ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 594 ข้าชื่อหลิวจี้ ท่านจงจำไว้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 594 ข้าชื่อหลิวจี้ ท่านจงจำไว้
ตอนที่ 594 ข้าชื่อหลิวจี้ ท่านจงจำไว้
เมื่อนายอำเภอคนใหม่ที่นอนสลบมาทั้งคืนฟื้นขึ้นมาแล้ว บ่าวชราเวินจึงถืออาหารเช้าร้อนๆ มาที่ห้องโถงด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ
“ผู้ใหญ่บ้านฉิน ใต้เท้าสั่งให้ข้าน้อยนำอาหารมาให้…”
คำพูดของบ่าวชราหยุดลงกะทันหัน เพียงเพราะได้เห็นภาพที่ไม่คาดคิดในห้องโถงด้านหลังหน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาชราคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นทันที
ผู้ใหญ่บ้านฉินที่เขาพูดถึงนั้นกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสบายๆ อยู่บนโต๊ะทำงานที่ปูด้วยผ้านวม เสื้อผ้าจะว่าไม่เรียบร้อยก็ไม่ใช่ เพียงแต่ดูยุ่งเหยิงไปบ้าง
ด้านหลังของนางคือหลิวจวี่เหรินที่มือข้างหนึ่งถือกระจกเล็กๆ เพื่อให้ฮูหยินของตนได้ส่องดู อีกข้างหนึ่งกำลังหวีผมให้นางอย่างคล่องแคล่ว
ภาพความรักใคร่สนิทสนมของสามีภรรยาที่ควรจะอยู่ในห้องนอนเช่นนี้กลับมาปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในห้องโถงด้านหลังที่เปิดโล่ง บ่าวชราเวินไม่ทันได้เตรียมใจแม้แต่น้อยจึงยืนแข็งทื่ออยู่ที่ประตู ไม่รู้ว่าจะเข้าไปหรือถอยกลับดี
เมื่อสองสามีภรรยาได้ยินเสียงก็หันมามอง พอสบตากัน ทั้งคู่ที่มองมาอย่างเปิดเผยกลับเป็นฝ่ายรู้สึกว่าเขานั้นดูแปลก
“นี่…นี่คืออาหารเช้า ผู้ใหญ่บ้านเชิญรับประทานอาหารเช้าก่อน เดี๋ยวข้าน้อยจะมาใหม่ ใต้เท้าตื่นแล้ว เดี๋ยวจะมาเชิญทั้งสองท่านไปพบใต้เท้า”
วางอาหารเช้าลงเสร็จ บ่าวชราเวินก็รีบวิ่งหนีไป
หลิวจี้ทำหน้าฉงน ก่อนจะผูกผ้าโพกศีรษะของฉินเหยาให้เรียบร้อยและจัดแต่งทรงผมเมื่อวานของนางให้กลับมาเหมือนเดิมได้ราวแปดส่วนแล้วให้นางส่องกระจกดูว่าพอใจหรือไม่
“ก็พอใช้ได้ พอถูไถ” ฉินเหยาเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับฝีมือของอินเยว่แล้วนั้น ยังห่างไกลลิบลับ
นางลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่จากการนอนแล้วเปิดดูอาหารเช้าที่บ่าวชราเวินนำมาวางไว้ให้ มีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ สดใหม่กับปาท่องโก๋และเครื่องเคียง ทั้งยังให้มาในปริมาณที่มากพอสมควร ดูท่าคงจะไปสืบถามปริมาณการกินของนางมาก่อนแล้ว
เมื่อได้กินอิ่ม ฉินเหยาก็มีความสุขมาก นางจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้เลิกส่องกระจกได้แล้ว ให้รีบมาทานอาหาร เพราะเมื่อทานเสร็จจะได้ไปพบใต้เท้านายอำเภอเพื่อทำธุระให้เสร็จเร็วๆ จะได้กลับบ้าน
เมื่อกลิ่นหอมของอาหารลอยมา หลิวจี้จึงยอมวางกระจกเล็กๆ ของตนลงอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วใช้หวีไม้เล็กๆ หวีผมที่ยุ่งเหยิงของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะทานอาหารอย่างมีความสุขกับเมียจ๋า
ส่วนเรื่องที่ทำไมตอนเขาตื่นขึ้นมาถึงอยู่บนพื้นแทนที่จะอยู่บนโต๊ะที่ปูด้วยผ้านวมนั้น คนฉลาดไม่เคยหาเรื่องให้ตัวเองก็จงปล่อยให้มันผ่านไปกับสายลมเถอะ!
