ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 608 ท่องเที่ยวหนึ่งวัน
ตอนที่ 608 ท่องเที่ยวหนึ่งวัน
เคี้ยวเสบียงแห้งส่วนสุดท้ายที่หลี่ซื่อทำและมองอาหารอวี๋โจวเต็มโต๊ะที่ดูดีแต่ไร้ประโยชน์ทั้งยังแพงลิบลิ่ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างหาได้ยาก
กินไม่อิ่มก็ไม่มีแรง
ไม่มีแรงก็ไม่มีกำลังใจ
ไม่มีกำลังใจก็ไม่อยากไปที่ไหนทั้งนั้น
ทั้งเจ็ดคนในครอบครัวปฏิเสธคำแนะนำให้ไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆ ของโจวเหมิงอย่างเด็ดเดี่ยว หลังจากไล่เขาไปแล้วก็แบ่งกลุ่มชายหญิงกลับไปยังห้องพักแขกของฉินเหยาและหลิวจี้ตามลำดับ พอล้มตัวลงนอนก็ไม่ขยับอีก
ท่าทางที่หมดเรี่ยวแรงอย่างพร้อมเพรียงกันนั้นราวกับป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากันทั้งกลุ่ม
เห็นได้ชัดว่า…นี่เพิ่งจะออกมาได้เพียงสามวันเท่านั้น!
ยังจำได้ว่าเมื่อสามวันก่อนตอนออกเดินทาง ท่าทางที่ทั้งครอบครัวมีความสุขและเต็มไปด้วยความคาดหวังนั้นช่างมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยพลังเพียงใด
“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!”
หลิวจี้พลันดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทำเอาต้าหลางสามพี่น้องที่อยู่ข้างๆ ตกใจจนตัวสั่น มองไปยังท่านพ่ออย่างประหม่า คงไม่ได้ถูกอาหารรสชาติแย่พวกนี้กระตุ้นจนเสียสติไปแล้วหรอกนะ?
ต้าหลางเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านพ่อ?”
หลิวจี้กวักมือเรียก “ตื่นก็ดีแล้ว ไป ไปจ่ายตลาดกับพ่อ พักนี้ท่านแม่ของพวกเจ้าไม่เจริญอาหารเลย หิวจนซูบผอมไปหมดแล้ว”
ประเด็นสำคัญคือ กระเพาะของเขาก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน หากไม่ได้กินอาหารดีๆ สักมื้อ ต่อไปจะเอาแรงที่ไหนเข้าเมืองหลวง?
เขายังอยากจะพบหน้าท่านอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายอยู่นะ!
พูดจบหลิวจี้ก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของลูกทั้งสามคน ไล่พวกเขาลงจากเตียง “สวมรองเท้าซะ พวกเรารีบหน่อย บางทีวันนี้อาจจะได้กินอาหารเย็นอิ่มๆ สักมื้อ”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางพยักหน้าอย่างงุนงง รีบลงจากเตียงและสวมรองเท้าแล้วตามท่านพ่อที่ร้อนรนออกจากโรงเตี๊ยมไป
เมื่อมาถึงถนนใหญ่ สามพี่น้องจึงเพิ่งจะรู้ตัว เอ้อร์หลางมองบิดาบังเกิดเกล้าของตนที่กำลังต่อราคากับหญิงชาวนาจนอีกฝ่ายอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่หิวจนซูบผอมแล้วหรือ”
หลิวจี้เลือกผักป่าโดยไม่หันกลับมามอง “ไม่ได้กินของดีๆ มาหลายวัน จะไม่ผอมซูบได้อย่างไร หน้าก็เล็กลงไปตั้งเยอะ”
ต้าหลางมุมปากกระตุกเล็กน้อย “เป็นเพราะตากแดดจนดำ เลยดูเล็กลงกระมัง”
เขายังจำได้ว่าเมื่อครู่ตอนที่ท่านแม่พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน บนแขนนั้นมีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หมัดเดียวยังซัดเสือให้ตายได้ จะผอมลงได้อย่างไรกัน
