ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 593 เวินชางหลี
ตอนที่ 593 เวินชางหลี
ภูเขาเหลียวเฟิงในยามค่ำคืนเปรียบเสมือนกระบี่ที่เทพเจ้าปักกลับหัวลงมาบนพื้นดิน สูงตระหง่านชี้ตรงไปยังเก้าชั้นฟ้าราวกับจะทะลวงฟ้าให้เป็นรู
แสงไฟในความมืดนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ มันพุ่งตรงขึ้นไปเรื่อยๆ และประมาณสองเค่อต่อมาก็หยุดลง
ณ กลางเขาแห่งนี้ที่มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเอง แสงไฟที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้นสว่างจ้าเสียจนทำให้คนลืมตาไม่ขึ้น
บ่าวรับใช้ชราของสกุลเวินส่ายศีรษะ ก่อนจะเพ่งมองดูให้ดีก็เห็นคนผู้หนึ่งถือคบเพลิงยืนอยู่ห่างออกไปห้าก้าว
คนผู้นั้นยืนย้อนแสงไฟจึงทำให้มองไม่เห็นหน้าตาและไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นชายหรือหญิง
การปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบนั้นทำให้คนอดคิดว่าเป็นวิญญาณภูเขาไม่ได้ ซึ่งนั่นทำเอาบ่าวชราตกใจจนเหงื่อท่วมแผ่นหลัง เขาอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ ไม่กล้าเอ่ยปากถามว่าอีกฝ่ายเป็นคนหรือภูตผี
จนกระทั่งมีเสียงสตรีที่หนักแน่นดังขึ้นจากข้างหน้า
“ใช่ใต้เท้านายอำเภอคนใหม่เวินชางหลีแห่งอำเภอไคหยางหรือไม่”
บ่าวชรารีบถอนหายใจออกมา นางเป็นคน ทั้งยังเป็นสตรีอีกด้วย!
เขารีบตอบ “ใช่ พวกเราเอง ใต้เท้านายอำเภออยู่ที่นี่! ไม่ทราบว่าท่านผู้มาใหม่เป็นใครหรือ”
“ข้าคือผู้ใหญ่บ้านฉินเหยาแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวในอำเภอไคหยาง เมื่อทราบว่าใต้เท้ากำลังตกอยู่ในอันตรายจึงมาเพื่อช่วยเหลือ ไม่ทราบว่าใต้เท้ายังสบายดีอยู่หรือไม่” ฉินเหยาตะโกนถาม
ลมบนกลางเขาแห่งนี้แรงกว่าที่ตีนเขามาก หากนางไม่พูดเสียงดัง เสียงของนางก็จะถูกลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวกลบไปหมด
คบเพลิงแกว่งไปมาซ้ายขวา จวนจะดับแหล่มิดับแหล่ ฉินเหยาจึงปักคบเพลิงไว้ในรอยแยกข้างบันไดหินแล้วใช้ร่างของตัวเองบังไว้
แสงไฟส่องกระทบใบหน้าของนาง เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหมดจด ดวงตาดุจเหยี่ยว เฉียบคม ในแววตามีเปลวไฟลุกโชน นางหรี่ตามองกวาดไป เวินชางหลีที่เพิ่งจะลุกขึ้นจากพื้นดินก็สบเข้ากับดวงตาคู่นี้อย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจที่หวาดผวามาทั้งวันและถูกทรมานจนแทบจะตายก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างใหญ่หลวงในทันที
นี่คือดวงตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แววตามั่นคงไม่เห็นทุกสิ่งอยู่ในสายตา เพียงแค่มองก็รู้สึกว่าพึ่งพาได้
“ผู้ใหญ่บ้านฉินหรือ” ในที่สุดเวินชางหลีที่ตกใจจนเสียงแหบแห้งก็เค้นเสียงของตัวเองออกมาได้เล็กน้อย แต่เพราะไม่ได้พูดมาทั้งวัน เสียงจึงแหบแห้งอย่างมาก
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
นางเพ่งมองไปทำให้เห็นหน้าตาของนายอำเภอคนใหม่ได้ชัดเจน เขาเป็นชายร่างผอมบางอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ไว้หนวดเล็กน้อย กำลังเบียดตัวเองเข้าไปในรอยแยกของภูเขากับบ่าวชรา โดยโผล่ออกมาเพียงท่อนบนจากด้านหลังของบ่าวชรา ใบหน้าซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด ดวงตาแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเพิ่งจะร้องไห้มา
“ท่านใต้เท้ายังพอมีแรงหรือไม่” ฉินเหยาถาม
อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่านางเป็นสตรีก็รู้สึกอายเล็กน้อย แต่ก็ยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง…”
ยังพูดไม่ทันจบ ขอบตาก็แดงก่ำ เจือไปด้วยความเสียใจเล็กน้อย
ปฏิกิริยานี้ เรียกได้ว่าสมจริงอย่างยิ่ง
แต่บ่าวชรากลับพบว่าด้านหลังของฉินเหยาไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางการคนอื่น เขาจึงรีบถาม “มีเพียงผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาคนเดียวหรือแล้วจะแบกนายท่านของข้าลงเขาไปได้อย่างไร”
“บนภูเขานี้หนาวมาก หากทนต่อไปอีกเกรงว่านายท่านของข้าจะมีอันตรายถึงชีวิต!”
