ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 596 อิสรภาพทางการเงิน
ตอนที่ 596 อิสรภาพทางการเงิน
เมื่อประตูห้องปิดลง ในห้องก็เหลือเพียงฉินเหยากับหลิวเฝยสองคน
หลิวเฝยส่งสัญญาณให้ฉินเหยานั่งลงก่อนแล้วลุกไปยกหีบไม้ใบหนึ่งที่หัวเตียงมา
กุญแจเปิดหีบเขาแขวนไว้ที่คอติดตัวตลอดเวลา ตอนหยิบออกมามีสามดอก พอหีบเปิดไปชั้นหนึ่งก็ยังมีอีกสองชั้นจนกระทั่งกุญแจชั้นสุดท้ายถูกเปิดออก เขาก็หยิบหีบไม้ใบหนึ่งออกมาจากข้างใน วางไว้ตรงหน้าฉินเหยา สีหน้าไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นไว้ได้ “พี่สะใภ้สาม ท่านเปิดดูสิ”
ในใจของฉินเหยาพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นอะไร แต่เมื่อได้เห็นของในหีบไม้จริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าแรงๆ
นั่นคือธนบัตรปึกหนาปึกหนึ่ง
ใช่ ไม่ใช่ตั๋วเงิน แต่เป็นธนบัตรคล้ายกับเจียวจื่อในยุคโบราณที่ฉินเหยารู้จัก เป็นธนบัตรมูลค่าสูง มีมูลค่าห้าสิบตำลึง หนึ่งร้อยตำลึง ห้าร้อยตำลึงและหนึ่งพันตำลึง
ธนบัตรชนิดนี้มีมานานหลายปีในยุคนี้ รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ก่อน พอถึงยุคแห่งความโกลาหล ตระกูลขุนนางต่างๆ แบ่งแยกดินแดน ระบบเงินตราก็วุ่นวายไปหมด ธนบัตรจึงหยุดใช้ไป
จนกระทั่งแคว้นเซิ่งก่อตั้งมาได้แปดปี ในที่สุดก็กลับมาใช้มันอีกครั้ง
นี่ปลอดภัยกว่าการพกเงินสดจำนวนมากและสะดวกกว่าการแลกตั๋วเงิน
ในหีบที่หลิวเฝยนำมานี้ มีทั้งหมดสองหมื่นตำลึง!
หลิวเฝยไม่พลาดท่าทีเล็กๆ น้อยๆ นี้ของฉินเหยา ถึงแม้ว่าเขาจะได้เห็นมันก่อนแล้วและยังเป็นคนนำเงินเหล่านี้กลับมาด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้เห็นอีกครั้งก็ยังรู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจสงบลงได้อยู่นาน
เงินจำนวนมากขนาดนี้ ได้มาง่ายดายเช่นนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฝัน ไม่ใช่ความจริง
ตลอดเส้นทางจากเมืองหลวงกลับบ้าน หลิวเฝยตกอยู่ในสภาพสับสนเช่นนี้มาตลอด วันนี้ได้พบฉินเหยาจึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาและรู้สึกสมจริงมากขึ้น
“พี่สะใภ้สาม นี่สำหรับท่าน ส่วนของผู้จัดการใหญ่ซ่งข้าไปพบเขามาแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนที่เป็นของโรงงานได้มอบให้พ่อบ้านซ่งไปแล้ว”
“ที่เมืองหลวงครั้งนี้ พอร้านเฉพาะทางเปิดตัว กล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นใหม่ขึ้นชั้นวาง ไม่ถึงสองวันก็ถูกแย่งซื้อไปจนหมดเกลี้ยง ต่อมาเถ้าแก่ของห้างการค้าฟู่หลงได้กำหนดกฎจำกัดการซื้อ สถานการณ์จึงได้คลี่คลายลง”
“ครั้งนี้ห้างการค้าฟู่หลงนำกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิมาที่เมืองหลวงทั้งหมดสามร้อยชิ้น ทั้งหมดล้วนขายหมดเกลี้ยงแล้ว ยังมีใบสั่งซื้อล่วงหน้าเพิ่มอีกสองร้อยใบ ตามความเร็วในการผลิตอย่างประณีตของโรงงานเครื่องเขียนของเรา เกรงว่ากว่าจะส่งของครบทั้งหมดก็คงจะถึงกลางปี”
