ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 604 ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 604 ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ
ตอนที่ 604 ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ
การประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่จัดขึ้นตามกำหนด ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดกลับเป็นหลิวฉี หลานชายของอดีตผู้ใหญ่บ้าน
หลิวต้าฝูหดหู่แทบตาย เลือกไปหลายรอบก็ไม่ถึงตาตนเอง ดูท่าแล้วชาวบ้านในหมู่บ้านตอนนี้ล้วนชอบให้คนหนุ่มสาวมาดูแลตนเอง
หลังการประชุมเลือกตั้งสิ้นสุดลง หลิวต้าฝูก็มาอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาพลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เป็นเจ้าที่เริ่มเรื่องนี้ก่อน ต่อไปข้าก็จะไม่มาเข้าร่วมการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านนี่แล้ว ปล่อยให้พวกหนุ่มสาวพวกเขาไปวุ่นวายกันเถอะ”
ฉินเหยากล่าวอย่างยิ้มแย้ม “นั่นก็ดีออกนะเจ้าคะ คนหนุ่มสาวมีพลัง มีความกระตือรือร้น ร่างกายยังแข็งแรง ไม่กลัวการเดินทาง”
หลิวต้าฝูถึงกับพูดไม่ออก จ้องฉินเหยาอย่างล้อเลียนแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ไม่อยู่ หลุดหัวเราะออกมาเอง “ช่างเถอะ ช่างเถอะ มาพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้า เท่ากับข้าจงใจมาหาเรื่องไม่สบายใจใส่ตัวเองแท้ๆ”
“ตั้งใจจะเดินทางเมื่อใดหรือ” หลิวต้าฝูถามด้วยความห่วงใย
ฉินเหยาตอบ “อีกสามวันเจ้าค่ะ”
เร็วขนาดนี้เชียว! หลิวต้าฝูค่อนข้างตกใจ ทั้งยังมีความรู้สึกอิจฉาที่บอกไม่ถูกปนเปอยู่ หากเขาหนุ่มกว่านี้สักยี่สิบปีก็คงจะไปทันทีที่อยากไปเหมือนกันกระมัง
แต่ก็ได้แต่คิดไปเท่านั้น “พวกเจ้าเกิดมาในยุคสมัยที่ดี สมัยที่ข้ายังหนุ่มนั้นบ้านเมืองวุ่นวายจนดูไม่จืด การที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในหุบเขานี้เพื่อหลีกหนีจากภัยสงครามและมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว”
ฉินเหยามองเห็นความอิจฉาของเขาจึงลงกลอนประตูใหญ่ศาลบรรพชนแล้วมอบกุญแจให้หลิวฉีผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ที่ยืนรออยู่ด้านหลังอย่างจริงจัง จากนั้นจึงหันมากล่าวกับหลิวต้าฝูด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ท่านก็ยังไม่นับว่าแก่ ตราบใดที่ขาแข้งยังเดินไหว อยากจะไปก็ไปเถิดเจ้าค่ะ”
หลิวต้าฝูก็แค่อิจฉาไปอย่างนั้น หากให้เขาเดินทางไปจริงๆ เขาก็ยังค่อนข้างหวาดกลัวอยู่บ้างจึงโบกมืออย่างเก้อๆ “ให้พวกเจ้าคนหนุ่มสาวไปกันเองเถอะ หากเจอโจรป่าสัตว์ร้ายเข้า ข้าคงต้องทิ้งชีวิตไว้ข้างนอกนั่นแล้ว”
คนที่เกิดในสถานที่แห่งนี้ต่างก็เคารพยำเกรงภูตผีเทพเจ้าอย่างยิ่ง หากตายอยู่ข้างนอกก็จะกังวลว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่คนในครอบครัว ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่สุสานบรรพชนก็เข้าไปไม่ได้
หลิวต้าฝูคบหากับฉินเหยามานานหลายปีจึงค่อยๆ ยอมรับความคิดแปลกใหม่ของนางได้ส่วนหนึ่ง แต่ในเรื่องความเป็นความตาย เขากลับไม่กล้าที่จะเห็นพ้องด้วย
ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองก็เดินมาถึงทางแยก พยักหน้าให้กันแล้วก็แยกย้ายกันเดินกลับบ้านของตน
เพียงแต่เดินไปได้สักพัก หลิวต้าฝูก็พลันหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองทางเนินเขาด้านทิศเหนือแวบหนึ่ง สายตาถูกบ้านเรือนในหมู่บ้านบดบังไว้ ในยามค่ำคืนมีเพียงเงาสีเทาเลือนราง
“เฮ้อ~” เขาถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าที่จะเดินไปข้างหน้าต่อจริงๆ เพียงแต่ความอิจฉาในใจได้แผ่ขยายออกไป ทำให้เขารู้สึกอิจฉาจนใจเจ็บไปหมด
ฉินเหยาผลักประตูรั้วกลับเข้าบ้าน เนื่องจากการเดินทางไกลในอีกสามวันให้หลัง ภายในบ้านจึงมีสัมภาระต่างๆ วางระเกะระกะ พวกต้าหลางพี่น้องสี่คนบวกกับอินเยว่อีกหนึ่งคนยังคงกำลังคัดกรองสัมภาระของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย
ของที่นำไปได้มีไม่มากนัก มีเพียงรถม้าหนึ่งคันกับม้าสองตัว รถม้าใช้บรรทุกทั้งคนและสิ่งของ หากหนักเกินไปจะเดินทางบนท้องถนนได้ไม่สะดวก
อีกทั้งการเดินทางไปยังเมืองหลวงครั้งนี้ ระหว่างทางก็ไม่รู้ว่าจะเจอสถานการณ์ใดบ้าง ย่อมต้องทำให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่ามีเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา จะได้หนีได้เร็วกว่ามิใช่หรือ
“หลิวจี้ยังไม่กลับมาหรือ” ฉินเหยายืนกวาดตามองไปรอบๆ ที่เรือนส่วนหน้า แต่กลับไม่พบร่องรอยของหลิวจี้
หนึ่งผู้ใหญ่สี่เด็กเล็กในห้องหันหน้ามาทันที ซื่อเหนียงตอบว่า “คืนนี้ท่านพ่อไม่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
อินเยว่เสริมให้ “ยังมีเอกสารบางอย่างที่ต้องรอถึงพรุ่งนี้จึงจะจัดการเรียบร้อย สามีท่านอาจารย์คงตั้งใจจะจัดการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวแล้วจึงกลับมาเจ้าค่ะ”
การเดินทางไกลครั้งนี้ นอกจากเสื้อผ้าและเงินติดตัวแล้วยังต้องเตรียมเอกสารสำคัญอีกสองอย่าง
อย่างแรกคือเอกสารรับรองการสอบเคอจวี่ของหลิวจี้
อย่างที่สองคือใบผ่านทางของทั้งครอบครัว
หากไม่มีสองสิ่งนี้ พวกเขาก็ไปจากจังหวัดจื่อจิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
โชคดีที่ตอนนี้แคว้นเซิ่งสนับสนุนให้ราษฎรทำการค้า การควบคุมการเดินทางของผู้คนในแต่ละพื้นที่จึงผ่อนปรนกว่าเมื่อก่อนมาก มิฉะนั้นแม้แต่ใบผ่านทางก็ยังขอได้ยาก
เมื่อทราบสถานการณ์ของหลิวจี้แล้ว ฉินเหยาก็พยักหน้าแล้วให้เด็กๆ เก็บของกันต่อ ส่วนตนเองกลับเข้าห้องไป นำแผนที่ทางบกที่ ‘ขอมา’ จากเจินอวี้ไป๋ออกมาศึกษาเส้นทางเข้าเมืองหลวงล่วงหน้า
แคว้นเซิ่งมีเมืองหลวงอยู่สองแห่ง คือเมืองหลวงตะวันออกและตะวันตก เมืองหลวงตะวันออกเป็นเขตปกครองหลัก ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางล้วนอยู่ที่นี่
เมืองหลวงตะวันตกเป็นเมืองหลวงเก่า ไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองหลวงตะวันออก เป็นฐานทัพทหาร คอยคุ้มกันประตูเมืองทางตะวันตกเพื่อข่มขวัญแคว้นต่างๆ ภายใต้แคว้นซีอวี้
ตามที่ระบุในแผนที่ จังหวัดจื่อจิงตั้งอยู่ประมาณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงตะวันออกของแคว้นเซิ่ง การเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ต้องมุ่งหน้าลงใต้ตลอดทาง ผ่านสองโจว แปดอำเภอ หกตำบล หากเร็วที่สุดก็จะใช้เวลาสิบวัน อย่างช้าที่สุดก็ยี่สิบวัน
หากเดินทางทางน้ำก็ต้องใช้เวลาครึ่งเดือน เพียงแต่ต้องนั่งอยู่บนเรือตลอดทาง ไม่ลำบากตรากตรำเท่าไรนัก ความสะดวกสบายจะสูงกว่ามาก
ทว่าเรือในปัจจุบันหากไม่ใช่เรือสินค้าก็เป็นเรือส่วนตัวลำเล็กๆ รถม้าล้วนขึ้นเรือไม่ได้ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบตัวเปล่าเท่านั้น
เว้นแต่จะมีคนคอยรับส่งทั้งต้นทางและปลายทางจึงจะสามารถนำสัมภาระไปได้มากมาย
แต่ครอบครัวของฉินเหยาไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้น การเดินทางก็ไม่มีบ่าวไพร่สาวใช้ให้เรียกหา ทุกอย่างต้องพึ่งพาตนเอง ตัวเลือกการนั่งเรือจึงถูกนางตัดทิ้งไป
อีกอย่าง การเดินทางทางบกยังได้ชมทิวทัศน์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของที่อื่นมากกว่า น่าสนใจกว่าการนั่งเรือไม่รู้เท่าไร
ส่วนอาการป่วยของกงเหลียงเหลียวก็คงต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิตแล้ว อย่างมากน่าจะทนผ่านยี่สิบวันนี้ไปได้
หากทนไม่ไหว ต่อให้รีบนั่งเรือไปก็ไม่ทันอยู่ดี
ในวันสิ้นโลกเคยเห็นการพลัดพรากจากกันทั้งเป็นและตายมานับไม่ถ้วน ฉินเหยาจึงไม่มีความยึดติดกับการไปดูใจครั้งสุดท้ายมานานแล้ว การถนอมคนตรงหน้าและมีความสุขกับปัจจุบันต่างหากจึงจะไม่ทำให้ต้องมาเสียใจในภายหลังว่าอยากเลี้ยงดูแต่พ่อแม่ไม่อยู่รอแล้ว
คนรักที่วันนี้ยังรักใคร่ผูกพันกันอยู่ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็อาจจะกลายเป็นคนที่อยู่คนละภพภูมิ ความตาย…บางครั้งก็มาเยือนอย่างกะทันหันเช่นนี้
เจ้าไม่มีเวลาไปเศร้าโศกเสียใจด้วยซ้ำ เพราะวิกฤตมาถึงตรงหน้าแล้ว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดจะทำให้เจ้าต้องทิ้งศพของคนรักแล้วรีบหนีไปทันที
ยิ่งไปกว่านั้น คนรักที่ตายไปแล้วยังสามารถกลายเป็นโล่กำบัง ใช้ร่างกายที่แหลกสลายของเขารักเจ้าอีกครั้งด้วยการป้องกันเจ้าจากการฉีกทึ้งของสัตว์ประหลาด
“จุ๊ๆ~” ในสมองพลันปรากฏภาพนองเลือดขึ้นมาอีกครั้ง ฉินเหยาสะบัดศีรษะ ขับไล่ภาพเหล่านั้นออกจากสมองแล้วหันกลับมาสนใจแผนที่อีกครั้ง
การพาเด็กๆ เดินทาง บวกกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแบบดั้งเดิมนี้ ฉินเหยาตั้งใจว่าตลอดทางนี้หากพักโรงเตี๊ยมได้ก็จะพักโรงเตี๊ยม
ดังนั้นจึงต้องวางแผนการเดินทางในแต่ละวันไว้ล่วงหน้าพยายามลดโอกาสที่จะต้องพักค้างแรมนอกเมืองให้ได้มากที่สุด
แต่คำโบราณกล่าวไว้ได้ดี แผนการย่อมตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เช่นนั้นนางก็ขีดวงกลมคร่าวๆ เลือกเมืองที่สามารถเข้าไปพักได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ไว้สองสามแห่งก่อนก็แล้วกัน
วางแผนการคร่าวๆ เสร็จสิ้นแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนก็มืดสนิทแล้ว ในบ้านเงียบสงบจนแม้แต่เข็มเล่มหนึ่งตกลงพื้นก็ได้ยินเสียง
ใบหูของฉินเหยาขยับเล็กน้อยพลันหรี่ตาคมกริบขึ้นมองไปยังตำแหน่งของประตู “ใคร!”
“ข้าเอง”
เป็นเสียงของอาวั่ง
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง หรือว่าคิดตกแล้ว เตรียมจะเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกับพวกตน
เห็นได้ชัดว่านางคิดมากไปเอง
อาวั่งเพียงมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่เขาก็ไม่ใช่ไม่กลัวตาย สถานที่อย่างเมืองหลวง หากเขาไป ไม่ว่าจะเป็นอ๋องเฟิงหรือฮองเฮาก็ล้วนสังหารเขาทั้งสิ้น!
ฉินเหยาลุกขึ้นเดินไปที่หลังบานประตู ลังเลอยู่สองวินาที แต่ก็ยังคงเปิดประตูออก
ใบหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ของอาวั่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม “มีธุระอันใดรึ”
อาวั่งชูถุงผ้าใบหนึ่งขึ้น ภายในมีขวดและกระปุกกระทบกันส่งเสียงดังกังวานใส
“ยาห้ามเลือด ยาสลบ ยาชา ยาแก้ท้องร่วง” อาวั่งกล่าวอย่างรวบรัด “ขอให้พวกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
ครั้งนี้กลับไม่ได้ตั้งชื่อแปลกประหลาดเหล่านั้นอีกแล้ว
แต่ว่า…เหตุใดนางถึงอยากจะซัดคนนักนะ!