ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 603 การส่งมอบหน้าที่
ตอนที่ 603 การส่งมอบหน้าที่
พอเห็นสีหน้าที่ไม่คิดจะแก้ตัวของนาง หัวหน้าตระกูลก็เกือบจะทนไม่ไหวอยากใช้กล้องยาสูบฟาดศีรษะของนางสักที
โชคดีอย่างยิ่งที่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขายับยั้งความคิดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไว้ได้
หากกล้องยาสูบของเขาฟาดออกไปจริงๆ จะฟาดโดนนางหรือไม่นั้นยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากทำให้นางโมโหขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะโดนหมัดหนักๆ สวนกลับมาแล้วส่งเขาไปสู่สุขคติ
อารมณ์ของฉินเหยาขึ้นชื่อว่าร้ายกาจในอำเภอไคหยาง แม้ว่านางจะเป็นคนมีเหตุผล แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องนางจะมีความอดทนมากพอจะอธิบายให้เจ้าฟังได้
ชั่วอึดใจเดียว ในสมองของหัวหน้าตระกูลก็ผุดความคิดที่จะรั้งนางไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
เขาถามอย่างยอมรับชะตากรรม “ต้องรีบขนาดนั้นเชียวหรือ ต้องเป็นวันพรุ่งนี้เลยหรือ ช้ากว่านี้อีกหน่อยไม่ได้หรือ อย่างน้อยก็รอให้ผ่านฤดูไถหว่านไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน…”
ฉินเหยา “ต้องรีบขนาดนี้แหละเจ้าค่ะ อีกสี่วันก็จะออกเดินทางแล้ว”
หัวหน้าตระกูล “…”
แล้วเขาจะยังพูดอะไรได้อีกเล่า
หัวหน้าตระกูลกล่าวอย่างจนใจ “แล้วเตรียมจะกลับมาเมื่อใด หากไปไม่นานก็ให้ต้าฝูและหลิวหยางบ้านข้าพวกเขาดูแลแทนไปก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ใหญ่บ้านใหม่ก็ได้นี่นา”
ฉินเหยากล่าว “ก็เพราะข้าไม่รู้ว่าจะไปนานเท่าใดจึงต้องเลือกผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ขึ้นมาอย่างไรเล่า แต่หัวหน้าตระกูลท่านวางใจได้ ตอนนี้เรื่องใหญ่เรื่องเล็กในหมู่บ้านล้วนมีระเบียบแบบแผนแล้ว ทุกอย่างทำตามระเบียบก็พอ ข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือคนอื่นเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป้าหมายที่พวกเราทั้งหมู่บ้านจะมุ่งสู่ความพอมีพอกิน ทุกคนก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตจะไม่เปลี่ยนแปลง”
อีกอย่างตอนนี้การดำเนินงานของโรงงานเครื่องเขียนก็เข้ารูปเข้ารอยแล้ว ยังมีซ่งอวี้ เฉียน วั่ง เฉียวอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่เป็นกำลังหลักอยู่ เงินปันผลของชาวบ้านที่ร่วมหุ้นในหมู่บ้านต่อจากนี้ไปก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนการจัดการเรื่องที่ดินนั้น สองปีก่อนนางก็ได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ตอนนี้ทุกคนเพาะกล้าปลูกแตงโมเป็นกันหมดแล้ว นางจะอยู่หรือไม่อยู่ก็เหมือนกัน
“หัวหน้าตระกูล ท่านกลับไปเถิด พรุ่งนี้ตอนเย็นข้าจะจัดการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ที่ศาลบรรพชน ในไม่ช้าก็จะมีผู้ใหญ่บ้านคนใหม่มาดูแลสถานการณ์โดยรวมแทนข้า หมู่บ้านไม่วุ่นวายหรอกเจ้าค่ะ” ฉินเหยายิ้มอย่างจริงใจแล้วลุกขึ้นส่งแขก
หัวหน้าตระกูลถอนหายใจไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เหตุผลเขาก็เข้าใจทั้งหมด แต่ฉินเหยามีเพียงคนเดียว ต่อให้เลือกผู้ใหญ่บ้านใหม่ได้ร้อยคนก็เทียบไม่ได้กับการที่นางยืนอยู่ในหมู่บ้าน!