บ่าวชราเวินคาดคะเนเวลาแล้วจึงกลับมาอีกครั้งเพื่อพาสองสามีภรรยาไปยังจวนที่เคยเป็นของตระกูลซ่งมาก่อน
จวนนี้ที่ว่าการอำเภอเตรียมไว้ให้นายอำเภอและครอบครัว แต่คนก่อนหน้าจากไปแล้ว ส่วนนายอำเภอคนใหม่ก็มาเพียงสองคนจึงดูว่างเปล่าและเงียบเหงามาก
เมื่อตามบ่าวชรามาถึงห้องโถงของเรือนหลัก เนื่องจากเจ้าของคนใหม่เพิ่งมาถึงจึงยังไม่ได้ตกแต่งอะไร มีเพียงชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขกกับชั้นวางดอกไม้หนึ่งคู่ เวินชางหลีนั่งรออยู่ที่นั่งประธาน ดูจากสีหน้าแล้วก็ฟื้นตัวดีแล้ว
ฉินเหยากับหลิวจี้เข้าไปข้างในเพื่อคารวะใต้เท้านายอำเภอ แต่ยังไม่ทันจะคารวะเสร็จก็ถูกเรียกให้ลุกขึ้น
เมื่อคืนฟ้ามืดลมแรง ต่อมาก็สลบไปเลย เวินชางหลีจึงไม่ได้เห็นหน้าตาของฉินเหยาชัดเจน ตอนนี้เมื่อเห็นหน้าชัดเจนแล้ว พบว่านางช่างดูงดงามเย็นชา รูปร่างสมส่วนแข็งแรงแต่ไม่กำยำจึงยากที่จะเชื่อมโยงนางเข้ากับคนที่มีพละกำลังมหาศาลได้
แต่ทว่าอาหารเช้าที่ให้คนไปส่งนั้นเป็นปริมาณสำหรับสี่ถึงห้าคน ดังนั้นเมื่อทั้งสองนั่งลง เวินชางหลีก็ถามด้วยความห่วงใยทันที “ฉินเหนียงจื่อทานอาหารเช้าอิ่มหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณใต้เท้าที่เตรียมอาหารเช้าให้ ปริมาณเพียงพอทีเดียว”
เวินชางหลีเหลือบมองเอวของนางซึ่งมีเข็มขัดรัดอยู่ ดูแล้วไม่ต่างจากคนทั่วไป แถมยังดูบางกว่าด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าจะเป็นการเสียมารยาท เขาคงอยากจะถามว่าอาหารที่นางกินเข้าไปนั้นไปกองอยู่ที่ไหน
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเมื่อคืนบนภูเขาเหลียวเฟิง ที่เขาปลอดภัยได้ก็เพราะนาง
เวินชางหลีส่งสายตาให้บ่าวชรา บ่าวชราก็เข้าใจจึงนำของขวัญขอบคุณที่ไปเตรียมมาแต่เช้าตรู่วันนี้มายื่นให้สามีภรรยาตระกูลหลิว
“เมื่อคืนต้องขอบคุณฉินเหนียงจื่อที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือท่านใต้เท้าของข้า นี่คือจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่หนึ่ง ได้ยินว่าฉินเหนียงจื่อกับบัณฑิตหลิวรักใคร่กันดี ใต้เท้าของข้าจึงตั้งใจเลือกของคู่หนึ่งนี้มาเพื่อแสดงความขอบคุณเล็กน้อย หวังว่าจะไม่รังเกียจ”
ความจริงแล้ว นี่คือจี้หยกคู่หนึ่งที่เวินชางหลีรีบเปลี่ยนหลังจากที่บ่าวชราเพิ่งกลับมาจากห้องโถงด้านหลัง
ก่อนหน้านี้เขาเตรียมไว้เพียงแค่หยกวงชิ้นเดียว แต่เมื่อครู่บ่าวชรากลับมาบอกเขาว่า ผู้ใหญ่บ้านฉินกับสามีรักใคร่กันมาก กลางวันแสกๆ ก็แสดงความสนิทสนมหวีผมแต่งตัวให้กันโดยไม่สนใจคนอื่น ทำเอาบ่าวชราอย่างเขาแทบจะม้วนหน้าหนีด้วยความเขินอาย
ดังนั้น การมอบจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่หนึ่งให้แก่คู่รักที่รักใคร่กันก็ถือเป็นการส่งเสริมคู่สร้างคู่สม
เวินชางหลีรู้สึกว่าของขวัญชิ้นนี้ของตนเองนั้นแสดงถึงความใส่ใจอย่างยิ่งจึงแอบคาดหวังปฏิกิริยาของผู้รับของขวัญอยู่เงียบๆ
เขาคิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้น่าจะรู้สึกทั้งตื่นเต้นและเขินอาย เกรงว่าจะมองหน้ากันอย่างหวานชื่นแล้วลุกขึ้นรับของขวัญขอบคุณ
คาดไม่ถึงเลยว่า ในห้องโถงจะเงียบสงัดลงทันที
ความจริงแล้วในใจของหลิวจี้ดีใจกับของขวัญชิ้นนี้มาก ไม่ใช่เพราะความหมายอันใด เพียงแต่รู้สึกว่าหยกชิ้นนี้มีคุณภาพดี คงจะราคาแพง
แต่ว่า! เขาแอบเหลือบมองสตรีใจร้ายข้างๆ ที่ไม่มีทีท่าสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แถมยังดูเหมือนจะรังเกียจเล็กน้อยด้วยซ้ำ เขาจึงทำได้เพียงข่มใจกดมือของตัวเองไว้แน่นและเงียบต่อไป
“ฉินเหนียงจื่อรู้สึกไม่พอใจหรือ” หลังจากรออยู่นาน ก็ไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ อย่างที่คาดหวังไว้ ในที่สุดเวินชางหลีก็ทนความเงียบที่แปลกประหลาดนี้ไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “เรียนใต้เท้า หาใช่ไม่พอใจเจ้าค่ะ เพียงแต่นี่เป็นแค่การช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่คู่ควรกับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกละอายมิกล้ารับเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลูกตาของหลิวจี้ก็เบิกกว้างขึ้นทันที ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าเลยนะฉินเหยา ใช้การถอยเพื่อรุก สูงส่ง! ช่างสูงส่งจริงๆ!
