ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 607 ยากที่จะกลืนลง
ตอนที่ 607 ยากที่จะกลืนลง
“ศิษย์พี่เยว่ มาเร็วเข้า!”
สี่พี่น้องที่ตามบิดามารดามาเลือกที่นั่งริมหน้าต่างในโถงใหญ่นานแล้ว พอเห็นอินเยว่ก็รีบยกมือขึ้นโบกไม้โบกมือเรียกนางทันที
อินเยว่หัวเราะเบาๆ แล้วรีบเดินเข้าไป ซื่อเหนียงตบที่ว่างข้างๆ ที่นางตั้งใจเว้นไว้ให้ “ตรงนี้ๆ ศิษย์พี่เยว่ พวกเรานั่งด้วยกันนะ”
“ได้เลย!” อินเยว่ทรุดกายนั่งลงอย่างรวดเร็ว อดใจไม่ไหวที่จะหยิกแก้มแดงๆ น่ารักๆ ของเด็กหญิงตัวน้อย
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า ฉินเหยาก็ส่งสัญญาณให้หลิวจี้สั่งอาหารได้
หลิวจี้แสร้งทำทีเป็นสะบัดแขนเสื้อ เผยให้เห็นมือทั้งสองข้าง “เสี่ยวเอ้อร์ สั่งอาหาร!”
เมืองอวี๋โจวแห่งนี้สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่ การสั่งอาหารยังมีรายการให้เลือก ลูกจ้างยกถาดใส่ป้ายไม้ขนาดใหญ่มาให้ บนป้ายไม้ล้วนเป็นชื่ออาหาร แขกต้องการอะไรก็เพียงแค่พลิกป้ายนั้น นอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังให้ความรู้สึกเป็นพิธีรีตองแก่แขกอีกด้วย
ปลาดิบสดที่โจวเหมิงแนะนำต้องลองชิมอยู่แล้ว หลิวจี้จึงพลิกป้ายปลาดิบสดก่อน จากนั้นก็ให้เด็กๆ ทั้งสี่คนเลือกคนละอย่าง รวมทั้งอินเยว่ที่เป็นศิษย์ด้วย หลักๆ คือต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกัน
สุดท้ายฉินเหยาก็สั่งน้ำแกงหวานเพิ่มอีกเจ็ดถ้วยเพื่อดับกระหาย ทั้งครอบครัวจึงนั่งรออาหารมาขึ้นโต๊ะด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
โจวเหมิงเป็นคนรู้จักเว้นระยะห่าง เขาถอยไปอยู่ตรงประตูโรงเตี๊ยมตามลำพังซึ่งทำให้ได้ยินเสียงเรียกของแขกได้ตลอดเวลาโดยไม่รบกวนการกินอาหารของครอบครัวผู้อื่น ทั้งยังสะดวกให้เขามองหานายจ้างคนต่อไปในโรงเตี๊ยมนี้ด้วย
โรงเตี๊ยมผิงอันแห่งนี้มีแขกไม่มากนัก อาหารจึงมาเร็วมาก อาหารหกอย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่างใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็มาครบแล้ว
อาหารถูกจัดวางอย่างประณีต สีสันสดใสน่ามอง กลิ่นก็หอมชวนให้น้ำลายสอ เรียกได้ว่ามีครบทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติ
ซานหลางอดกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไม่ได้ รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างใจร้อน “ท่านแม่~”
ฉินเหยาพยักหน้า ซานหลางก็รีบยกตะเกียบตรงไปยังเมนูปลาดิบสดที่โจวเหมิงแนะนำอย่างแข็งขัน คีบเนื้อส่วนท้องที่นุ่มที่สุดชิ้นหนึ่ง
หลิวจี้และคนที่เหลือก็ทยอยลงตะเกียบตามกันไป พวกเขาคีบเนื้อปลาเข้าปากด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม…
เดี๋ยว!
ฉินเหยาผู้ซึ่งกำลังจะลงมือเป็นคนสุดท้ายพลันชะงักมือที่กำลังจะคีบเนื้อปลา นางมองผู้ใหญ่สองคนกับเด็กสี่คนที่มีเนื้อปลาอยู่ในปากแต่กลับทำสีหน้าแปลกประหลาดอย่างระแวดระวัง
“เกิดอะไรขึ้น” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
สิ้นเสียงของนางก็เห็นหลิวจี้ทำสีหน้าราวกับกินของเน่าเข้าไป เขาหยิบชามเปล่าขึ้นมา ก้มหน้าลงอย่างสง่างามแล้วคายเนื้อปลาที่เคี้ยวแล้วในปากออกมาทั้งหมด
เมื่อมีคนแรกก็ย่อมมีคนที่สอง ต้าหลางและน้องๆ อีกสามคนรวมถึงอินเยว่ต่างก็พากันคายเนื้อปลาในปากลงในชามเปล่าของตน
จากนั้นทุกคนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกัน เผยสีหน้าขอบคุณราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะ
ขอบคุณสวรรค์ พวกเขายังหายใจอยู่
ทั้งหกคนไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องตะเกียบของฉินเหยาที่กำลังจะคีบเนื้อปลา ท่าทางไม่เหมือนจะห้ามนางไม่ให้กิน แต่กลับคาดหวังที่จะได้เห็นปฏิกิริยาของนางหลังจากกินปลาดิบสดจานนี้เข้าไปมากกว่า
“มันไม่อร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ” ก็ดูสดดีนี่ ก็แค่ปลาดิบ ต่อให้ไม่อร่อยแล้วมันจะแย่ได้สักแค่ไหนกันเชียว
ฉินเหยาไม่เชื่อ นางคีบปลาขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วนำเนื้อปลาเข้าปากท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของหลิวจี้และคนอื่นๆ
ในไม่ช้า เนื้อปลาที่อยู่ในปากซึ่งปราศจากการปกปิดของเครื่องปรุงรสก็เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน
กลิ่นคาวดินที่คละคลุ้งมาพร้อมกับรสสัมผัสของเนื้อเน่าๆ ลื่นๆ ทำให้สีหน้าของฉินเหยาเปลี่ยนไปทันที นางรู้สึกคลื่นไส้จนต้องโก่งคออาเจียน คายเนื้อปลาที่นุ่มจนเละออกมาทั้งหมด
นางน่าจะเชื่อตั้งแต่แรก!
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ทั้งหกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เผยรอยยิ้มโล่งอกออกมาทันที คนทั้งเจ็ดต่างก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ พากันยกถ้วยน้ำแกงหวานขึ้นมาเตรียมบ้วนปาก อย่างไรเสียก็ยังมีอาหารอีกหลายอย่าง คงไม่เลวร้ายไปทั้งหมด ยังสามารถลองชิมอย่างอื่นต่อไปได้
กลิ่นเปรี้ยวเหม็นราวกับน้ำส้มสายชูในไหหมักโชยเข้ากลางกระหม่อม โรงเตี๊ยมผิงอัน นี่พวกท่านเรียกมันว่าน้ำแกงหวานรึ!
สีหน้าคาดหวังของคนทั้งเจ็ดหายวับไปในทันที พวกเขาคายน้ำแกงหวานในปากออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
“น้ำ! ขอน้ำ!” หลิวจี้ตะโกน
อินเยว่ก็รีบหยิบถุงน้ำออกมาส่งให้ เมื่อเห็นหลิวจี้ยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว ต้าหลางและพี่น้องอีกหลายคนก็ร้องอุทาน “ท่านพ่อ เหลือไว้ให้พวกเราบ้าง!”
บิดาแก่ๆ ยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง เขาไม่ได้ดื่มน้ำจนหมด แต่เหลือไว้กว่าครึ่งแล้วส่งให้ภรรยา
ฉินเหยาไม่เกรงใจ นางดื่มอึกหนึ่งเพื่อบ้วนปากก่อนแล้วจึงส่งที่เหลือให้ต้าหลาง สี่พี่น้องจึงได้รับน้ำพุบนภูเขาอันแสนหวานใสราวกับน้ำช่วยชีวิตมาคนละอึก ในที่สุดก็รอดชีวิตมาได้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารที่เหลืออีกหลายอย่าง สี่พี่น้องก็หน้าซีดเผือด ร่างกายเอนไปข้างหลังอย่างซื่อตรง
ซานหลางกุมท้องที่ร้องครวญคราง รู้สึกน้อยใจจนแทบจะร้องไห้ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยกินอาหารที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเลย
อินเยว่ลองหยั่งเชิงถามอาจารย์ของตน “จะลองชิมอย่างอื่นดูไหมเจ้าคะ”
ฉินเหยาปฏิเสธอย่างมีเหตุผล
หลิวจี้มองแกงจืดเต้าหู้หยกที่จัดวางอย่างสวยงามแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “อาเยว่ เจ้าลองชิมดูสิ”
“ไม่ๆๆ ให้สามีท่านอาจารย์ลองก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ” อินเยว่กล่าวอย่างเจื่อนๆ
หลิวจี้ “อย่าเลยๆ เคารพผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเป็นคุณธรรม เจ้ายังเด็ก เจ้ากินก่อน”
อินเยว่ “งั้น…ข้าลองดูนะเจ้าคะ”
ครอบครัวฉินเหยาทั้งหกคนพยักหน้าอย่างแรง ส่งสายตาให้กำลังใจนาง เจ้าคือความหวังเดียวของครอบครัวเราแล้ว!
อินเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหยิบตะเกียบยื่นไปยังชามแกงจืดเต้าหู้หยกที่ทุกคนฝากความหวังไว้
ซานหลาง “ศิษย์พี่เยว่ ไม่อร่อยใช่ไหม”
หลิวจี้ “ถ้าไม่อร่อยก็คายออกมาเถอะ อาจารย์ไม่ว่าเจ้าหรอก”
ฉินเหยา “ถ้าอย่างไรเจ้าคายออกมาเลยจะดีกว่า”
อินเยว่ไม่ได้คาย นางกลืนลงไปแล้ว จากนั้นพูดด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนท่ามกลางสายตาคาดหวังของทุกคนในครอบครัว “ก็ไม่ถึงกับกินไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อย กินได้เจ้าค่ะ”
แกงจืดเต้าหู้นี้ทำให้อินเยว่มีความกล้าที่จะลองมากขึ้น ด้วยความคิดที่ว่าต่อให้ตนเองถูกพิษจนตายก็ไม่สามารถปล่อยให้อาจารย์กินจนอาเจียนได้ นางจึงลองชิมอาหารที่เหลืออีกสี่อย่างรวดเดียวจนหมด
“นอกจากปลาดิบสดและน้ำแกงหวานที่เป็นของขึ้นชื่อแล้ว อย่างอื่นก็ปกติเจ้าค่ะ” อินเยว่พยักหน้าหนักๆ “กินได้ วางใจเถอะเจ้าค่ะ!”
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ว่าแย่ไปเสียทั้งหมด
เพียงแต่ถูกน้ำแกงหวานและปลาดิบสดทำร้ายมาสองครั้ง ตอนนี้ต่อให้หยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่มีความอยากอาหารแล้ว
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเขี่ยข้าวสวยในชาม ยังพอฝืนกินได้สองคำ
ซานหลางทำปากยื่นอย่างน้อยใจ พึมพำกับตัวเอง “ข้าคิดถึงท่านอาอาวั่ง ข้าคิดถึงน้าหลี่ ข้าคิดถึงท่านป้าใหญ่…”
พวกเขาล้วนเป็นคนที่ทำอาหารอร่อย ส่วนคนอื่นเช่นท่านลุงใหญ่ท่านลุงรองนั้น เขาไม่นึกถึงเลย
อินเยว่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ลูบใบหน้าเล็กๆ ที่น่าสงสารของซื่อเหนียงแล้วลุกขึ้นพูดว่า “ยังเหลือเสบียงแห้งอยู่บ้าง ข้าจะไปเอามาให้”
เด็กๆ พยักหน้าอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่หม่นหมองในที่สุดก็สว่างขึ้นเล็กน้อย
อันที่จริง ตั้งแต่เย็นวันแรกที่ออกจากบ้าน คนทั้งเจ็ดก็เริ่มคิดถึงอาหารรสเลิศที่บ้านแล้ว
โดยเฉพาะฝีมือของอาวั่ง ตอนอยู่ที่บ้านไม่รู้สึกว่าหายากเพียงใด พอเดินทางไกลถึงได้รู้ว่าที่แท้ปกติอยู่ที่บ้านพวกเขากินดีขนาดไหน!
หลายวันนี้ ทุกครั้งที่กินอาหารข้างนอก ต้องอาศัยเสบียงแห้งที่หลี่ซื่อเตรียมไว้ให้ก่อนเดินทางจึงจะพอมีเรี่ยวแรงกินอะไรลงไปได้บ้าง
ตอนที่ยังอยู่ในเขตจังหวัดจื่อจิง ยังพอหาซื้ออาหารประเภทเส้นที่ถูกปากได้สักมื้อสองมื้อ
แต่พอเหยียบย่างเข้ามาในเขตของอวี๋โจว รสชาติอาหารของสองที่ก็แตกต่างกันอย่างมาก คนทั้งเจ็ดจึงผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด