ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 605 ลาก่อนหมู่บ้านตระกูลหลิว
ตอนที่ 605 ลาก่อนหมู่บ้านตระกูลหลิว
ประตูปิดดังปัง อาวั่งเกาศีรษะอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าตนที่อุตส่าห์นำยามาส่งให้ไปขัดใจฉินเหยาตรงไหน
ช่างเถอะ เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว ในเมื่อส่งยาให้แล้ว นี่ก็ดึกดื่นแล้ว ไปนอนดีกว่า
เหลือเวลาอีกหนึ่งวันก่อนออกเดินทาง
ในด้านบุคลากร เรื่องราวในหมู่บ้านฉินเหยาได้ส่งมอบออกไปทั้งหมดแล้ว ทางด้านโรงงานเครื่องเขียนก็ได้กล่าวอำลาเหล่าคนงานสั้นๆ อินเยว่ลาออกจากงานที่โรงอาหารแล้วและเตรียมพร้อมที่จะเข้าเมืองหลวง
หลิวจี้กลับมาถึงบ้านตอนพลบค่ำ จัดการเรื่องใบผ่านทางที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเรียบร้อยแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างก็เก็บสัมภาระที่ต้องนำไปใส่ลงในหีบหนังสือพลังเซียน
ซื่อเหนียงอยากจะนำฉินไปด้วย ฉินเหยาจึงได้เพิ่มรางไม้ไว้บนหลังคาในตัวรถม้าเป็นพิเศษ พอดีที่จะวางฉินลงไปได้
ในด้านการเดินทางไกล แผนที่มีแล้ว รถม้าก็ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในบ้านเตรียมรองเท้าไว้คนละสองคู่เพื่อสับเปลี่ยน
นอกจากนี้ยังซื้อม้ามาเพิ่มอีกสองตัว ถึงเวลาฉินเหยากับหลิวจี้จะขี่คนละตัว อินเยว่ขับรถม้าพาลูกๆ ทั้งสี่คนนั่งไป
ในด้านเงินทอง ฉินเหยาได้แลกเงินสดในมือทั้งหมดเป็นธนบัตรที่พกพาสะดวกติดตัวไว้ เหลือเพียงเงินห้าสิบตำลึงมอบให้อินเยว่เก็บไว้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านอาหารและที่พักตลอดทาง
ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ในคืนก่อนออกเดินทาง ครอบครัวทั้งหกคนตรวจสอบอีกครั้งว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่
หลิวจี้มองหีบหนังสือที่อัดแน่นของตนแล้วพยักหน้าหนักๆ “เสื้อผ้าชุดใหม่เอามาหมดแล้ว ถึงเมืองหลวงแล้วจะไม่ทำให้เมียจ๋าขายหน้าเด็ดขาด”
ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก
พวกต้าหลางสี่พี่น้องตรวจสอบหีบหนังสือของตนอย่างละเอียดอีกครั้ง ของที่สำคัญที่สุดเก็บลงไปหมดแล้วจึงรายงานท่านแม่พร้อมกันว่า “ท่านแม่ พวกเราเก็บของเรียบร้อยแล้ว!”
ฉินเหยาขานรับคำหนึ่งแล้วมองไปทางอินเยว่
อินเยว่มีของน้อย อาวุธลับพกติดตัวไว้ทั้งหมด ที่เหลือเป็นเสื้อผ้าสองชุดม้วนใส่ห่อผ้าก็ใช้ได้แล้ว
ฉินเหยาก็มองดูสัมภาระของตนเช่นกัน นางใช้กล่องเครื่องใช้สตรีประดับมุกลายเก่าใบหนึ่ง ข้างในใส่ของใช้ส่วนตัวประจำวันและเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด
ที่เหลือก็คือหีบไม้ที่ใส่ดาบจันทร์เสี้ยวและคันธนูหนึ่งคันที่ตั้งใจจะแขวนไว้ในตัวรถม้าเพื่อให้หยิบฉวยได้ทุกเมื่อ
ใต้ท้องรถม้าสอดท่อนเหล็กไว้หนึ่งท่อน บนร่างกายพกมีดสั้นและหนังสติ๊กที่เบาและสะดวก
“ข้าก็เอามาครบแล้ว” ฉินเหยาบอกกับทุกคน
จากนั้น ทุกคนก็มองไปที่หลี่ซื่อ
หลี่ซื่อหยิบถุงผ้ากันน้ำพองโตสองใบออกมาแล้วบอกกับทุกคนว่านางได้ใส่ร่มห้าคัน กระโจมหนึ่งหลัง หม้อเหล็กเล็กๆ ของทหารหนึ่งใบ ชามไม้เจ็ดใบ รวมถึงเครื่องปรุงรสที่บรรจุในกระบอกไม้ไผ่พร้อมเสบียงแห้งกับขนมที่พร้อมกินได้ทุกเมื่อลงในถุงสองใบนี้แล้ว
ถึงเวลาก็นำไปบรรทุกไว้บนหลังม้าที่ขี่ เดินทางครั้งนี้ก็ไม่ต้องกลัวฝนตกหรือนอนกลางดินกินกลางทรายแล้ว
แต่เมื่อดูจากสภาพอากาศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลี่ซื่อก็ยังคงกังวล “ช่วงเทศกาลชิงหมิงฝนตกชุก เกรงว่าระหว่างทางส่วนใหญ่จะเป็นวันฝนตก ตอนเดินทางก็อย่ารีบร้อนจนเกินไป”
ฉินเหยาและคนอื่นๆ พยักหน้ารับรู้
ฟ้ามืดแล้ว หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าก็จะออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่เด็กๆ ในบ้านจะตื่นเต้นดีใจ แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างฉินเหยาที่แสนจะสุขุมก็ยังอดไม่ได้ที่จะพลิกตัวไปมาบนเตียง เฝ้ารออย่างเงียบๆ
หลังหลับไปอย่างงัวเงีย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็สว่างแล้ว
ฉินเหยาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงราวปลาไน สวมเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิที่เย็บธนบัตรไว้ข้างในอย่างรวดเร็ว สอดมีดสั้นและหนังสติ๊กไว้ที่เอวแล้วเปิดประตูออกจากห้องไป
นางหยุดอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองสำรวจห้องที่ตนอาศัยอยู่มาสี่ปีอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วยิ้มพลางปิดประตูลง
หลิวจี้และลูกๆ ตื่นกันนานแล้ว กำลังขนหีบหนังสือของแต่ละคนขึ้นรถม้า พวกเขาวางหีบซ้อนกันไว้ทีละใบแล้วใช้เชือกมัดไว้บนแท่นที่ยื่นออกมาจากประตูด้านหลังของรถม้า
หีบหนังสือห้าใบวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ด้านหลังรถ
กล่องเครื่องใช้สตรีของฉินเหยาและห่อผ้าเล็กๆ ของอินเยว่วางไว้ใต้โต๊ะเล็กในตัวรถม้า ยังมีที่ว่างเหลืออีกมากให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องนั่งๆ นอนๆ
ม้าที่อาวั่งซื้อมาใหม่นั้นเชื่องมาก หลิวจี้ยังไม่เคยขี่ม้าตัวอื่นนอกจากเหล่าหวง หลังจากขนสัมภาระขึ้นรถม้าหมดแล้วจึงฉวยโอกาสก่อนกินข้าวเช้า จูงม้าออกมาเดินเล่นสองรอบเพื่อทำความคุ้นเคยล่วงหน้า
ถือโอกาสป้อนอาหารให้ม้าทุกตัวจนอิ่ม ให้พวกมันได้กินของดีๆ เพิ่มอีกหน่อย
เมื่อออกเดินทางไปแล้วก็จะมีแต่ถั่วเหลืองแห้งอัดแผ่นให้กินเท่านั้น
อาวั่งดูเหมือนไม่อยากมาส่งพวกเขา เขาแบกจอบลงนาไปโดยไม่กินข้าวเช้า อินเยว่เรียกอย่างไรก็เรียกเขากลับมากินข้าวเช้าด้วยกันไม่ได้
เฮ้อ อินเยว่มองแผ่นหลังที่เดินดุ่มไปยังทุ่งนาแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญา “อย่างน้อยก็น่าจะกินข้าวมื้อสุดท้ายพร้อมหน้าด้วยกันก่อน”
ซานหลางเพิ่งจะกล่าวอำลากับเพื่อนตัวน้อยในหมู่บ้านเสร็จ กำลังวิ่งกระโดดเข้ามาในลานบ้านอย่างร่าเริง พอได้ยินคำพูดของอินเยว่ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้นิ้วทำท่าจุ๊ปากอย่างจริงจัง
ศิษย์พี่เยว่ ท่านป้าใหญ่บอกว่า เวลาจะเดินทางไกลห้ามพูดคำอัปมงคลเช่นคำว่าสุดท้าย
ขมับของอินเยว่กระตุก จิ้มหน้าผากกลมๆ ของเจ้าตัวเล็กพลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “รู้แล้วน่า!”
ปกติอ่านหนังสือก็ไม่เห็นจะตั้งใจฟังขนาดนี้ เรื่องแบบนี้กลับจำได้แม่นเชียว
ซานหลางทำหน้าทะเล้น แลบลิ้นแล้ววิ่งหนีเข้าไปในห้องโถง หาที่นั่งของตัวเองหน้าโต๊ะอาหารอย่างว่าง่ายเพื่อรอกินข้าว
หลิวจี้ช่วยหลี่ซื่อยยกอาหารขึ้นโต๊ะ เขามองไปนอกลานบ้านแวบหนึ่งแล้วหันกลับมามองฉินเหยาที่กำลังนั่งยองๆ ลับดาบอยู่หน้าประตู “เมียจ๋า อาวั่งไม่ไปกับพวกเราจริงๆ หรือ”
“อืม”
หลิวจี้ยังไม่ยอมแพ้ “เจ้าก็ไม่เกลี้ยกล่อมเขาหน่อยหรือ อยู่ทำไร่ที่นี่จะมีอนาคตอะไร ไปเมืองหลวงดีกว่าตั้งเยอะ…” ยังสามารถเป็นลูกน้องคอยวิ่งทำงานให้เขาได้ ถึงจะไม่ทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมบารมีให้เขาก็ยังดี
ตอนนี้เขาเป็นถึงจวี่เหริน ออกไปข้างนอกไม่มีบ่าวรับใช้ที่ดูดีคอยติดตามไปด้วยได้อย่างไร!
ฉินเหยาพลันเงยหน้าขึ้น แววตาดูไม่เป็นมิตร ดาบในมือส่งเสียงเสียดสี “เขาไม่เต็มใจไปเอง หรือจะต้องให้ข้าจับเขามัดไปเล่า”
หลิวจี้ยิ้มแหยออกมาทันทีแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างแข็งทื่อ “เมียจ๋า กินข้าวได้แล้ว กินข้าวก่อนเถอะ หากชักช้ากว่านี้จะสายเกินไปแล้ว”
ฉินเหยาจ้องเขาสองวินาทีจนเขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัวจึงค่อยจุ่มดาบลงล้างในน้ำสะอาดหนึ่งครั้งแล้วลุกขึ้นยืน
หลังเช็ดดาบจนแห้งแล้วเก็บเข้ากล่องก็กวักมือเรียกอินเยว่ บอกให้นางนำหีบไม้ไปไว้ในตัวรถม้า
รอจนอินเยว่กลับมาจึงเริ่มกินข้าวเช้าอย่างเป็นทางการ
ยามออกนอกบ้าน สิ่งที่ทำให้คนคิดถึงที่สุดก็คืออาหารร้อนๆ ที่บ้าน ครอบครัวทั้งหกคนรู้ดีว่าวันนี้เมื่อก้าวออกจากประตูไปแล้ว อย่างน้อยครึ่งเดือนข้างหน้าคงไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ จึงพากันกินให้เต็มคราบ
รอจนท้องอิ่ม ตะวันก็เคลื่อนพ้นสันเขาขึ้นมาแล้ว
ครอบครัวทั้งหกคนที่เดิมคิดว่าวันนี้ฝนจะยังคงตกพรำๆ พลันหัวเราะออกมา
สวรรค์ช่างเป็นใจเสียจริง!
ฉินเหยาและหลิวจี้ขี่ม้าอยู่ข้างหน้า
เด็กๆ เข้าไปในตัวรถม้าอย่างมีความสุข อินเยว่นั่งบนคานลากรถม้า สะบัดแส้เร่งม้าแล้วขับรถตามไป
ทุกคนจากเรือนเก่าพากันมาส่งพร้อมกับหมู่บ้านตระกูลหลิวอันสงบสุขแห่งนี้ที่ค่อยๆ เล็กลงเบื้องหลังครอบครัวของฉินเหยา
สองสามีภรรยาหันกลับไปมองผู้คน บ้านเรือนและไร่นาที่เลือนรางอยู่เบื้องหลัง
พวกเขาหันกลับมา ข่มความอาวรณ์เล็กน้อยในใจ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงตะวันออกที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของแคว้นเซิ่งด้วยความคาดหวัง