ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 602 ตะวันยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 602 ตะวันยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย
ตอนที่ 602 ตะวันยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย
น้องชายน้องสาวค่อยๆ หลับใหลไป ในห้องที่มืดสนิทมีเพียงต้าหลางที่ยังคงลืมตาอยู่
ของที่เขานำไปมีไม่มาก กระบี่เล่มเล็กที่อาเล็กมอบให้พกติดตัว หนังสติ๊ก คันธนูและมีดสั้นถูกเก็บลงหีบแล้ว ตำรามีเพียงสองเล่ม เล่มที่ไม่มีก็ตั้งใจจะไปยืมจากเอ้อร์หลาง จะได้ประหยัดแรงตนเอง
แต่ยังมีของสำคัญอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถนำไปด้วยได้และก็หาใครให้ยืมไม่ได้เช่นกัน
อาวั่งไม่ไปเมืองหลวง เมื่อครู่นี้ที่ห้องโถงเขาแสดงท่าทีชัดเจนแล้ว
ฉินเหยาก็เลือกที่จะเคารพการตัดสินใจของเขา
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ในใจของต้าหลางก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ ความตื่นเต้นและยินดีที่จะได้ไปสำรวจดินแดนใหม่จางหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าและจนใจเต็มอก
เด็กหนุ่มเพิ่งตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนนั้น แท้จริงแล้วช่างเปราะบางยิ่งนัก
เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ใดได้และก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อผู้ใดได้เช่นกัน
แม้แต่พี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาก็ล้วนเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความคิดเป็นของตนเอง จะไม่หยุดอยู่กับที่เพื่อผู้ใดตลอดไป
ทุกคนต่างมีเส้นทางของตนเองที่ต้องเดิน
ต้าหลางยังคิดไม่ออกว่าเส้นทางที่ตนเองจะเดินนั้นเป็นอย่างไร สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ดูเหมือนจะยังห่างไกลไปหน่อย แต่เขาอยากรู้ว่าเส้นทางที่ท่านอาอาวั่งจะเดินนั้นเป็นเช่นไร
ในเมื่อนอนไม่หลับแล้ว พรุ่งนี้เช้าต้องไปลาออก ท่านพ่อจอมขี้เกียจผู้นั้นย่อมไม่พาพวกเขาออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เป็นแน่ นอนดึกหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ตื่นทันอยู่แล้ว
ต้าหลางลุกพรวดขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าสวมเสื้อผ้าแล้วค่อยๆ ย่องออกจากห้องอย่างแผ่วเบา คลำทางในความมืดไปยังห้องใต้หลังคาที่สวนหลังบ้าน
เพิ่งจะถึงชั้นล่าง ยังไม่ทันได้เคาะประตู ประตูก็ถูกลมพัดเปิดออกเอง เผยให้เห็นช่องว่างที่พอให้คนหนึ่งคนเข้าออกได้พอดี
ต้าหลางตบหน้าอกเพื่อปลอบขวัญหัวใจดวงน้อยที่ตกใจของตนเอง ชะโงกศีรษะเข้าไปมองข้างใน ทันใดนั้นตะเกียงดวงหนึ่งก็สว่างขึ้น อาวั่งถือเชิงเทียนยืนอยู่ข้างในนั้น
“ท่านอาอาวั่ง!” ต้าหลางเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้นแล้วถามเสียงเบา “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามา”
อาวั่งพยักหน้า ชี้ไปที่ห้องใต้หลังคา ส่งสัญญาณให้เขาขึ้นไปก่อน ส่วนตนเองรออยู่ด้านหลังเพื่อปิดประตูแล้วจึงถือเชิงเทียนตามขึ้นไป
