ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 601 แค่ได้ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 601 แค่ได้ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว
ตอนที่ 601 แค่ได้ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว
ค่ำคืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนที่มิอาจข่มตาหลับลงได้
หลิวจี้กลับมาถึงห้องหนังสือก็หยิกต้นขาตนเองอย่างแรง เจ็บปวดจนต้องแยกเขี้ยวยิงฟัน ในที่สุดจึงเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องโถงเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริง
เขาทนไม่ไหวจึงกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้องอยู่นานสองนาน อารมณ์ตื่นเต้นยินดีถึงได้สงบลงเล็กน้อย
เมื่อเอนกายลงบนเตียง หลิวจี้ก็อดคิดถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง สภาพการณ์ของท่านอาจารย์ ความเย็นชาของศิษย์พี่ตัวน้อยและเหตุผลที่สตรีใจร้ายในบ้านตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้
เหตุผลนั้นยังคิดไม่ออก แต่…ยามที่นางเอ่ยปากตัดสินใจว่าทั้งครอบครัวจะเข้าเมืองหลวงในวันนี้ ช่างงดงามอย่างยิ่ง!
หลิวจี้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะแล้วหัวเราะคิกคักออกมา จากนั้นก็บิดตัวด้วยความดีใจอยู่บนเตียงดังหนอนตัวหนึ่ง
หากนี่ไม่เรียกว่ารักแล้วสิ่งใดเล่าจึงจะใช่!
ทางด้านห้องเด็ก ต้าหลางที่กำลังรวบรวมของล้ำค่าของตนเองออกมาเพื่อเตรียมคัดเลือกพลันหูผึ่งขึ้นมา เสียง ‘คิกคิกคิก’ นั่นมันเสียงประหลาดอันใดกัน
เขาเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเอ้อร์หลางแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าได้ยินเสียงประหลาดอันใดหรือไม่”
ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ เอ้อร์หลางตกใจกับคำถามกะทันหันนี้ของพี่ใหญ่ เขาจึงกลั้นหายใจตั้งใจฟัง ในใจยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ “พี่ใหญ่ ไม่มีเสียงประหลาดอันใดเลยนะ…”
ต้าหลางขมวดคิ้วแล้วลองฟังอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่มีแล้วจริงๆ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ดังสวบสาบเท่านั้น
“ไม่มีอันใดแล้ว พวกเราเก็บสัมภาระกันต่อเถิด” ต้าหลางโบกมือ เอ้อร์หลางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วจัดของของตนเองต่อไป
สำหรับเขาแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าตำราอีกแล้ว
เขาคัดตำราที่ตนเองท่องจนจำได้ขึ้นใจแล้วออก นำเล่มที่ยังจำได้ไม่ละเอียดใส่ลงไปในหีบหนังสือ นี่คือทั้งหมดที่เขาเตรียมจะนำไปยังเมืองหลวงด้วย
ส่วนเสื้อผ้าและรองเท้า ในเมื่อท่านแม่บอกว่ามีรถม้าเพียงคันเดียว เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาก็สวมหนึ่งชุดพกไปหนึ่งชุดก็พอ หากขาดเหลือสิ่งใด เมื่อถึงที่นั่นแล้วค่อยซื้อหาก็แล้วกัน
ภายใต้สายตาคาดหวังของน้องชายน้องสาว เอ้อร์หลางก็ดึงเอากระปุกออมสินของสี่พี่น้องออกมาจากใต้เตียง มันเป็นหีบไม้ใบไม่ใหญ่ แต่ยกขึ้นมาแล้วกลับหนักอึ้ง
ซานหลางเท้าคางเร่งเร้าอย่างคาดหวัง “พี่รอง ข้ายังเหลือเงินอยู่เท่าใด”
ต้าหลางและซื่อเหนียงต่างก็จับจ้องไปยังหีบไม้ใบเล็กนั้นอย่างคาดหวังเช่นกัน ข้างในนั้นคือเงินค่าขนมและเงินอั่งเปาที่พวกเขาเก็บสะสมมาตลอดสองปีนี้ อีกทั้งยังมีเครื่องเงินเครื่องหยกมีค่าที่ท่านแม่มอบให้ด้วย
ห้องในบ้านมีจำกัด สี่พี่น้องอยู่ห้องเดียวกัน พื้นที่เก็บของที่เหลืออยู่จึงไม่เพียงพอให้แต่ละคนเก็บของสำคัญของตนเองได้จึงนำมารวมไว้ที่เดียวกันแล้วมอบให้เอ้อร์หลางเป็นผู้ดูแล
เขาคิดบัญชีได้ชัดเจน ใครเบิกไปเท่าใด คืนมาเท่าใด เหลือเท่าใดล้วนจำได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นต้าหลาง ซานหลางและซื่อเหนียงจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ที่ให้เขาเป็นผู้ดูแลเงิน
เอ้อร์หลางก็ไม่ได้ทำเปล่าๆ เขาเก็บค่าดูแลด้วย คนละห้าเหวินต่อเดือน ถือเป็นราคามิตรภาพ มีคุณธรรมอย่างยิ่ง
เอ้อร์หลางหยิบพวงกุญแจที่แขวนอยู่บนคอออกมาแล้วใช้ดอกหนึ่งในนั้นเปิดหีบเงิน ด้านในเต็มไปด้วยเหรียญเงินและเศษเงินตำลึง อีกทั้งยังมีสมุดบัญชีเล่มเล็กอยู่ด้วย
เอ้อร์หลางเปิดสมุดบัญชีแล้วชี้ไปที่พี่ใหญ่ “ไม่รวมของมีค่าอื่นๆ พี่ใหญ่มีเงินสองตำลึงสามเฉียนพอดี”
แล้วชี้ไปที่ซานหลางที่กำลังมองมาด้วยแววตาคาดหวังพร้อมกล่าวอย่างรังเกียจ “เจ้ายังเหลือเงินห้าสิบเหวิน!”
ซานหลางที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังถึงกับผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เขาถามอย่างไม่เชื่อ “เหตุใดข้าจึงมีเพียงห้าสิบเหวิน แต่พี่ใหญ่กลับมีถึงสองตำลึงกว่าเล่า”
ซื่อเหนียงกลอกตาใส่เขา “ทุกวันที่เจ้าเลิกเรียนจะต้องเบิกสิบเหวินไปซื้อของกินในเมือง เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ”
ซานหลางแค่นเสียง “พวกเจ้าก็ได้กินด้วยนี่นา!”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงต่างมองหน้ากันแล้วนิ่งเงียบไป ในจุดนี้พวกเขาต้องยอมรับว่าซานหลางใจกว้างมากจริงๆ มีของดีก็แบ่งปันให้พวกเขาทุกครั้ง
“ก็ได้ๆ ข้าให้เจ้าห้าสิบเหวิน” ต้าหลางรู้สึกว่าตนเองเป็นพี่ชายคนโตจึงเป็นฝ่ายควักเงินห้าสิบเหวินออกมาปลอบใจน้อง
ซานหลางยิ้มร่าในทันที ลืมความไม่พอใจไปจนหมดสิ้นแล้วรอชมน้องสาวว่ายังเหลือเงินเท่าใด
เอ้อร์หลางมองดูบัญชีแล้วตกใจเล็กน้อย “ซื่อเหนียงยังมีเงินสามตำลึงห้าเฉียน”
ซื่อเหนียงงอนิ้วนับในใจอีกครั้ง ตรงกับจำนวนในความทรงจำของนางพอดิบพอดีจึงมองพี่ใหญ่และพี่เล็กอย่างภาคภูมิใจแล้วยิ้ม “ข้ามีมากที่สุด”
“นั่นก็ไม่แน่หรอกนะ” ต้าหลางชี้ไปที่เอ้อร์หลาง เจ้าเด็กนี่ต่างหากที่ร่ำรวยที่สุด
เอ้อร์หลางแสร้งทำเป็นถ่อมตนแล้วยิ้ม ก่อนจะบอกยอดเงินฝากของตนเอง “สิบเอ็ดตำลึงแปดเฉียนกับอีกยี่สิบห้าเหวิน”
ซานหลางและซื่อเหนียงตกใจมาก “เหตุใดท่านจึงมีมากถึงเพียงนี้?!”
เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านแม่ให้เงินค่าขนมเท่ากันทุกเดือน พวกเขายังเห็นเอ้อร์หลางให้สหายร่วมชั้นเรียนยืมเงินเพื่อเช่าตำราอ่านอยู่บ่อยครั้ง แต่เหตุใดจึงมีเงินมากกว่ามากมายถึงเพียงนี้ได้
ต้าหลางซึ่งเรียนอยู่สำนักศึกษาเดียวกับเอ้อร์หลางเอ่ยความจริงออกมาด้วยอารมณ์ซับซ้อน “เขาไปตั้งแผงที่สำนักศึกษา ช่วยคนอื่นคัดลอกตำรา”
แน่นอนว่า การคัดลอกตำราเป็นวิธีการพูดที่นุ่มนวลเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทุบตี
ในความเป็นจริงแล้ว เอ้อร์หลางจะนำการบ้านของสหายร่วมชั้นเรียนกลับมาแล้วคัดลอกให้พวกเขาโดยตรง คิดค่าบริการครั้งละยี่สิบเหวิน หากการบ้านมีปริมาณมากก็จะเก็บเงินเพิ่มอีกหลายสิบเหวิน
แต่!