แต่พูดอีกทางหนึ่ง คนอย่างนาง หมู่บ้านบนภูเขาเล็กๆ เช่นพวกเขาจะรั้งไว้ได้อย่างไรกัน
“เช่นนั้นเจ้าก็จำไว้ว่าต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ” หัวหน้าตระกูลกำชับอย่างอาลัยอาวรณ์
ฉินเหยาพยักหน้า “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ลานบ้านนี้ ไร่นานี้และโรงงานเครื่องเขียนก็ยังอยู่ที่นี่”
ที่นี่คือทางถอย คือรากฐานของนาง ต่อให้ก้าวออกไปแล้ว ในอนาคตก็ยังจะกลับมา
ฐานที่มั่นสร้างเสร็จแล้ว มีทางถอยแล้ว ตอนนี้นางก็สามารถออกไปท่องเที่ยวได้แล้ว
ฉินเหยาส่งหัวหน้าตระกูลไปได้ไม่ทันไร คนจากทางเรือนเก่าก็มาถึงพอดี
บ้านใหญ่บ้านรองและผู้อาวุโสทั้งสองมาพร้อมกัน ช่วยประหยัดเวลาให้ฉินเหยาไม่ต้องไปอธิบายที่เรือนเก่า นางเชิญทุกคนเข้ามานั่งในห้องโถง ให้หลี่ซื่อเตรียมอาหารเย็นมื้อใหญ่ รอหลิวจี้และเด็กๆ จัดการเรื่องลาออกและโอนสิทธิ์การเข้าเรียนกลับมา สองครอบครัวก็มารวมตัวกันพูดคุยไปพลางกินไปพลาง
พออาหารยกขึ้นโต๊ะ หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งจะกินไปได้คำเดียวก็วางตะเกียบลงแล้วถามอย่างร้อนใจ
“เหตุใดจู่ๆ ถึงจะเข้าเมืองหลวงไปกันเล่า เจ้าสี่เพิ่งจะไปได้ไม่ทันไร พวกเจ้าก็จะตามไปอีก เกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นหรือ”
ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง เรื่องใหญ่หรือไม่ใหญ่ ต้องดูว่าเกิดกับใคร
สำหรับนางแล้ว นอกจากฟ้าจะถล่มลงมา เรื่องอื่นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
เพียงแต่จังหวะมันพอดีก็เลยไปอย่างกะทันหันหน่อย
แต่ย่อมพูดความจริงออกไปไม่ได้ ฉินเหยาจึงถอนหายใจเบาๆ “เป็นทางฝั่งอาจารย์กงเหลียงที่เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยเจ้าค่ะ หลิวจี้ร้อนใจดั่งไฟสุมอยากจะเข้าเมืองหลวงไปเยี่ยมเยียน แต่พูดตามตรง ท่านพ่อท่านแม่พี่ใหญ่พี่สะใภ้พวกท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร หากเขาเข้าเมืองหลวงไปคนเดียว ข้าก็ไม่ค่อยวางใจจริงๆ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ไปด้วยกันทั้งหมดเลยแล้วกัน ถือเสียว่าพาเด็กๆ ไปเปิดหูเปิดตา ถือโอกาสเตรียมตัวสอบชุนเหวยปีหน้าให้หลิวจี้ด้วย จะได้ไม่ต้องรีบร้อนเดินทางตอนนั้น…”
คำพูดของฉินเหยานั้นกล่าวออกมาได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ ทำเอาพวกต้าหลางสี่พี่น้องรวมทั้งอาวั่งและอินเยว่เกือบจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงแล้ว
โอ้ ไม่ใช่ เจ้าหลิวสามซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้าแล้ว เขาเรียกอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า~”
ฉินเหยายกมือขึ้น “เจ้าหุบปาก อย่าทำลายบรรยากาศ” แล้วสื่อให้นำของที่นางเตรียมไว้มา
หลิวจี้ปิดปาก พยักหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขากลัวว่าตนเองจะร้องไห้ออกมาจึงรีบลุกขึ้นกลับเข้าห้องไปนำโฉนดร้านค้าในอำเภอและเรือนแถบชานเมืองที่นางเตรียมไว้มา วางไว้ตรงหน้าบ้านใหญ่และบ้านรอง คนละฉบับ
ที่วางอยู่หน้าบ้านใหญ่คือร้านค้า ที่วางอยู่หน้าบ้านรองคือเรือนแถบชานเมือง
นางเหอและนางชิวมองหน้ากันแล้วมองไปทางหลิวจี้อย่างประหลาดใจ “เจ้าสาม นี่…นี่หมายความว่าอย่างไรกัน”
เมื่อคาดเดาถึงความเป็นไปได้นั้น นางเหอก็ไม่สามารถเก็บรอยยิ้มที่มุมปากของตนเองไว้ได้เลย
หลิวจี้ลอบเจ็บปวดใจในใจ แต่บนใบหน้ายังคงต้องยิ้มแล้วกล่าวว่า “การเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ มีเรื่องมากมายรัดตัว เกรงว่าจะไม่มีแก่ใจดูแลร้านค้าและเรือน คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ทั้งสอง ช่วยดูแลให้ด้วย”
“ร้านค้านี้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อยากจะเก็บค่าเช่าก็ได้ อยากจะทำการค้าเล็กๆ เองก็ย่อมได้ อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าหรือผลกำไรก็ล้วนเป็นของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่”
“ยังมีบ้านแถบชานเมืองอีก พี่สะใภ้รองอย่าเห็นว่ามันไม่ใหญ่ แต่นกกระจอกถึงจะตัวเล็กแต่ก็มีอวัยวะภายในครบถ้วน หากไม่อยากอยู่เองก็ให้คนอื่นเช่า หนึ่งปีก็ได้ถึงสิบตำลึง”
นางเหอดีใจอย่างยิ่ง “โอ๊ยตายแล้ว ไม่นึกเลยว่าน้องสามจะไว้ใจพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ก็จะรับร้านค้านี้ไว้นะ จะช่วยเจ้าดูแลอย่างดีแน่นอน เจ้าก็วางใจเข้าเมืองหลวงไปเถิด ที่บ้านทุกอย่างมีพวกเราอยู่!”
นางเหอเอื้อมมือไปจะหยิบโฉนด หลิวจี้ก็ใช้มือหนึ่งกดไว้ ทั้งสองยื้อยุดกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหลิวจี้ก็ยอมปล่อยมือ ยุติการยื้อแย่งครั้งนี้ท่ามกลางเสียงกระแอมเตือนของฉินเหยา
นางชิวและหลิวจ้งหยิบโฉนดเรือนขึ้นมาไว้ในมือ สองสามีภรรยาไม่พูดจามากความ ลุกขึ้นยืนคารวะสุราให้ฉินเหยาหนึ่งจอกทันที
อันที่จริงทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นการจัดการของฉินเหยา ด้วยนิสัยขี้เหนียวของเจ้าสามนั่น ไม่มีทางทำเรื่องใจกว้างเช่นนี้ได้หรอก
ที่ดินทำกินชั้นดีสิบหมู่ในหมู่บ้าน ฉินเหยาเหลือไว้ให้อาวั่งปลูกแตงโมห้าหมู่ อีกห้าหมู่มอบให้หลิวเหล่าฮั่น
ชายชรารู้สึกไม่ลำบากเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดเขาก็มีงานในไร่นาให้ทำบ้างแล้ว
ตอนนี้ฐานะทางบ้านดีขึ้นในพริบตา ก่อนที่เจ้าสี่จะเข้าเมืองหลวงยังทิ้งเงินไว้ให้พวกเขาหนึ่งพันตำลึงสำหรับสร้างบ้าน ซื้อที่ดินและจ้างคนงานในระยะยาว ดูท่าว่าในอนาคตจะต้องใช้ชีวิตร่ำรวยดั่งนายท่าน แต่ในใจของหลิวเหล่าฮั่นกลับไม่สงบ
จนกระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อรับมอบหมายที่ดินห้าหมู่จากฉินเหยาจึงได้มีความรู้สึกเหมือนเท้าได้เหยียบอยู่บนพื้นดินจริงๆ
เมื่ออาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง ทั้งแขกและเจ้าภาพต่างก็มีความสุขแล้วแยกย้ายกันไป
อาวั่งพาเด็กๆ ไปเก็บถ้วยชาม หลิวจี้กลับไปที่ห้องหนังสือเพื่อเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เขาจะต้องไปจัดการที่จวนที่ว่าการอำเภอในวันพรุ่งนี้ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับห้องไปตรวจนับเงินทอง
“ท่านอาจารย์!”
อินเยว่ตามมา ศิษย์อาจารย์ทั้งสองสบตากัน ฉินเหยาเปิดประตูห้องนอน ทั้งสองจึงเข้าไปพร้อมกัน
ฉินเหยาจุดเทียนบนเชิงเทียน แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง นางนั่งลงที่โต๊ะอย่างเกียจคร้านแล้วหยิบลูกคิดออกมา
อินเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปลาออกจากงานที่โรงอาหารแล้วเข้าเมืองหลวงไปกับท่าน ต่อไปท่านอาจารย์ไปที่ไหนข้าก็จะไปที่นั่นด้วย ไม่ว่าจะไปเมืองหลวงหรือไปยังชายแดนที่ไร้ผู้คน ข้าก็จะติดตามท่านอาจารย์ไป!”
ฉินเหยายิ้มอย่างพอใจ พยักหน้าแสดงออกว่ารับรู้แล้ว โบกมือบอกให้ปิดประตูตอนออกไปด้วย จากนั้นก็ก้มหน้าตรวจนับบัญชีสาธารณะของหมู่บ้านต่อไป เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ส่งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ได้อย่างราบรื่น