ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 606 เมืองหลักอวี๋โจว
ตอนที่ 606 เมืองหลักอวี๋โจว
การเดินทางเข้าเมืองหลวงใช้เส้นทางตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวถึงถนนหลวงอำเภอไคหยางแล้วก็ไม่ได้ไปทางทิศของจังหวัดจื่อจิง แต่ใช้เส้นทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
เดินทางไปทางทิศตะวันออกได้สองวันก็ออกจากเขตจังหวัดจื่อจิง ย่างเข้าสู่เขตแดนของอวี๋โจว
ดังคำกล่าวที่ว่า สิบลี้ต่างถิ่น ร้อยลี้ต่างประเพณี เมื่อมาถึงอวี๋โจว แม้แต่ลักษณะของภูเขาและภูมิประเทศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในจังหวัดจื่อจิง เมื่อมาถึงอวี๋โจวกลับไม่มีให้เห็นอีกต่อไป
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแต่ภาพป่าไม้ที่พืชพันธุ์ขึ้นหนาแน่น ไร่นามีอยู่ในหุบเขา ทุกครั้งที่ผ่านภูเขาไปหลายลูกก็จะมองเห็นสถานที่เช่นนี้ ที่นาไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ได้ กระจัดกระจายอยู่ตามรอยแยกต่างๆ
สภาพทางภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นของอวี๋โจวส่วนใหญ่ทำการค้า มิฉะนั้นเพียงอาศัยผลผลิตจากที่ดินตามรอยแยกเพียงน้อยนิด ย่อมไม่สามารถเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวใหญ่นี้ให้อิ่มท้องได้
ด้วยเหตุนี้ แม้อวี๋โจวจะมีที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ไม่มากนัก แต่เนื่องจากทุกคนทำการค้า การสร้างเมืองของที่นี่จึงเจริญรุ่งเรืองกว่าจังหวัดจื่อจิง
ถนนหลวงที่กว้างขวาง รวมถึงร้านน้ำชาเล็กๆ ข้างทางที่พบเห็นได้ทุกห้าลี้สิบลี้ ทำให้ฉินเหยาและคณะรู้สึกแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง
ประกอบกับอากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใสติดต่อกันหลายวัน ความเร็วในการเดินทางมาถึงเมืองหลักอวี๋โจวจึงเร็วกว่าที่คาดไว้หนึ่งวันครึ่ง
เวลาที่เหลือนี้จะทำอะไรได้เล่าก็ต้องอยู่ที่เมืองหลักอันเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ เพื่อลิ้มลองอาหารพื้นเมืองให้ดีสักหน่อย!
ฉินเหยาที่ขี่ม้านำอยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นประตูเมืองสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นระหว่างภูเขาสองลูกอยู่เบื้องหน้า
ที่ใต้ประตูเมือง มีขบวนคาราวานและชาวบ้านธรรมดาจากบริเวณโดยรอบที่เข้ามาค้าขายในเมืองยืนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าเมือง
คนที่นี่ติดตามครอบครัวทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีคนว่างงานแม้แต่คนเดียว แม้แต่คนที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ใต้ประตูเมืองก็ยังเป็นนายหน้าที่กำลังมองหาโอกาสทางการค้า
คณะเดินทางของฉินเหยานี้ นายหน้าเพียงใช้สายตาเฉียบคมกวาดมองก็รู้ว่ามาจากต่างถิ่น
แต่ทว่าในอดีตผู้ที่เดินทางส่วนใหญ่มักเป็นพ่อค้า โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นผู้ชายหรือสตรีที่โตแล้ว
ครอบครัวอย่างบ้านฉินเหยาที่มีทั้งสตรีและเด็กเช่นนี้หาได้ยากนัก
นายหน้าคนหนึ่งลองเดินเข้ามา เงยหน้าถามหลิวจี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายฉินเหยา “นายท่านผู้นี้ จะเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือขอรับ”
เวลาเดินทางออกนอกบ้านล้วนยึดผู้ชายเป็นหลัก นายหน้าจึงสอบถามหลิวจี้ซึ่งเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์เพียงคนเดียวในขบวนรถม้าอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นศีรษะเล็กๆ ของพวกต้าหลางสี่พี่น้องโผล่ออกมาจากตัวรถม้าก็อดชื่นชมความกล้าหาญของนายท่านรูปงามตรงหน้าผู้นี้มิได้ ที่กล้าเดินทางไกลกับครอบครัวใหญ่เช่นนี้เพียงลำพัง
ในรถม้าคันนี้มีแต่เด็กหรือไม่ก็หญิงสาว ไม่กลัวว่าจะถูกคนชั่วจับตามองเลยหรืออย่างไร
หารู้ไม่ว่า เพียงพลังของสตรีที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขาเพียงคนเดียวก็สามารถปกป้องทั้งครอบครัวได้อย่างปลอดภัยแล้ว
หากคนชั่วกล้ามา ใครจะเจอดีก็ยังไม่รู้
หลิวจี้เหลือบมองเมียจ๋าอย่างร้อนตัวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่านางไม่มีท่าทีไม่พอใจจึงก้มหน้าตอบนายหน้าผู้นั้น
“กำลังจะไปเยี่ยมญาติที่เมืองหลวน่ะ วันนี้ตั้งใจจะพักในเมืองชั่วคราวหนึ่งคืน ถือโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด เดินเล่นในเมืองหลักอวี๋โจวแห่งนี้สักหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายหน้าก็เผยรอยยิ้มสดใสในทันที เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมประสานหมัดแนะนำตัวเอง
“ผู้น้อยโจวเหมิง เติบโตขึ้นมาในเมืองนี้มาตั้งแต่เล็ก เรื่องราวในเมืองนี้ไม่มีเรื่องใดที่ผู้น้อยจะไม่ล่วงรู้ หากนายท่านไม่รังเกียจจะให้ผู้น้อยนำพาท่านและครอบครัวเข้าเมืองและเที่ยวชมได้หรือไม่ขอรับ”
พูดพลางก็ยิ้มอย่างขออภัยพร้อมยื่นสองนิ้วขึ้นมาถูกัน “หากนายท่านเที่ยวเล่นอย่างมีความสุขแล้ว เพียงให้รางวัลแก่ผู้น้อยเล็กน้อยก็พอขอรับ”
“ยังไม่ทราบนามของนายท่าน” โจวเหมิงถามอย่างสุภาพ รอยยิ้มของเขาดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง ใบหน้าดูเป็นคนดีซึ่งช่วยให้เขาสามารถทำอาชีพนายหน้านี้ได้สะดวก
คนทั่วไปเมื่อมาถึงสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก เมื่อพบกับคนท้องถิ่นที่ดูเหมือนเป็นคนดีและปฏิบัติต่อตนเองอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้ ย่อมยากที่จะปฏิเสธ
หลิวจี้รู้สึกสนใจอย่างยิ่งจึงบอกชื่อของตนเองแก่โจวเหมิงและบอกว่าสตรีข้างกายผู้นี้คือฮูหยินของตน
จากนั้นก็ข่มความตื่นเต้นไว้แล้วถาม “เมียจ๋าคิดว่าอย่างไร”
ฉินเหยากวาดตามองโจวเหมิงผู้นี้ขึ้นลงแวบหนึ่ง แววตาซ่อนความเจ้าเล่ห์แต่ไร้ซึ่งความชั่วร้าย ก็แค่ต้องการหาเงินเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเขาเท่านั้น
มีคนท้องถิ่นนำทางก็ดีเหมือนกัน
ฉินเหยาจึงพยักหน้าแล้วพูดกับโจวเหมิงว่า “เจ้าพาพวกเราไปหาโรงเตี๊ยมที่กว้างขวางและสะอาดก่อน จากนั้นก็เล่ากฎระเบียบในเมืองนี้ให้พวกเราฟัง บอกสถานที่ที่คนท้องถิ่นคิดว่าสนุกสักหนึ่งหรือสองแห่งแล้วชี้ทิศทางให้ก็พอ พวกเราจะไปเที่ยวกันเอง”
พูดจบก็หันไปส่งสายตาให้อินเยว่ อินเยว่เข้าใจความหมายจึงหยิบเศษเงินครึ่งตำลึงออกมาจากถุงเงิน “รับไป!”
เมื่อเห็นโจวเหมิงมองมานางก็โยนเงินให้เขา ก้อนเงินตกลงไปในอ้อมอกของเขาพอดิบพอดี
โจวเหมิงตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด สายตาประหลาดใจกวาดมองผ่านร่างของอินเยว่แล้วไปหยุดอยู่ที่ฉินเหยาซึ่งเมื่อครู่เขาไม่ได้มองอย่างจริงจังเลย
สตรีที่ก้มหน้ามองเขาเล็กน้อยผู้นี้ขี่ม้าตัวสูงใหญ่ แต่งกายทะมัดทะแมง ที่เอวยังเหน็บมีดสั้น…สตรีบ้านไหนออกนอกบ้านแล้วพกมีดกันเล่า ฮูหยินผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์!
ลูกตาของโจวเหมิงกลอกไปมา เก็บเงินพลางยกมือขึ้นทำท่าเชิญฉินเหยา
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็จะบอกกับฉินเหยาเท่านั้น นานๆ ครั้งถึงจะถามหลิวจี้สักคำ
หลิวจี้คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีและยินดีที่ตนจะได้อยู่ว่างๆ เขามีหน้าที่ดูแลลูกๆ และคอยเป็นล่ามให้เด็กๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจสำเนียงต่างถิ่น
เมื่อจะเข้าเมือง ทุกคนจำต้องลงจากม้าเพื่อตรวจสอบ หลิวจี้จึงให้เด็กๆ ทุกคนลงจากรถม้า ม้าของตนเองมอบให้โจวเหมิงเป็นผู้จูง มือข้างหนึ่งจูงเด็กน้อยสองคนเดินตามหลังฉินเหยาไปตรวจสอบใบผ่านทางและเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่น
การนำรถม้าเข้าเมืองและขี่ม้าเสียค่าธรรมเนียมเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
เมื่อเข้าประตูเมืองมาแล้ว โจวเหมิงก็กำชับ “ฮูหยิน ในเมืองห้ามควบม้าขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้ คณะเดินทางจึงจูงม้าเดินตามโจวเหมิงมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมเล็กๆ สองชั้นแห่งหนึ่ง
โจวเหมิงอธิบายว่า “โรงเตี๊ยมแห่งนี้แม้จะอยู่ในตรอก แต่เมื่อออกจากปากตรอกก็สามารถไปยังถนนหลักได้ นับว่าเป็นสถานที่เงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวาย สถานที่อาจจะเล็กไปบ้าง แต่ราคาย่อมเยา ที่โถงใหญ่ยังสามารถสั่งอาหารมารับประทานได้ ปลาดิบของพ่อครัวใหญ่ที่นี่รสชาติเป็นเลิศ ฮูหยินกับนายท่านลองสั่งมาชิมสักจานก็ได้นะขอรับ ราคาเพียงสองตำลึงเท่านั้น”
เพียงหรือ อินเยว่และเอ้อร์หลางสบตากัน ราคาของในเมืองหลักอวี๋โจวนี้สูงเกินไปแล้ว!
โจวเหมิงก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของแขกเช่นกัน เขาเห็นว่าครอบครัวนี้เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน นายท่านหลิวยังสวมเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านมั่งคั่ง
แต่ทั้งครอบครัวไม่มีใครสวมใส่เครื่องประดับราคาแพง คิดว่าในชีวิตประจำวันคงจะประหยัดพอสมควร
ด้วยเหตุนี้จึงพาคนมาที่โรงเตี๊ยมข้างถนนสายหลักซึ่งมีระดับต่ำกว่าโรงเตี๊ยมใหญ่ในเมืองเล็กน้อยและแนะนำปลาดิบราคาค่อนข้างแพงจานหนึ่งเพื่อลองหยั่งเชิงดู จะได้แนะนำสถานที่เที่ยวที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของพวกเขาต่อไปได้
เป็นไปตามคาด หลิวฮูหยินสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังเผยความสนใจออกมาเล็กน้อย ส่วนนายท่านหลิวก็พูดออกมาตรงๆ ว่า “ซานหลาง ซื่อเหนียง เดี๋ยวพวกเราไปลองชิมปลาของอวี๋โจวกัน!”
ฝาแฝดพยักหน้าหงึกๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ท้องน้อยๆ ของพวกเขาจึงรอไม่ไหวแล้ว แต่กฎก็คือกฎ เมื่ออยู่ข้างนอกจะส่งเสียงดังไม่ได้จึงทำได้เพียงเบิกตากลมโตเป็นประกายรอคอยแล้วแอบกำหมัดดีใจอยู่เงียบๆ
ปฏิกิริยาที่น่ารักของเด็กๆ ทำให้ฉินเหยาแย้มยิ้ม นางพยักพเยิดให้โจวเหมิงนำทางข้างหน้าแล้วพาคนทั้งครอบครัวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ชื่อว่า ‘ผิงอัน’
การใช้เงินจ้างคนช่างสะดวกสบายนัก ขั้นตอนการเข้าพักทั้งหมดล้วนมีโจวเหมิงจัดการให้
อินเยว่ไม่วางใจจึงบอกกล่าวอาจารย์ของนางคำหนึ่ง แล้วตามไปยังสวนหลังบ้านเพื่อเลือกห้องพักขนาดใหญ่และกว้างขวางสองห้องที่อยู่ติดกัน
ห้องหนึ่งสำหรับสตรี ห้องหนึ่งสำหรับบุรุษ จากนั้นก็นำสัมภาระบนรถม้าทั้งหมดไปจัดวางไว้ในห้องพักแขกจนเรียบร้อย นี่ถึงได้กลับไปยังโถงด้านหน้าด้วยความรู้สึกเบาตัว