“เจ้ามาทำอันใด” อาวั่งถามอย่างไม่เข้าใจ
ต้าหลางปูที่นอนบนพื้นแล้วนั่งขัดสมาธิอย่างคุ้นเคย เขาเงยหน้าขึ้นมองอาวั่งที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างแล้วถามว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านไม่ไปเมืองหลวงกับพวกเราจริงๆ หรือ
อาวั่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่ไป เมื่อครู่ก็พูดไปแล้ว” ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจนักที่เด็กหนุ่มมาถามซ้ำอีกราวกับว่าฟังภาษาคนไม่เข้าใจ
ต้าหลางฝึกวรยุทธ์กับอาวั่ง แม้จะไม่ถึงกับเข้าใจนิสัยใจคอของเขาถึงสิบส่วน แต่ก็เข้าใจอยู่เจ็ดแปดส่วน
ปกติแล้วเขาจะไม่พูดจาบ่ายเบี่ยง ไปก็คือไป ได้ก็คือได้ ทุกคำที่พูดออกมาไม่ต้องขบคิดเพราะมันมีความหมายตามตัวอักษรทุกประการ
“ก็ได้ขอรับ เช่นนั้นพวกเราไปเมืองหลวงแล้ว ท่านอยู่คนเดียวเตรียมจะทำอันใดหรือ” ต้าหลางถามด้วยความเป็นห่วง
อาวั่งดูเหมือนจะกำลังคิดอย่างจริงจัง ผ่านไปสองสามวินาทีจึงตอบว่า “ปลูกผักปลูกแตงเย็นต่อไปแล้วก็เลี้ยงดอกไม้สักสองสามกระถาง”
เขาเห็นที่เรือนเก่านางชิวก็เลี้ยงไว้สองกระถาง ดูน่าสนใจดี
เมื่อเห็นท่าทีรอคอยของอาวั่ง ต้าหลางก็จำต้องยอมรับว่าในใจตนเองนั้นเสียใจมาก เขาพึมพำเสียงต่ำ “เช่นนั้นท่านก็ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์พวกเราบ้างเลยหรือ”
“นิดหน่อย” อาวั่งตอบตามความจริง
เขากวักมือเรียกให้ต้าหลางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นแล้วใช้ฝ่ามือใหญ่หนาตบลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเบาๆ “การฝึกวรยุทธ์มิใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องยืนหยัดในระยะยาว แม้ไม่มีอาจารย์ที่เข้มงวดคอยกำกับดูแลก็ต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก”
ต้าหลางขานรับเสียงอู้อี้ “อืม” เรื่องนี้เขารู้ดี ต่อให้ท่านอาอาวั่งไม่กำชับ เขาก็จะยืนหยัดฝึกวรยุทธ์ทุกวัน
เพียงแต่…
“ท่านอาอาวั่ง การไปเมืองหลวงครั้งนี้ แม้ท่านแม่จะไม่ได้บอกว่าไปนานเท่าใด แต่อย่างไรก็คงต้องรอจนกว่าท่านพ่อจะทราบผลสอบชุนเหวย เกรงว่าการไปครั้งนี้อาจจะเป็นเวลาหลายปี หรือไม่ก็…..”
เด็กหนุ่มพลันหยุดพูด อาวั่งจึงถามต่อด้วยความสงสัย “หรือไม่ก็อันใด”
“…ไม่กลับมาอีกเลย” ต้าหลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็คว้ามือของอาวั่งไว้แล้วถามเขาว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านจะรอพวกเราอยู่ที่บ้านตลอดไปหรือไม่”
อาวั่งตอบ “ไม่รู้”
คำตอบที่คาดเดาได้นี้ทำให้เด็กหนุ่มเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มหน้าลงค่อยๆ คลายมือออกแล้วนิ่งเงียบไม่พูดจา
อาวั่งเร่ง “ไปนอนเถิด ข้าเองก็จะนอนแล้ว”
พรุ่งนี้เขายังต้องตื่นแต่เช้าเข้าเมืองไปตรวจดูรถม้าแล้วค่อยซื้อม้าฝีเท้าดีกลับมาอีกสองตัวตามคำสั่งของฮูหยินเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ต้าหลางมองอาวั่งที่ไม่มีความรู้สึกผันผวนใดๆ ด้วยความน้อยใจ มิน่าเล่าความสุขและความทุกข์ของมนุษย์เราจึงไม่เหมือนกัน!