นี่ก็ยังไม่ใช่รายได้หลัก
แหล่งที่มาสำคัญที่สุดคือการขายสมุดบันทึกในชั้นเรียนของเขา เล่มละห้าร้อยเหวิน เป็นกระดาษบางๆ เพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น แต่กลับเก็บเงินโดยไม่ปรานีเลย
ในสำนักศึกษา นักเรียนที่ไม่อยากได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ก็ไม่ใช่คุณชายเสเพลที่ผ่านมาตรฐาน!
การบ้านของเอ้อร์หลางได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด ทุกครั้งที่อาจารย์อบรมสั่งสอนนักเรียนคนอื่นๆ ก็จะยกเขาขึ้นมาเอ่ยชมทุกครั้งจึงได้กลายเป็นต้นแบบไปโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นสมุดบันทึกในชั้นเรียนของนักเรียนต้นแบบอันดับหนึ่งผู้นี้ก็ได้กลายเป็นการค้าที่ทำกำไรได้ขึ้นมา
เอ้อร์หลางเก็บเงินทั้งหมดกลับคืนมา ลงกลอนหีบเงินแล้วใส่ลงในพื้นที่ว่างสุดท้ายของหีบหนังสือ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “นี่คือสุภาพชนรักในทรัพย์สิน ย่อมหามาโดยชอบธรรม พวกเจ้าคนธรรมดาย่อมไม่เข้าใจหรอก”
ต้าหลาง “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทุบตีเจ้า?”
ซานหลางและซื่อเหนียงต่างก็พร้อมใจกันทำหน้าทะเล้นแล้วหันหลังกลับไปเก็บของของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ไม่สนใจพี่รองอีกต่อไป
พวกเขาย่อมไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตนเองกำลังอิจฉาตาร้อน
ซานหลางเก็บของเล่นใส่หีบหนังสือไปครึ่งใบ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งบอกว่าจะเอาของกินอร่อยๆ ของอำเภอไคหยางใส่เข้าไปให้หมดเพื่อไม่ให้ไปถึงเมืองหลวงแล้วไม่มีอะไรกิน
ซื่อเหนียงบ่นพี่เล็กว่าโง่ “เมืองหลวงใหญ่โตปานนั้น ของอร่อยย่อมมีมากกว่าที่นี่ตั้งมากมาย อยากกินอะไรก็ย่อมมีทั้งหมด”
แต่พอถึงตาตนเองบ้าง ตำราก็ต้องเอาไป เสื้อผ้าสวยๆ ก็ต้องเอาไป ของเล่นก็ต้องเอาไป ยังมีฉินที่เพิ่งได้มายังไม่ทันจะอุ่นมือ หีบหนังสือใบเดียวใส่ไม่พอจริงๆ!
สุดท้าย ซื่อเหนียงก็ต้องยอมละทิ้งเสื้อผ้าสวยๆ กับของเล่นไป เอาไปแค่ตำรากับฉินที่กินพื้นที่มากของนาง
ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกลานบ้านเงียบสงบ ชาวบ้านต่างเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว สี่พี่น้องดับเทียนไข นอนลงบนเตียงของตนเอง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ข่มตาให้หลับลงไม่ได้
ความตื่นเต้นและความยินดีที่มาเยือนอย่างล่าช้าหลั่งไหลเข้ามาในใจ โลกที่ไม่รู้จักกำลังรอให้พวกเขาไปสำรวจ ท่านแม่ที่หัวสมัยใหม่และท่านพ่อที่ไม่เอาไหนทำให้สี่พี่น้องต่างตั้งตารอคอยการเดินทางครั้งใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนจะกลับมาเมื่อใด ไปเมืองหลวงนานเท่าใด สำนักศึกษาแห่งต่อไปจะอยู่ที่ไหน เมื่อมีท่านแม่อยู่ด้วย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะท่านแม่บอกว่า วัยของพวกเขา แค่ได้ไปสัมผัสโลกใบนี้ก็เพียงพอแล้ว