ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 597 เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน
ตอนที่ 597 เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น หลิวจี้ถึงได้เดินเข้าบ้านมาอย่างหดหู่
ฉินเหยาถามเขา “ไปไหนมา”
นางไม่ถามก็ยังดี พอถามหลิวจี้ก็โกรธขึ้นมาทันที “ข้าเพิ่งไปเรือนปทุมมา กะว่าจะหาร่างต้นฉบับที่อาจารย์เขียนไว้มาดูสักหน่อย แต่บิดามันเถอะ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แม้แต่กระดาษร่างแผ่นเดียวก็ถูกพวกทหารม้าเกราะดำนั่นค้นไปหมดแล้ว!”
หลิวจี้เองก็แปลกใจ “เมียจ๋า เจ้าว่าพวกทหารม้าเกราะดำนั่นของรัชทายาทเป็นคนแบบไหนกัน ถึงได้มีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ ข้าไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากลับมาค้นของไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
บางครั้งฉินเหยาก็สงสัยในสติปัญญาของหลิวจี้จริงๆ นางยกมือชี้ไปทางสำนักศึกษา “ทหารม้าเกราะดำไปแล้ว แต่ยังมีคนหนึ่งที่ยังไม่ไปนี่”
หลิวจี้มองตามทิศที่นางชี้ไปก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที เขาตบต้นขาตัวเองดังป้าบ “เจ้าเจินอวี้ไป๋!”
เขากำลังจะเรียกอาวั่งให้รีบไปที่สำนักศึกษาเพื่อทวงร่างต้นฉบับของอาจารย์คืนมา
อาวั่งปรากฏตัวขึ้นในทันที แต่ปากกลับเอ่ยวาจาไร้ความปรานีออกมาว่า “นายท่าน ท่านไปก็เอามาไม่ได้หรอก อยู่ทานอาหารเย็นเถอะขอรับ”
หลิวจี้มองอย่างโกรธเคือง “ร่างต้นฉบับของอาจารย์ข้า ข้าซึ่งเป็นลูกศิษย์ ทำไมจะเอามาไม่ได้”
อาวั่งวิเคราะห์อย่างใจเย็น “เจินอวี้ไป๋ไปที่เรือนปทุมเมื่อคืนวานซืน ตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันแล้ว ร่างต้นฉบับคงถูกย้ายไปนานแล้ว ต่อให้ท่านไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
เดี๋ยวก่อน!
หลิวจี้มองอาวั่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเองและฉินเหยาที่นั่งกินผลไม้อย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องโถงอย่างตกตะลึง “พวกเจ้ารู้?”
อาวั่งไม่พูด เพียงมองไปที่ฉินเหยา เขาก็แค่ทำตามคำสั่ง ฮูหยินไม่ได้บอกให้ขัดขวางเจินอวี้ไป๋
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นอาจจะ…มีความสำคัญอยู่บ้างสำหรับนายท่านใหญ่ แต่! ฮูหยินไม่ได้สั่ง!
ฉินเหยาดื่มชาไปหนึ่งอึกเพื่อแก้เลี่ยนจากผลไม้แล้วพยักหน้าอย่างใจเย็น “ข้ารู้ ข้ารู้ด้วยว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นไม่มีเนื้อหาสำคัญอะไร”
หลิวจี้เข้าใจเหตุผลทั้งหมด “แต่มันก็เป็นของดูต่างหน้านะ…” เขาเหลือบมองนางอย่างน้อยใจราวกับว่าเพราะนางไม่เตือนเขาจึงเป็นความผิดของนางอย่างนั้น
ฉินเหยาหัวเราะเสียงเย็นแล้วชี้ไปที่หลิวจี้พลางสั่งสอน “เจ้าควรจะโทษตัวเอง ก่อนหน้านี้เจินอวี้ไป๋เหลือเวลาไว้ให้ตั้งเยอะ ในเมื่อเจ้าคิดว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นสำคัญก็ควรจะเก็บกลับมาเองก่อน”
หลิวจี้ “…”
ช่างเถอะ กินข้าว!
เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับร่างต้นฉบับจึงผ่านไปในมื้อค่ำที่แสนอบอุ่น
หลังมื้ออาหาร ซื่อเหนียงก็อุ้มฉินเจ็ดสายที่อาเล็กให้เข้ามาอย่างทุลักทุเลพลางดึงหลิวจี้เอาไว้ อยากจะให้ท่านพ่อสอนตนเองดีดฉิน
หลิวจี้จะเล่นเป็นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ถูกกงเหลียงเหลียวกดดันให้เรียนศาสตร์ทั้งหกของบัณฑิตก็มีเพียงวิชาคำนวณเท่านั้นที่พอจะทนเรียนต่อไปได้
ทั้งยังถูกกงเหลียงเหลียวกดดันให้สืบทอดเคล็ดวิชาจึงจำต้องเรียนมาอย่างไม่อาจขัดขืน
แน่นอนว่า วิชาอื่นๆ อีกหลายอย่างในหมู่บ้านก็ไม่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้เรียนได้ เช่น การบังคับรถม้าศึก ม้าน่ะมี แต่ที่เขาหมายถึงคือรถม้าศึกซึ่งเป็นของที่ควบคุมโดยกองทัพของราชสำนัก ฉินเหยามีเงินก็หาไม่ได้
ส่วนฉินนี้ อยู่ในแขนงย่อยของวิชาดนตรีเสียอีก เรียกได้ว่ามืดแปดด้านโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อเห็นดวงตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของลูกสาว ผู้เป็นบิดาก็ต้องรักษาหน้า จะเอ่ยคำว่า ‘ไม่เป็น’ ออกมาไม่ได้จึงทำได้เพียงฝืนใจนั่งลงแล้วหยิบตำราเพลงขึ้นมาทำทีเป็นพินิจดู
ในใจก็โล่งอก โชคดีที่ถูกศิษย์พี่ตัวน้อยกดดันให้อ่านหนังสือมามากมาย ประสบการณ์จริงเป็นศูนย์ แต่ประสบการณ์ทางทฤษฎีนั้นพอจะหลอกเด็กแปดขวบคนหนึ่งได้สบายๆ
เพียงแต่เสียงฉินที่ไม่เป็นเพลงนั้นทำเอาคนทั้งบ้านทำหน้าเหยเกด้วยความสงสัย
เอ้อร์หลางถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ท่านพ่อ ท่านแน่ใจหรือว่าฉินใช้นิ้วเดียวดีดน่ะ”
ซานหลางนั้นตรงไปตรงมามาก เขาอุดหูแล้วมองบิดาแก่ๆ อย่างโกรธเคือง “ท่านพ่อ ท่านเลิกดีดได้ไหม ฟังแล้วน่ารำคาญยิ่งกว่าเสียงยุงหึ่งๆ เสียอีก”
หลิวจี้ร้อง “เหอะ” ออกมาแล้วหยิบตำราเพลงขึ้นมาตีที่ก้นของเจ้าเด็กสามคนนี้ไปหนึ่งที “ไม่เข้าใจก็หุบปาก นี่เรียกว่าตั้งสาย เจ้าเด็กน้อยพวกนี้จะไปรู้อะไร หากตั้งเสียงไม่ตรงแล้ว เสียงฉินจะไพเราะได้อย่างไร”
ซานหลางกุมก้นแล้ววิ่งไปหลบหลังท่านแม่อย่างน้อยใจ ถึงแม้ท่านพ่อจะดีดฉินไม่เพราะ แต่ก็ยังอยากจะร่วมวงด้วย
ต้าหลางไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเป็นการไว้หน้าท่านพ่อของตนเองอย่างเต็มที่
เพียงแต่เหลือบไปเห็นท่านแม่ที่ดื่มชาแทะเมล็ดแตงโมอย่างใจเย็น แถมยังไขว่ห้างฮัมเพลงได้อีกด้วยก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ
เสียงฉินน่าเกลียดเพียงนี้ ท่านแม่ยังสามารถฟังได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ช่างแข็งแกร่งจริงๆ
หารู้ไม่ว่า ในหูทั้งสองข้างใต้ปอยผมนั้นถูกอุดด้วยสำลีไปนานแล้ว
หลิวจี้กับซื่อเหนียงวุ่นวายอยู่กับฉินตัวหนึ่งทั้งคืน ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยเสียง ‘ติงตัง’ ไม่เป็นเพลง
คนในหมู่บ้านมีปฏิกิริยาอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่เจินอวี้ไป๋ที่อยู่บ้านห่างจากบ้านของฉินเหยาโดยมีเพียงเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งกั้นนั้นศีรษะแทบจะระเบิดแล้ว!
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว กลางคืนก็นอนหลับยากเป็นทุนเดิม พอถูกเสียงฉินรบกวนก็ยิ่งตาค้างเข้าไปใหญ่
หากไม่ได้ยินกับหูตัวเอง เขาคงไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ไม่มีหัวด้านดนตรีได้ถึงขนาดนี้ ดีดมานานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้าที่เข้าทางเลย ดีดมั่วไปหมด ฟังแล้วแสบแก้วหูจะตาย
แต่คนผู้นี้กลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังรบกวนเพื่อนบ้านอยู่
แต่ก็แปลก หมู่บ้านบนเขานี้จะมีบ้านใครที่มีฉินกัน
มองตามทิศทางที่เสียงฉินดังมาก็พบว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
เจินอวี้ไป๋ยืนอยู่บนลานโล่งของสำนักศึกษาจ้องมองไปยังเรือนหลังเล็กที่มีแสงเทียนส่องสว่างฝั่งตรงข้าม หูของเขาเมินเสียงอึกทึกที่ไม่เป็นเพลงนั้นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา คิ้วก็ขมวดเล็กน้อย
ตอนที่ส่งร่างต้นฉบับทั้งหมดที่กงเหลียงเหลียวเขียนไว้ในเรือนปทุมขึ้นไป เขาก็ ‘บังเอิญ’ เห็นจดหมายที่สายลับแกะมาจากขานกพิราบสื่อสาร
จดหมายฉบับนี้ไม่รู้ว่าจะส่งให้ใคร แต่กลับมาเปลี่ยนมือที่นี่ ทำให้เขาเห็นเข้า
เนื้อความจดหมายกล่าวว่า ‘ตั้งแต่เข้าเมืองหลวง โรคเก่ากำเริบ ยังมีอาการป่วยทางใจและซึมเศร้าร่วมด้วย เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน’
สรุปคือ หลังจากที่สายลับอ่านจดหมายแล้วก็สั่งให้เขาวาดแผนผังเรือนปทุมส่งกลับไปเพื่อพยายามสร้างเรือนปทุมที่เหมือนกันทุกประการขึ้นในเมืองหลวงเพื่อรักษาอาการซึมเศร้า
นี่ก็เป็นภารกิจสุดท้ายที่เบื้องบนมอบหมายให้เขา หลังทำเรื่องนี้เสร็จ เขากับตำหนักบูรพาก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก
การวาดแผนผังนั้นง่าย เจินอวี้ไป๋วาดเสร็จและส่งออกไปแล้ว
น่าขำที่วันนี้เป็นวันที่เขาเป็นอิสระจากการถูกควบคุม แต่กลับรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
โชคดีที่ยังมีงานสอนหนังสือให้ทำ ต่อไปค่อยๆ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็คงจะพบสิ่งที่ตนเองสนใจเอง
เสียงฉินจากฝั่งตรงข้ามหยุดลงในที่สุด เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก หันหลังกลับเข้าห้องไป เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนปรอยๆ ออกแล้วขึ้นเตียงนอนลง
ก่อนจะหลับไป ในหัวมีความคิดต่างๆ วุ่นวายไปหมด เขานึกถึงเรื่องที่ตนเองตกลงไปในร่องหินเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วและถูกช่วยขึ้นมาอีกครั้ง
สารถีกับม้าตายหมด ตอนแรกเขาคิดว่าตนเองก็คงจะต้องตายอย่างอนาถ ไม่คิดว่ารถม้าที่หนักอึ้งเพียงนั้นจะถูกคนยกขึ้นมาอย่างง่ายดายและช่วยตนเองออกมาจากร่องที่แคบแสนอึดอัดนั้นได้
นับดูแล้ว เขายังติดหนี้ชีวิตคนเหล่านี้อยู่ครึ่งหนึ่ง
พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนไปบ้านผู้ใหญ่บ้านสักเที่ยวดีกว่า เมื่อคิดเช่นนี้ ความคิดที่วุ่นวายจึงค่อยๆ สงบลงและหลับไปอย่างสงบ
พอฝนฤดูใบไม้ผลิมาเยือนก็จะตกๆ หยุดๆ ต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งเดือน บางวันแดดออกบางวันก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
เจินอวี้ไป๋สอนหนังสือเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งวัน หลังส่งนักเรียนทุกคนกลับบ้านแล้ว บนท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนปรอยๆ ราวกับขนวัวอีกครั้ง
เขาปิดประตูห้องเรียน กางร่มกระดาษน้ำมันแล้วค่อยๆ เดินไปยังบ้านที่อยู่บนเนินเขาทางเหนือ