“เช่นนั้นข้าขอตัว” ต้าหลางลุกขึ้นจากที่นอน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือปนความน้อยใจ ประสานหมัดคารวะแล้วหันหลังวิ่งตึงตังลงบันไดกลับห้องไป
ก่อนจะผลักประตูห้องเด็กเข้าไป ต้าหลางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวดังมาจากห้องใต้หลังคา
บางที การที่คนเราได้พบเจอกันก็เป็นเรื่องยากแล้ว ควรจะทะนุถนอมทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันไว้จะดีกว่า
ในค่ำคืนนี้ เด็กหนุ่มได้ลิ้มรสชาติของการจากลาและยังเข้าใจด้วยว่าทุกคนเป็นเพียงผู้สัญจรผ่านในชีวิตของผู้อื่น มิใช่ตัวเอก
สรุปได้ว่า โลกใบนี้ไม่ว่าขาดผู้ใดไป ตะวันก็ยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น รถม้าก็ถูกอาวั่งขับเข้าเมืองไปแล้ว
เวลาที่หลิวจี้พาเด็กๆ ไปยังสำนักศึกษาตระกูลติงนั้นค่อนข้างสายจริงๆ ต้าหลางหาวหวอดๆ ปลุกน้องชายน้องสาวให้ลุกขึ้น พ่อลูกทั้งห้าล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่บ้านเสร็จแล้วจึงค่อยขับเกวียนวัวออกเดินทาง
ทำเอาจินฮวาและจินเป่าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตกใจไปตามๆ กัน เดิมทีเป็นนักเรียนที่ตรงต่อเวลากลับถูกครอบครัวอาสามลากให้ขาดเรียนไปหนึ่งคาบ
โชคดีที่มีอาสามรับรองให้พวกเขา บอกว่าเป็นเพราะที่บ้านมีเรื่องด่วนจึงได้ล่าช้า อาจารย์จึงมิได้ลงโทษ
เพียงแต่การที่จู่ๆ ก็ได้รู้ข่าวว่าครอบครัวของอาสามและอาสะใภ้สามจะเข้าเมืองหลวงกันทั้งบ้านก็ทำเอาจินฮวาและจินเป่าอิจฉาจนร้องไห้ออกมาจริงๆ
“อาสาม หรือให้ข้าไปเป็นเด็กรับใช้ข้างกายให้ต้าหลางดี พวกท่านพาข้าไปเมืองหลวงด้วยได้หรือไม่!”
หลังจากหลิวจี้อธิบายกับอาจารย์เสร็จสิ้นและกำลังจะพาลูกๆ ทั้งสี่ของตนเองไปยังตระกูลติง จินเป่าก็ร้องขอเสียงดังอย่างกระตือรือร้น
หลิวจี้คิดในใจ เจ้าหนู เจ้ากล้าพูดคำนี้ต่อหน้าแม่ของเจ้าอีกรอบหรือไม่
หากเขากล้าพาลูกชายคนเดียวของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ไปเมืองหลวง พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ฆ่าเขาหรอกหรือ!
“จินเป่า” หลิวจี้ทำสีหน้าเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้งพลางมองหลานชายคนโต “ชีวิตของอาสามเจ้าก็คือชีวิตนะ! เหตุใดจึงต้องเอ่ยคำขอที่โหดร้ายเช่นนี้ออกมาด้วย หากอาตอบตกลงเจ้า กลับบ้านไปแม่ของเจ้าจะไม่ข่วนอาตายหรือ”
ภายใต้สายตารู้สึกผิดของเด็กน้อย หลิวจี้ก็ยกมือขึ้นทำท่าจุ๊ๆ เป็นสัญญาณให้หลานชายคนโตรีบหุบปากได้แล้ว
“เด็กดี ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเถิด” เขาชี้ไปที่อาจารย์ที่กำลังทำหน้าบึ้งเตรียมจะบันดาลโทสะ หลิวจี้ก็สะบัดแขนเสื้อแล้วพาลูกๆ ทั้งสี่ของบ้านมุ่งตรงไปยังตระกูลติง
ในขณะเดียวกัน คนเฒ่าคนแก่ทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวต่างก็ได้รับข่าวว่าผู้ใหญ่บ้านกำลังจะจากไปและจะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในเร็วๆ นี้
มีทั้งคนที่ดีใจและคนที่กลัดกลุ้ม
หัวหน้าตระกูลรั้งตัวอินเยว่ที่มาแจ้งข่าวให้ตนเองไว้แล้วลากนางมาที่บ้านของฉินเหยาด้วยกัน พอเข้ามาในประตูก็เจอฉินเหยาที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่ในลานบ้านจึงด่าขึ้นมาว่า “เจ้าช่างเหลวไหลยิ่งนัก!”
“รีบให้คนไปสลายข่าวลือเร็วเข้า บอกไปว่าเมื่อครู่แค่ล้อทุกคนเล่น ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี่เจ้าก็ทำได้ดีอยู่แล้ว จะลาออกทำไม! พวกเรายังหวังให้เจ้าชี้นำคนเฒ่าคนแก่ทั้งหมู่บ้านไปสู่สิ่งที่เรียกว่าจุดสูงสุดของชีวิตอยู่นะ คำพูดที่เจ้าเคยพูดไว้แต่ก่อนลืมไปหมดแล้วหรือ!”
หัวหน้าตระกูลตะคอกจนน้ำลายกระเซ็นฟุ้งไปทั่ว ทำเอาฉินเหยาตกใจรีบถอยหลังไปสามก้าวแล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