เมื่อนึกถึงความรุ่งโรจน์ในวันแรกที่ร้านเฉพาะทางเปิดทำการ หัวใจของหลิวเฝยก็ยังคงเต้นแรง “สตรีสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงมากันหมด ไม่เพียงคุณหนูสูงศักดิ์ กระทั่งเซี่ยนจู่และจวิ้นจู่เองก็มาด้วย วันนั้นคนเยอะมาก ยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง สาวใช้ในร้านระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แทบไม่กล้าจะหายใจแรง กลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้สูงศักดิ์เข้า…”
โชคดีที่ไม่มีข้อผิดพลาดใหญ่หลวงเกิดขึ้น การเปิดร้านเป็นไปอย่างราบรื่น
“พี่สะใภ้สาม ตามที่ท่านเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สร้างห้องน้ำชาไม่คิดเงินขึ้นในร้านเพื่อให้ลูกค้าพักผ่อนรอ ตอนนี้ในร้านไม่มีของ แต่ทุกวันก็ยังมีคุณหนูจำนวนมากนัดกันมาสังสรรค์กันที่ห้องน้ำชาของเรา ลูกค้าที่ซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีจากร้านเราตั้งแต่สองชิ้นขึ้นไปยังสามารถรับประทานชาและของว่างได้โดยไม่คิดเงิน ตอนนี้ดูเหมือนว่าผลตอบรับจะดีมาก ในร้านไม่มีของ แต่ทุกวันก็ยังมีลูกค้ามาไม่น้อย…”
ตอนนี้หน่วยศึกษาและพัฒนาของโรงงานเครื่องเขียนได้ออกแบบของรุ่นใหม่ออกมาอีกหลายรุ่น รูปทรงเล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น ใช้วัสดุที่แพงขึ้น สามารถถือหรือสะพายข้างได้ ฝีมือการผลิตก็ประณีตยิ่งขึ้น ทำเหมือนกับของตกแต่งที่สืบทอดกันมาในตระกูล
จากสถานการณ์ของความนิยมของกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิชุดแรก ฉินเหยาก็มั่นใจในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่มากเช่นกัน
นางได้ให้หลิวจ้งคอยสังเกตการณ์พ่อค้าผ้าแพรพรรณตามที่ต่างๆ เพื่อทำการจัดซื้อและให้ซ่งอวี้ไปหาช่างฝีมือที่ทำผ้าแพรพรรณเป็นกลับมา รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม กระเป๋าหนังใบแรกก็จะถือกำเนิดขึ้น
เมื่อถึงตอนนั้น หากนางต้องการเดินทางไกลก็จะสามารถใช้กระเป๋าเดินทางที่พกพาสะดวกได้ ไม่ใช่หีบไม้ที่หนักอึ้งหรือห่อผ้าที่บอบบาง
ฉินเหยามองธนบัตรในหีบไม้อีกครั้ง หักหนึ่งในสามที่เป็นค่าประชาสัมพันธ์ของจวนองค์หญิงแล้วก็ยังเหลืออีกหนึ่งหมื่นสามพันสามร้อยตำลึง
หากที่บ้านไม่มีใครทำผิดกฎหมายก็ถือว่าบรรลุถึงระดับอิสรภาพทางการเงินแล้ว
“เจ้าสี่ ต่อไปเรื่องร้านเฉพาะทางที่เมืองหลวงก็มอบให้เจ้าดูแลนะ” ฉินเหยาใจกว้างกับลูกน้องเสมอ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของหลิวเฝย นางหยิบธนบัตรหนึ่งพันตำลึงออกมาจากหีบแล้วยัดใส่มือเขา
หลิวเฝยประหลาดใจอย่างยิ่ง “พี่สะใภ้สาม นี่มากเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้…”
ฉินเหยามองเขาอย่างแน่วแน่ “อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ รางวัลแบบนี้มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ส่วนใหญ่เป็นรางวัลที่เจ้าส่งค่าประชาสัมพันธ์เข้าไปในจวนองค์หญิงใหญ่ในนามของโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวได้สำเร็จ”
“ต่อไปเรื่องที่เมืองหลวงก็ให้รวมถึงเรื่องส่งค่าประชาสัมพันธ์ด้วย เข้าใจแล้วใช่ไหม”
ฉินเหยาหยิบส่วนที่จะส่งให้องค์หญิงใหญ่ออกมาจากหีบแล้วยื่นให้หลิวเฝย
