ่งเมตรและตื้นเพียงฝ่ามือเดียว
ช่วงแรกยังมีโซ่เหล็กแขวนอยู่สองข้างให้จับเพื่อช่วยพยุง
เมื่อผ่านบันไดหินสูงห้าเมตรช่วงนี้ไปแล้ว ข้างบนก็มีแต่กำแพงหินโล่งๆ กับกิ่งไม้และหญ้าป่า
ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือทางข้างบนนั้นมีความลาดชัน ไม่ได้ตั้งชันเก้าสิบองศาอีกต่อไป หากก้มตัวลงก็พอจะปีนป่ายขึ้นไปได้
แน่นอนว่านั่นก็ต่อเมื่อผู้ปีน…ไม่มีอาการกลัวความสูง
มิเช่นนั้นแล้วหากต้องหยุดอยู่กลางทางบนเขานี้แล้วหันกลับมามองข้างล่าง รอบด้านไม่มีที่พึ่งพิง หน้าผาสูงชันน่ากลัว เพียงแค่เหลือบมองก็แข้งขาอ่อนแล้ว
เมื่อครู่หลิวจี้ยังหัวเราะเยาะนายอำเภอคนใหม่ว่าโง่เขลาขี้ขลาดอยู่เลย ตอนนี้พอตามหลังฉินเหยาปีนผ่านช่วงที่ตั้งชันขึ้นมาแล้วลองหันกลับไปมองข้างหลังก็ถึงกับหน้ามืดตาลายเลยทีเดียว!