บ่าวชราที่ร้อนใจเรื่องนายของตนนั้นไม่รู้เลยว่า สีหน้าของตนเองก็ดูไม่ดีเช่นกัน เพียงแต่ฝืนทนอยู่เท่านั้น
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางปลดผ้าห่มบนหลังออกมาก่อนแล้วยื่นให้ทั้งสองคนห่มไว้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย จากนั้นจึงหันกลับไปมองทางที่ตนเดินมา
รอบด้านมืดสนิท มองไม่เห็นหน้าผาสูงชันรอบๆ เลย
สำหรับคนทั่วไป สถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีอย่างยิ่ง
แต่สำหรับฉินเหยากลับดียิ่ง เพราะเมื่อมองไม่เห็นก็จะไม่กลัว
เมื่อเห็นว่านายบ่าวทั้งสองคนห่มผ้าห่มแล้วริมฝีปากเริ่มมีสีเลือดกลับมาบ้าง ฉินเหยาก็พูดเข้าประเด็นทันที “มีเพียงข้าขึ้นมาคนเดียว แต่ทั้งสองท่านไม่ต้องตกใจ ข้ามีกำลังมากกว่าคนทั่วไป หากทั้งสองท่านยินดีให้ความร่วมมือ พวกเราก็จะสามารถออกจากที่ผีสิงนี่ไปพร้อมกันได้ในไม่ช้าและไปถึงตีนเขาอย่างปลอดภัย”
เวินชางหลีพูดอย่างขมขื่นทันที “ข้าลุกไม่ขึ้น”
บ่าวชราปลอบนายของตน “ท่านใต้เท้าวางใจเถิด หากท่านไม่สามารถลงเขาไปได้อย่างปลอดภัย ข้าน้อยจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแน่นอน”
พูดจบก็หันไปถามฉินเหยาว่ามีวิธีอะไรบ้าง เขาพอจะเดินได้ เพียงแต่ด้วยความที่แก่แล้วสายตาจึงฝ้าฟาง ในยามกลางคืนเกรงว่าจะมองไม่เห็นทาง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากเกิดอะไรขึ้น เขาขอให้ฉินเหยาช่วยปกป้องนายของเขาก่อน
เวินชางหลีซาบซึ้งใจจนจับมือบ่าวชราไว้แน่น “เจ้าไม่ต้องห่วงข้าแล้ว รอดไปได้คนหนึ่งก็ยังดี วันนี้เป็นข้าที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน หากข้าไม่คิดจะขึ้นมาชมทิวทัศน์บนเขาก็คงไม่ทำให้เจ้าต้องมาตกอยู่ในสภาพที่ขึ้นก็ไม่ได้ลงก็ไม่ไหวเช่นนี้”
ฉินเหยามองสองคนนี้แสดงความรักความผูกพันระหว่างนายบ่าวอยู่ตรงหน้าอย่างเงียบๆ นางทนอยู่ครู่หนึ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของบ่าวชรา นางใช้สันมือสับลงไปก็ทำให้เวินชางหลีที่พูดไม่หยุดสลบไป!
“เจ้าทำอะไร” บ่าวชราตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบกางแขนรับเจ้านายที่สลบไปแล้วมองฉินเหยาอย่างโกรธเคือง
“อยากลงไปก็ต้องเชื่อฟังข้า” ฉินเหยาสบตาบ่าวชราด้วยแววตาเด็ดขาดจนเขาตกตะลึง แล้วสั่งให้เขาห่อเวินชางหลีไว้ในผ้าห่ม ให้โผล่มาแต่ศีรษะ ส่วนที่เหลือให้ใช้เชือกป่านมัดให้แน่น
บ่าวชราเห็นท่าทางที่มั่นใจของนางก็ทำตามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย โดยมัดนายของตนจนกลายเป็นบ๊ะจ่างรูปคน
เมื่อยังมีเชือกเหลืออยู่ท่อนหนึ่ง ฉินเหยาจึงเอาปลายข้างหนึ่งผูกไว้ที่เอวของตัวเองแล้วยื่นอีกปลายหนึ่งให้บ่าวชรา “ผูกให้แน่นเหมือนข้า มิเช่นนั้นหากตกลงไปกลางทาง ข้าช่วยเจ้าไม่ทันนะ”
เมื่อบ่าวชราผูกเชือกเสร็จ ฉินเหยาก็ส่งสัญญาณให้เขาหยิบคบเพลิงขึ้นมา เดินนำหน้าส่องทาง ส่วนนางก็แบกบ๊ะจ่างรูปคนขึ้นบ่า “ก้มตัว ก้มหน้า ตอนเดินให้ดูทาง อย่ามองไปที่อื่น”
น้ำเสียงของนางเย็นชามาก เย็นชาจนทำให้บ่าวชราจำต้องตื่นตัวอย่างยิ่ง เขาพยายามเบิกตากว้าง ก้าวขาแล้วค่อยๆ ย่ำบันไดหินลงเขาไป
เมื่อมองไม่เห็นหน้าผาสูงชันรอบๆ ก็ไม่น่ากลัวเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสตรีที่แข็งแกร่งเดินตามหลังมาด้วย บ่าวชราจึงเก็บความรู้สึกวางใจที่แปลกประหลาดนั้นไว้ในใจแล้วก้าวลงไปทีละก้าว จนไม่รู้ตัวเลยว่าได้มาถึงช่วงโซ่เหล็กของทางเดินแล้ว
พลันมีเสียงผู้คนดังขึ้น นั่นคือเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการแห่งอำเภอไคหยาง เมื่อได้รับการตอบรับจากฉินเหยาก็รู้ว่าทั้งสามใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเขาจึงต่างปีนโซ่เหล็กขึ้นมารับ
พวกเขารับบ่าวชราที่เหงื่อท่วมตัวไปก่อน จากนั้นก็เป็นฉินเหยาที่แบกคนตามหลังมา
อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดคิดว่านายอำเภอคนใหม่จะปรากฏตัวในสภาพบ๊ะจ่าง เจ้าหน้าที่ทางการที่ขึ้นมารับจึงตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาและช่วยกันย้ายบ๊ะจ่างรูปคนขนาดใหญ่นี้ไปยังรถม้าที่เชิงเขา
รองนายอำเภอเข้าไปดู คนในผ้าห่มยังหลับตาแน่น หน้าอกก็ดูเหมือนจะไม่กระเพื่อม
“ฉินเหนียงจื่อ ใต้เท้านายอำเภอเขา?”
ฉินเหยาที่กำลังม้วนเชือกป่านที่แก้ออกมาพยักหน้าพลางตอบ “วางใจเถอะ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อข้าลงมือท่านวางใจได้”
“เพียงแต่…ใต้เท้าตื่นขึ้นมาอาจจะปวดคอเล็กน้อย แต่ผ่านไปสองสามวันก็จะดีขึ้นเอง”
ในป่ามีเสียงสัตว์ป่าไม่ทราบชื่อคำรามออกมา หลิวจี้ที่เริ่มรู้สึกหนาวจึงถูแขนพลางเร่ง
“ช่วยคนลงมาได้แล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะ จัดการเรื่องใต้เท้านายอำเภอให้เรียบร้อยก่อนเป็นสำคัญ”
รองนายอำเภอโค้งคำนับฉินเหยาอย่างซาบซึ้งใจพลางเชิญนางกลับไปพักที่จวนที่ว่าการอำเภอก่อนหนึ่งคืน
ฉินเหยาตอบตกลง นางยังต้องรอให้นายอำเภอคนใหม่ตื่นขึ้นมาขอบคุณผู้มีพระคุณอย่างนางเสียก่อน
ขบวนคนกลุ่มหนึ่งจึงเดินทางกลับไปยังอำเภอไคหยางอย่างยิ่งใหญ่ คนที่ขี่ม้าก็ขี่ม้า ส่วนคนที่นั่งรถก็นั่งรถ
หลิวจี้ดีใจอย่างยิ่งที่เมียจ๋าของเขาให้นำผ้านวมติดมาด้วย เขานำไปปูบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องโถงด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ โดยให้เมียจ๋านอนข้างหนึ่ง ส่วนเขานอนอีกข้างหนึ่งอย่างมีความสุข
เพียงแต่ตอนตื่นขึ้นมากลับพบว่า เมียจ๋าอยู่บนโต๊ะ ส่วนตนเองอยู่บนพื้น
หลิวจี้ เหมียว???