หลิวเฝยอ้าปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบอย่างรู้กาลเทศะ เขาเก็บเงินทั้งหมดให้เรียบร้อย มองดูเงินหนึ่งพันตำลึงที่เป็นของตนเอง ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ นี่คือเงินหนึ่งพันตำลึงก้อนแรกที่เขาหามาได้ด้วยความสามารถของตนเอง
“โอ้ เกือบลืมไป” หลิวเฝยรีบเก็บธนบัตรให้เรียบร้อยแล้วหยิบถุงผ้าสีเทาใบหนึ่งออกมา มอบคืนให้ฉินเหยาด้วยสองมืออย่างเคารพ
เหตุผลที่เขาสามารถส่งเงินเข้าไปในจวนองค์หญิงได้สำเร็จนั้น ต้องขอบคุณของในถุงผ้าที่พี่สะใภ้สามให้มานี้
ฉินเหยารับมาเปิดดูข้างใน เมื่อยืนยันว่าป้ายคำสั่งที่มู่หลิงให้มายังคงสมบูรณ์ดีก็พยักหน้ายิ้มพลางใส่ป้ายกลับเข้าไปในหีบไม้แล้วยกหีบออกไป
ก่อนจะเปิดประตูห้อง ฉินเหยาก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง “ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองหลวง มีข่าวเกี่ยวกับอาจารย์กงเหลียงบ้างหรือไม่”
หลิวเฝยส่ายหน้าตอบ “ไม่มีเลยขอรับ”
แต่สมองของคนหนุ่มนั้นว่องไวมาก เขารีบถามฉินเหยาว่าอยากรู้อะไร รอให้เขาเข้าเมืองหลวงครั้งหน้าจะรีบไปสืบข่าวให้
“ไม่มีก็ช่างเถอะ” ฉินเหยาโบกมือ กลัวว่าหลิวเฝยจะทำอะไรโดยพลการเพื่อเอาใจตนเองจึงเตือนอย่างจริงจัง “เจ้าเองก็ไม่ต้องไปสืบนะ หากไปก่อเรื่องอะไรเข้า อย่าหวังว่าจะจบด้วยดี!”
“ดูแลตัวเองกับร้านให้ดีก็พอแล้ว”
หลิวเฝยเห็นสีหน้าจริงจังของนางก็รีบรับคำ อย่างไรก็ตาม ฟังคำพูดของพี่สะใภ้สามย่อมไม่มีผิดพลาด
แต่ฉินเหยาเพิ่งจะกำชับเสร็จ หลิวเฝยเพิ่งจะออกจากประตูไปก็ถูกหลิวจี้ดึงไปข้างๆ แล้วถามคำถามเดียวกัน
“ไม่มีข่าวของท่านอาจารย์แล้วของบ้านเสนาบดีฉีเล่า ไม่มีเลยหรือ มหาบัณฑิตกลับเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ในเมืองหลวงไม่มีใครพูดถึงเลยหรือ” หลิวจี้ไม่เชื่อว่าหลิวเฝยจะไม่ได้ยินข่าวอะไรเลยจึงเอาแต่คาดคั้นไม่หยุด
หลิวเฝยต้านไม่ไหวจึงดึงมือของหลิวจี้ที่ขยุ้มคอเสื้อของตนเองออก “พี่สามให้ข้าคิดก่อน ข้าขอคิดก่อน…”
หลิวจี้แค่นเสียงแล้วกอดอกรอ “รีบคิด!”
หลิวเฝยเขย่งเท้าชะเง้อมองไปทั่ว พยายามหาพี่สะใภ้สามผู้ซึ่งเป็นดาวข่มของหลิวจี้ให้มาช่วยเหลือตนเอง
แต่น่าเสียดาย ฉินเหยาถือเงินมากมายขนาดนั้นนางจึงเรียกเด็กๆ ขึ้นรถกลับบ้านไปซ่อนเงินแล้ว
พอหาคนช่วยไม่ได้ มองดูคนพาลที่กักตนเองไว้กับมุมกำแพง หลิวเฝยก็อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
“พี่สาม ไม่มีจริงๆ ช่วงที่ข้าอยู่เมืองหลวงได้ยินแต่พวกขุนนางแอบบ่นลับหลังว่าองค์หญิงใหญ่โหดเหี้ยมอำมหิต อาฆาตพยาบาท ไม่ได้ยินใครพูดถึงอาจารย์กงเหลียงหรือคุณชายน้อยฉีเลย”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างสงสัย “องค์หญิงใหญ่โหดเหี้ยมอำมหิต อาฆาตพยาบาทอย่างไร”
“เหมือนจะพูดว่าทำร้ายขุนนางผู้ภักดี คนพิการไปแล้วก็ยังไม่ปล่อยไปอะไรทำนองนั้น”
อย่างไรเสียก็เป็น ‘ผู้ประชาสัมพันธ์’ กล่องเครื่องใช้สตรีของบ้านตนเอง หลิวเฝยจึงไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระเหล่านี้
เมื่อเห็นหลิวจี้ตกอยู่ในภวังค์ เขาก็รีบหนีไปทันที