ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 598 อาจารย์สอนฉิน
ตอนที่ 598 อาจารย์สอนฉิน
“ท่านอาจารย์!”
เพราะเพิ่งเลิกเรียนและยังไม่ทันได้กลับบ้าน เสี่ยวไหลฝูที่กำลังจับแมลงให้ไก่อยู่ใกล้ๆ โรงโม่น้ำริมแม่น้ำจึงตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
ในใจคิดว่า วันนี้ที่สำนักศึกษาตนเองไม่ได้ทำผิดอะไรเสียหน่อย
เจินอวี้ไป๋มีหรือจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่
เขาไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเจ้าตัวเล็กจึงเอ่ยขึ้นก่อนว่าตนเองไม่ได้มาหาพ่อแม่ของเขาแล้วยิ้มถามว่า “เลิกเรียนแล้วทำไมยังไม่กลับบ้าน มาทำอะไรอยู่ที่นี่”
เมื่อรู้ว่าท่านอาจารย์ไม่ได้มาหาพ่อแม่ของตน เสี่ยวไหลฝูก็โล่งใจขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่แมลงยื่นไปให้ท่านอาจารย์ดูอย่างยิ้มแย้มแล้วเงยหน้าขึ้นถามอย่างสงสัย
“ท่านอาจารย์จะไปหาฮูหยินหรือขอรับ”
เจินอวี้ไป๋พยักหน้าพลางเหลือบมองตั๊กแตนที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผู้ใหญ่บ้านอยู่บ้านหรือไม่”
“อยู่ขอรับ” เสี่ยวไหลฝูปิดฝากระบอกไม้ไผ่แล้วใส่เข้าไปในช่องว่างของหีบหนังสือ ลากหีบหนังสือพลังเซียนของตนเองพลางโบกมือเอ่ยอย่างใจกว้าง “ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้ ฮูหยินเพิ่งกลับมาจากไร่ขอรับ”
เจินอวี้ไป๋เดินตามเจ้าตัวเล็กไปแล้วถามขึ้นอีกว่า “หลิวจวี่เหรินอยู่หรือไม่”
“ไม่อยู่ขอรับ” เสี่ยวไหลฝูพูด “นายท่านกับท่านอาอาวั่งไปเก็บค่าเช่าที่ในเมืองขอรับ”
เพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีไป ปีนี้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิได้ผลผลิตดีมาก นายท่านบอกว่าเดี๋ยวจะเอาข้าวสารที่เก็บมาได้ไปขายแล้วจะแอบซื้อผลไม้มาให้พวกเขากินด้วย
จริงสิ ที่เมืองข้างๆ ยังมีสวนผลไม้ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ดอกสาลี่บานแล้ว นายท่านบอกว่ารอให้เขาว่างก่อนแล้วจะพาพวกเขาไปชมสวนวาดภาพ เขาจึงตั้งตารอคอยเป็นอย่างมากทีเดียว
แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเล็กนั้นยังไม่รู้ว่านายท่านของตนเองเป็นพวกที่ชอบวาดวิมานในอากาศ หากพูดไปแล้ว พอหันกลับมาถามอีกทีเขาก็จะตอบอย่างใสซื่อว่า “หือ ข้าลืมไปแล้ว!”
เจินอวี้ไป๋ไม่รู้ถึงความคาดหวังของเด็กน้อย เมื่อได้ยินว่าหลิวจี้ไม่อยู่ ฝีเท้าก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าไหนๆ ก็มาแล้วจึงยังคงเดินตามเด็กน้อยเข้าไปในบ้านของฉินเหยา
“ฮูหยิน! ท่านอาจารย์มาขอรับ!” เสี่ยวไหลฝูพอเข้าประตูมาก็ทิ้งหีบหนังสือลงตะโกนพลางวิ่งเข้าไปในห้องโถง
เมื่อไม่เห็นคนก็วิ่งออกมาตะโกนไปทางสวนหลังบ้าน “ฮูหยิน ฮูหยิน! ท่านอาจารย์มาหาท่านขอรับ!”
หลี่ซื่อกำลังตากผ้าอยู่ในสวนหลังบ้าน พอได้ยินเสียงก็รู้สึกระอา นางตะคอกเบาๆ ว่า “เบาๆ หน่อย ฮูหยินอยู่ในสวนผัก”
เสี่ยวไหลฝูพยักหน้าหงึกๆ แล้วบอกมารดาว่าท่านอาจารย์มาแล้วรีบวิ่งไปยังสวนผักเพื่อแจ้งข่าวให้ฮูหยินทราบ
ฉินเหยาเก็บผักกลับมาหนึ่งกำมือ ตอนที่ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้ามาในห้องโถงนั้น หลี่ซื่อก็ชงชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แขกผู้มาเยือนกำลังถือถ้วยชายืนชื่นชมภาพวาดแนวนามธรรมที่หลิวจี้ยืนกรานจะแขวนไว้บนผนังห้องโถงอยู่
“แค่กๆ!” ฉินเหยาไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วน เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋ละสายตาจากภาพวาดแล้วนางก็เดินไปยังที่นั่งประธานแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ท่านอาจารย์มีเวลามาได้อย่างไรหรือ”
มุมห้องโถงมีฉินของซื่อเหนียงวางอยู่ ของที่เพิ่งได้มาใหม่มักจะรู้สึกแปลกใหม่เสมอ เมื่อคืนดีดกับท่านพ่อทั้งคืนยังไม่พอ นางยังประกาศว่าต่อไปนี้ทุกคืนหลังทำการบ้านเสร็จจะต้องฝึกอีกครึ่งชั่วยาม
ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่านางจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน แต่ในฐานะผู้ปกครองย่อมไม่สามารถปฏิเสธความตั้งใจเรียนของลูกได้อยู่แล้ว พอรุ่งเช้าจึงให้อินเยว่ยกโต๊ะยาวตัวหนึ่งมา จัดวางฉินตัวนี้ไว้ที่มุมห้องโถง
เจินอวี้ไป๋มองฉินตัวนั้นแล้วพูดกับฉินเหยาว่า “เมื่อคืนข้าดับไฟเตรียมจะนอนแต่หัวค่ำแล้ว แต่จู่ๆ ก็ถูกเสียงฉินปลุกให้ตื่นขึ้นมา ที่แท้ก็เป็นคนในบ้านของผู้ใหญ่บ้านกำลังฝึกฉินอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดกำลังร่ำเรียนอยู่หรือขอรับ”
ฉินเหยาแอบด่าในใจว่า ‘หลิวจี้ เจ้าคนน่าขายหน้า!’
แต่บนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มตอบว่า “เป็นของซื่อเหนียงบ้านข้าน่ะ อาเล็กของนางเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงแล้วนำฉินตัวนี้กลับมาฝาก ท่านอาจารย์ก็ทราบดีว่าชนบทอย่างเราจะมีอาจารย์สอนฉินได้อย่างไร เด็กน้อยรู้สึกว่าสนุกก็เลยดีดเล่นไปตามประสา ทำให้ท่านหัวเราะเยาะแล้ว”
เจินอวี้ไป๋พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เขาเดินไปที่โต๊ะวางฉินแล้วสำรวจดูอย่างละเอียด ก็เป็นแค่ฉินธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง สายหย่อนไปสองเส้น ยังไม่ได้ขึงให้ตึง เพียงดูก็รู้แล้วว่าเจ้าของไม่รู้วิธีใช้มันเลย
ไม่มีธุระไม่เข้าบ้าน ฉินเหยาเห็นเขามาถึงแล้วก็ยังไม่พูดธุระเสียที ขณะที่กำลังจะเอ่ยเร่งรัดก็ได้ยินเจินอวี้ไป๋พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“พูดตามตรง ข้าเองก็พอจะมีความรู้ด้านการดีดฉินอยู่บ้าง หากผู้ใหญ่บ้านไม่รังเกียจ หลังเลิกเรียนข้าสามารถสอนซื่อเหนียงบ้านท่านดีดฉินได้”
ฉินเหยาใจเต้นขึ้นมาทันทีจึงไม่เอ่ยเร่งแล้ว รีบถามเขาว่าเขาว่างเมื่อไหร่ ค่าเล่าเรียนจะคิดอย่างไร
ที่บ้านไม่ขาดเงิน ลูกเองก็มีความสนใจ ให้ลูกเรียนเสริมตามความสนใจบ้างจะเป็นไรไป!
พอได้ยินเจินอวี้ไป๋บอกว่าไม่คิดเงิน ฉินเหยาก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ดูหล่อเหลาขึ้นมาทันที
นอกบ้านมีเสียงรถม้าดังมา หลิวจี้กับอาวั่งกลับมาแล้ว รถม้าลากข้าวสาลีมาเต็มคันรถ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกขายเป็นเงินสดไปแล้ว
หลิวจี้ลงจากรถม้า โยนแส้ให้อาวั่งแล้วก็วิ่งเข้ามาในบ้านอย่างตื่นเต้น “เมียจ๋า ปีนี้เก็บค่าเช่าเพิ่มมาได้ตั้งสองตำลึงแน่ะ…เอ๊ะ? เจินอวี้ไป๋ เจ้ามาทำอะไรที่นี่น่ะ?!”
ชายหญิงอยู่กันสองต่อสองในห้อง ชายผู้นั้นก็หน้าตาดูดีอยู่บ้าง หลิวจี้จึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถง ยืนคั่นกลางระหว่างคนสองคนทันที
เขากำลังจะอวดเมียจ๋าถึงผลงานของวันนี้ พอมองไปก็เห็นความพึงพอใจที่ไม่ทันเก็บซ่อนในแววตาของนาง สัญญาณเตือนภัยในใจของหลิวจี้จึงดังขึ้นมาทันที เขาสติแตกในทันที
“เมียจ๋า พวกเจ้ากำลังคุยอะไรกันหรือถึงได้มีความสุขขนาดนี้” หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดัดเสียงถามอย่างประชดประชัน
พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะเหลือบมองเจินอวี้ไป๋อย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าเขายืนอยู่ข้างโต๊ะฉินสุดที่รักของลูกสาวตนเองก็เดินเข้าไปสองสามก้าวแล้วดึงคนออกไป “ท่านอาจารย์ระวังหน่อยนะ ฉินตัวนี้ทั้งหมู่บ้านมีอยู่ตัวเดียว ทำพังแล้วท่านชดใช้ไม่ไหวหรอก”
มุมปากของเจินอวี้ไป๋กระตุกเล็กน้อย เจตนาร้ายของหลิวจี้แทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้สึกได้อย่างไรจึงถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างจนปัญญา กลับไปนั่งที่นั่งแขก ยกกาน้ำชาขึ้นมารินชาใส่ถ้วยชาที่ว่างเปล่าของตนเอง รินไปพลางอธิบายไปพลางว่า
“นายท่านหลิวอย่าเข้าใจผิด ตัวข้าน้อยไม่ได้มีความสามารถอะไร แต่พอจะรู้เรื่องพิธีกรรมและดนตรีอยู่บ้าง เพิ่งจะหารือกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องที่คุณหนูสี่จะเรียนฉินอยู่พอดี”
หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามเขา อยากจะดื่มชาแต่หาไม่เจอเลยไม่ดื่มแล้ว เขากระแอมในลำคอแล้วพูดอย่างเย้ยหยัน “ข้าขอบคุณเจ้าแล้วกัน แต่ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว บอกมา! เจ้ามาทำอะไรที่บ้านข้า”
ฉินเหยารินชาถ้วยหนึ่งวางไว้ข้างมือของหลิวจี้ที่กำลังโมโห หลิวจี้นึกยินดีขึ้นมาในใจจนเกือบจะเสียกริยาฉีกยิ้มออกมาแล้ว
ดื่มชาไปหนึ่งถ้วยก็มีแรงฮึดขึ้นมาเต็มเปี่ยม เขาจ้องมองคนที่อยู่ตรงข้าม รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร
เจินอวี้ไป๋รู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย หลังดื่มชาไปอึกหนึ่งให้ชุ่มคอ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยปากว่า
“นายท่านหลิว ท่านอาจารย์ของท่านอาจจะอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก”
เมื่อประโยคนี้เอ่ยออกมา หลิวจี้ก็แทบจะกระโดดขึ้นไปชกเขา “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร อาจารย์ของข้าอยู่ที่เมืองหลวงสุขสบายดี เจ้าจะรู้อะไร!”
เจินอวี้ไป๋ไม่โต้เถียงกับเขา เพียงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “โรคเก่ากำเริบ ป่วยทางใจและซึมเศร้า เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน”
หัวใจของหลิวจี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเจินอวี้ไป๋ไม่เหมือนกับว่าจงใจมาแกล้งให้ตนเองตกใจจึงเงียบลงในทันที
“ทุกตัวอักษรข้าเห็นมากับตา จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน ข้าเพียงแต่ระลึกถึงบุญคุณที่ผู้ใหญ่บ้านเคยช่วยชีวิตเอาไว้จึงมาเตือนสักหน่อย”
เจินอวี้ไป๋ประสานมือคารวะฉินเหยา “ผู้ใหญ่บ้าน ในเมื่อนายท่านหลิวไม่ต้อนรับข้าน้อย เช่นนั้นข้าน้อยก็ขอตัวก่อน”
เขาลุกขึ้น หยิบร่มที่วางไว้ที่ระเบียงแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สองสามีภรรยาที่อยู่ในห้องมองหน้ากันไปมา