เวินชางหลีตะลึงไป เมื่อเห็นฉินเหยาผลักของขวัญกลับมาพลางทำท่าทางปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ในใจก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
ฉินเหยาดึงหลิวจี้ให้ลุกขึ้นแล้วประสานมือคารวะ “ใต้เท้า ในเมื่อท่านปลอดภัยแล้ว ภารกิจของข้าก็เสร็จสิ้นแล้ว ในหมู่บ้านยังมีธุระอีกมากต้องจัดการ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
พูดจบ ก็หันหลังเดินก้าวฉับๆ ออกไป
หลิวจี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง ไหนว่าใช้การถอยเพื่อรุกอย่างไรเล่า ทำไมถึงเดินไปจริงๆ ล่ะ
เขายังไม่ได้พูดกับใต้เท้าแม้แต่คำเดียวเลยนะ!
แต่หัวหน้าครอบครัวไปแล้ว พลทหารอย่างเขาจะไม่ไปก็ไม่ได้ หลิวจี้จึงทำได้เพียงเดินสามก้าวหันกลับมามองหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันกลับไปตะโกนเสียงดังใส่นายอำเภอคนใหม่ว่า “เรื่องช่วยชีวิตที่ภูเขาเหลียวเฟิงเมื่อคืน ข้าชื่อหลิวจี้ ใต้เท้าจงจำไว้!”
เขาตะโกนไปตลอดทางจนถึงประตูใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงของตนแล้วถึงได้หยุดลง
ฉินเหยาเดินออกไปได้สี่ห้าเมตรแล้ว หลิวจี้รีบวิ่งตามไป บ่นอุบอย่างไม่พอใจ “เมียจ๋า เจ้าจะเล่นละครบทไหนอีก บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ สินน้ำใจก็ส่วนสินน้ำใจ ต่อให้รับสินน้ำใจมา ใต้เท้าก็ยังคงจดจำบุญคุณของพวกเราได้อยู่ดี เหตุใดเจ้าต้องแสร้งทำเป็นคนดีปฏิเสธไปด้วยเล่า…ข้าดูแล้วจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่นั้นคุณภาพดีมาก ความหมายก็ดี คงจะขายได้สิบกว่าตำลึง…”
เมื่อได้ยินเสียงบ่นที่น่ารำคาญอยู่ข้างหู ฉินเหยาจึงหยุดเดินกะทันหัน หลิวจี้เกือบจะชนนางจนต้องรีบถอยหลังไปก้าวใหญ่ พลางจ้องมองนางอย่างตกใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เมียจ๋าเจ้าจะทำอะไร หรือว่าลืมของอะไรไว้”
ฉินเหยาถูกท่าทางขี้ขลาดของเขาทำเอาหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออกจึงพูดเยาะเย้ย “เขามีแค่รถม้าหนึ่งคันกับบ่าวชราคนเดียว เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านคงไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เหตุใดต้องรับของเพียงเล็กน้อยของเขามาแล้วปล่อยให้เขาคิดว่าบุญคุณนั้นถูกชดใช้หมดแล้วด้วยเล่า ก็ให้เขาจำบุญคุณนี้ไว้ตลอดไปสิ”
นางเห็นว่าหลี่เจิ้งก็อายุไม่น้อยแล้ว หากเขาลาออกจากตำแหน่งในช่วงสามปีที่นายอำเภอคนนี้ดำรงตำแหน่งอยู่ บุญคุณที่นางสร้างไว้กับเวินชางหลีก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง