ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 592 นายอำเภอคนใหม่ถูกขัง
ตอนที่ 592 นายอำเภอคนใหม่ถูกขัง
“เมียจ๋า!”
หลิวจี้ใช้สองมือจับโซ่เหล็กสองข้างไว้แน่น ตัวแทบจะแนบสนิทไปกับบันไดหิน เงยหน้ามองฉินเหยาด้วยสีหน้าสิ้นหวังและน่าสงสาร
สองขาสั่นเทา ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขาดก็แต่เพียงเสียงร้องขอชีวิตเท่านั้น
แต่เพราะข้างล่างเชิงเขามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองอยู่ เขาจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มเอาไว้
ฉินเหยาที่ยืนอยู่ด้านบน ได้ยินเสียงเรียก ‘เมียจ๋า’ ที่สั่นเครือนี้ก็เหลือบมองลงไป ท่าทางของเขาน่าขำอยู่ไม่น้อยทีเดียวจึงเผลอยกมุมปากขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
นางโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาสงบสติอารมณ์ “รอสักครู่ ข้าขอดูหน่อยว่าคนที่ไปส่งน้ำลงมาแล้วหรือยัง”
หลิวจี้ที่ตัวสั่นงันงกร้อง “โอ้ๆ ได้ งั้นเมียจ๋าเจ้าก็รีบหน่อยนะ”
ฉินเหยา “อืม”
ทั้งสองยืนตากลมอยู่บนภูเขาอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินเหยาก็เห็นเงาคนกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากภูเขา เมื่อลองประเมินระยะทางด้วยสายตาแล้ว พบว่าเป้าหมายน่าจะอยู่ที่ความสูงราวสามร้อยเมตรซึ่งเป็นช่วงที่อันตรายและสูงชันที่สุดของภูเขาเหลียวเฟิงทั้งหมด เพียงแค่มองจากไกลๆ ก็ทำให้ใจสั่นได้แล้ว
เพียงแค่เดินคนเดียว โดยไม่ได้ถือสัมภาระใดๆ ก็ถือเป็นการทดสอบฝีมือและสภาพจิตใจอย่างมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในตอนนี้ที่ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ยังต้องพาคนลงมาจากเขาด้วย ความยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ยกเว้นเสียแต่ว่าคนที่ติดอยู่จะยังเดินเองได้ หากเดินไม่ได้ คนที่เข้าไปช่วยก็จะถูกถ่วงไปด้วย
“ลงไปก่อนเถอะ รอให้เจ้าหน้าที่ของทางการคนนั้นลงมาเพื่อสอบถามสถานการณ์บนเขาก่อน”
ฉินเหยาหันกลับมา คว้าไหล่ของหลิวจี้ไว้แล้วพาเขากระโดดลงสู่พื้นดินเบื้องล่างโดยตรง
หลิวจี้ไม่ได้ร้องโวยวายด้วยความตกใจเหมือนเช่นเคย พอเท้าแตะพื้นก็รีบลุกขึ้นยืนตรงพลางทำท่าทางสงบนิ่งราวกับไม่หวาดหวั่นแล้วพูดกับรองนายอำเภอว่า
“ทางขึ้นเขานั้นทั้งขรุขระและอันตราย ทั้งยังมืดแล้วด้วย บนภูเขาในตอนกลางคืนเกรงว่าจะยิ่งลำบาก หากคนบนเขามีน้ำและอาหารพอจะอยู่ได้อีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยขึ้นไปแบกคนลงมา พวกท่านเจ้าหน้าที่ของทางการจะได้ไม่ต้องเสี่ยงเกินไป”
เขาดูออกแล้วว่านางกระโดดขึ้นลงเช่นนี้แต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ แสดงว่าสตรีใจร้ายไม่ได้เห็นภูเขาเหลียวเฟิงลูกเล็กๆ นี่อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สู้ต่อรองราคาอีกหน่อยดีกว่า
เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวจี้ รองนายอำเภอก็รีบมองไปทางฉินเหยาอย่างกังวล “ฉินเหนียงจื่อคิดว่าอย่างไร ลำบากมากหรือไม่”
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้ที่ขยิบตาให้จนแทบจะเป็นตะคริวแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง “เมื่อครู่ข้าได้ดูทางขึ้นเขาแล้ว จะพาคนลงมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ฟ้ามืดและทางก็อันตราย หากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา เกรงว่า…”
นางพูดไม่จบ เพียงแต่ขมวดคิ้วพลางทำสีหน้าลำบากใจซึ่งนั่นทำให้หัวใจของทุกคนที่อยู่ตีนเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปด้วย
หากขนาดฉินเหนียงจื่อยังรู้สึกว่ายาก เช่นนั้นพวกเขาก็ยิ่งไม่มีทางช่วยคนลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย
ขณะที่กำลังกลุ้มใจ เจ้าหน้าที่ของทางการที่ขึ้นไปส่งอาหารก็ลงมาแล้ว ทุกคนรีบเข้าไปช่วยประคองแล้วก็เอ่ยถามกันอย่างเซ็งแซ่
“คนที่ติดอยู่คือใต้เท้านายอำเภอคนใหม่ใช่หรือไม่”
“อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่ ยังเดินลงเขาได้ไหม”
“คนผู้นั้นติดอยู่ได้อย่างไร”
คำถามที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดทำเอาเจ้าหน้าที่ของทางการที่ไปส่งอาหารไม่รู้จะเริ่มตอบจากตรงไหนดี จนกระทั่งรองนายอำเภอตวาดขึ้นมาเสียงดัง ทุกคนถึงได้เงียบลง
เจ้าหน้าที่ของทางการถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเข้าไปรายงาน “ใต้เท้าขอรับ คนที่ติดอยู่มีสองคน คือนายอำเภอคนใหม่กับบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเขา ทั้งสองคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแต่นายอำเภอคนใหม่กลัวความสูงจนขาอ่อน ข้าน้อยพยายามเกลี้ยกล่อมให้ท่านใต้เท้าตามข้าน้อยลงเขามาแล้ว แต่ใต้เท้านายอำเภอก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย”
“บ่าวรับใช้คนนั้นพอจะเดินได้ แต่เป็นห่วงนายของตนจึงจะอยู่บนนั้นเฝ้าใต้เท้านายอำเภอ ไม่ยอมลงมาพร้อมกับข้าน้อยเช่นกัน”
“ข้าน้อยได้ทิ้งน้ำและอาหารไว้ให้ใต้เท้านายอำเภอแล้ว แต่บนภูเขาลมแรง ใต้เท้านายอำเภอสวมเสื้อผ้าบางเกินไป กลัวว่าจะทนได้ไม่นานจึงหวังว่าท่านรองนายอำเภอจะรีบตัดสินใจโดยเร็ว”
เขารีบเรียกฉินเหยาและคนอื่นๆ มาประชุมเพื่อหาทางแก้ไข
บ่าวรับใช้คนนั้นยังพอไหว กินอะไรเข้าไปก็มีแรงแล้ว บวกกับมีเจ้าหน้าที่ทางการนำทาง ค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวังก็น่าจะลงเขามาได้อย่างปลอดภัย
เพียงแต่นายอำเภอกลัวความสูง ทั้งยังขาอ่อนแรง คงทำได้เพียงแบกลงเขามา
หลังจากปรึกษากันแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจส่งคนสามคนนำเชือกและผ้านวมที่ฉินเหยานำมาขึ้นไปบนเขา โดยให้คนหนึ่งนำบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ลงมาก่อน ส่วนอีกสองคนใช้ผ้านวมห่อตัวใต้เท้านายอำเภอแล้วแบกลงเขามา
เมื่อตกลงกันได้แล้ว รองนายอำเภอจึงเลือกคนสามคนขึ้นไปลองดู แต่ไม่ได้เรียกฉินเหยาไปด้วย บางทีอาจจะรู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้นาง
เพียงแต่ตอนนี้ฟ้ามืดลงแล้ว คนสามคนนั้นต้องถือคบเพลิงส่องทาง ทั้งยังต้องปีนป่ายและต้องถือเชือกป่านกับผ้านวมที่หนักอึ้ง พอผ่านช่วงที่มีโซ่เหล็กไปก็เกือบจะถูกลมภูเขาที่พัดมาอย่างรุนแรงพัดตกลงมา
ทันใดนั้นคนหนึ่งก็หงายหลัง ส่วนคบเพลิงก็ร่วงหล่น โชคดีที่ฉินเหยาเคลื่อนไหวว่องไวจึงกระโดดขึ้นไปประคองคนไว้ได้ทันจึงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น
รองนายอำเภอก็ตกใจเช่นกัน รีบตะโกน “ลงมาๆ ลงมาก่อน!”
ฉินเหยาหยิบผ้านวมกับเชือกมา แล้วกระโดดลงไปก่อน เจ้าหน้าที่ของทางการสามคนจึงตามลงมา ยังคงตบหน้าอกด้วยความใจหาย
“บนภูเขาลมแรงเกินไป ยิ่งสูงลมก็ยิ่งแรง พวกเราคงยากที่จะขึ้นไปต่อได้จริงๆ” เจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้าขมขื่น
สีหน้าของรองนายอำเภอดูไม่ดีขึ้นมาทันที “นี่จะทำอย่างไรดี”
หลิวจี้ที่ยืนเป็นฉากหลังอยู่นานก็ก้าวออกมา ‘เสนอแนะ’ อย่าง ‘ระมัดระวัง’ ว่า “ชีวิตของเจ้าหน้าที่ของทางการก็คือชีวิต ตอนนี้บนภูเขาอันตรายเกินไป รอให้ฟ้าสางก่อนดีหรือไม่”
รองนายอำเภอมองเขาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ข้างหนึ่งคือเจ้านายคนใหม่ อีกข้างคือพี่น้องใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี เขาจะเลือกอย่างไร
“ฉินเหนียงจื่อ” ในที่สุดรองนายอำเภอก็มองไปทางฉินเหยา เขารู้ว่าคำขอของตนนั้นอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องลองดู เผื่อว่าจะสำเร็จขึ้นมาเล่า
เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองน่าจะออกโรงได้แล้ว
นางจึงพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะพยายามลองดูแล้วกัน”
รองนายอำเภอตื่นเต้นอย่างยิ่งพลางคารวะอย่างลึกซึ้ง “เช่นนั้นก็รบกวนฉินเหนียงจื่อแล้ว! หากสามารถช่วยใต้เท้านายอำเภอลงเขามาได้อย่างปลอดภัย ฉินเหนียงจื่อต้องการอะไรก็บอกมาได้เลย ขอเพียงข้ามี จะไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเด็ดขาด”
ในใจของหลิวจี้หัวเราะเบิกบาน แต่บนใบหน้ากลับรีบพูดว่า “ท่านรองนายอำเภอเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่พวกเราชาวบ้านอำเภอไคหยางควรทำอยู่แล้ว”
“ไม่ๆๆ การปีนเขานั้นอันตราย ฉินเหนียงจื่อยอมเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง ได้รับค่าเหนื่อยบ้างก็เป็นเรื่องสมควร…”
หลิวจี้กำลังจะแสร้งเกรงใจต่ออีกสักหน่อย แต่พอหันกลับไปก็เห็นว่าฉินเหยาหยิบเชือกกับผ้านวมขึ้นมาและลงมือทำเสียแล้ว
ชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ ทำอะไรก็ควรพอประมาณจะดีกว่า หากชักช้าต่อไป เกิดมีคนตายขึ้นมาจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะได้ประโยชน์อะไรเลย
ฉินเหยาจึงลงมืออย่างรวดเร็ว นางใช้เชือกป่านมัดผ้านวมให้เป็นห่อผ้าสำหรับเดินทัพอย่างใจเย็นแล้วสะพายผ้านวมไว้บนหลัง ก่อนจะยืมคบเพลิงอันหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ของทางการแล้วก้าวขึ้นไปบนบันไดหินที่แคบและสูงชันโดยไม่พูดจาไร้สาระแม้แต่คำเดียว
พอผ่านช่วงที่มีโซ่เหล็กช่วงแรกไปก็รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมาจากหน้าผาด้านขวา แม้คบเพลิงจะแกว่งไปมาแต่ก็ไม่ดับ
แรงต้านลมน้อย ทัศนวิสัยในปัจจุบันค่อนข้างแย่ เมื่อร่างกายส่งข้อมูลที่รับรู้ไปยังสมอง ฉินเหยาก็หาทางรับมือได้ทันที นางก้มตัวลง ถือคบเพลิงให้ต่ำลงเพื่อส่องทางแล้วก้มตัวปีนขึ้นไปทีละขั้น