หลิวจี้หันกลับไปถลึงตาใส่เจ้าเด็กสามคนนี้อย่างไม่สบอารมณ์ “ก็มีแต่พวกเจ้านี่แหละที่พูดมาก ถือผักนี่ไว้แล้วไปดูว่ายังมีเนื้อสดๆ อีกหรือไม่”
ทางที่ดีที่สุดคือซื้อซี่โครงหมูได้ สตรีใจร้ายที่บ้านไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นชอบกินเนื้อติดมัน มีเพียงนางที่ชอบกินกระดูกแห้งๆ พวกนี้
หญิงชาวนาส่งผักป่าให้ พี่น้องแต่ละคนรับไปคนละกำ พอกับจำนวนคนที่ถือพอดี
สามพี่น้องถือผักป่าสามกำที่ท่านพ่อใช้เงินสิบเหวินซื้อมา เดินตามอยู่ข้างหลังแล้วมองดูหลิวจี้ที่กำลังมองหาซี่โครงหมูอย่างขะมักเขม้นก็ได้รับพลังจากเขาจึงสบตากันแล้วหัวเราะออกมา
เมืองหลักอวี๋โจวนี้ใหญ่โตจริงๆ เพียงแค่ถนนขายผักก็ยาวเหยียด สามารถเดินเล่นได้นานกว่าครึ่งชั่วยาม
เมื่อสี่พ่อลูกซื้อซี่โครงหมูเสร็จแล้วก็ยังไปที่ร้านขายของชำเพื่อซื้อเครื่องเทศอีกมากมาย ที่แห่งนี้มีพ่อค้าวาณิชมาชุมนุม ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าครบครัน ราคายังถูกกว่าที่จังหวัดจื่อจิงอยู่ไม่น้อย
หลิวจี้มือซ้ายคว้าไก่ตัวหนึ่ง มือขวาหิ้วซี่โครงหมูไร้มันสองชิ้น หันกลับไปมองผักป่าและเครื่องเทศที่ลูกชายทั้งสามอุ้มอยู่ในอ้อมแขน ในหัวก็คำนวณส่วนต่างของราคาแล้วก็ต้องตกใจเล็กน้อย
ของที่เขาเพิ่งซื้อมาทั้งหมดนี้ ใช้เงินน้อยกว่าตอนอยู่ที่อำเภอไคหยางถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินเชียว
บิดาแก่ๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาทันที หันกลับไปต่อรองกับลูกชายทั้งสาม “ถ้าท่านแม่ของพวกเจ้าถามขึ้นมาก็ให้บอกว่าของพวกนี้ใช้เงินไปสองตำลึง เข้าใจหรือไม่”
เอ้อร์หลางหัวไวทันคนจึงรู้ทันความคิดของท่านพ่อในทันที เขาฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดียวกับบิดาออกมา “ค่าปิดปากสิบเหวิน”
หลิวจี้ตอบตกลงอย่างรวดเร็วว่า “ตกลง!”
ซานหลางหัวเราะแหะๆ สิบเหวินแน่ะ ซื้อถังหูลู่ไม้ใหญ่ๆ ได้ตั้งสองไม้
ต้าหลางถลึงตาใส่น้องชายทั้งสองอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง “ท่านแม่ไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่ถามคนท้องถิ่นก็รู้ส่วนต่างราคานี้แล้ว ท่านพ่อ อย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่า เพื่อเงินหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวิน ไม่คุ้มค่าเลย”
หลิวจี้ประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวิน?”
เด็กหนุ่มทั้งสามคนพูดพร้อมกันว่า “ก็คำนวณสิ ชัดเจนขนาดนี้ คำนวณยากหรือท่านพ่อ”
หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก ลูกๆ เหมือนเขาทุกคน ฉลาดเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน
แต่เขาลำบากออกมาซื้อของ ยังต้องลงครัวทำอาหารอร่อยๆ ด้วยตัวเองอีก เก็บเงินสตรีใจร้ายเพียงเล็กน้อยหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินก็ไม่ถือว่าเกินไปกระมัง
อาหารเย็นอันโอชะถูกยกขึ้นโต๊ะ ในที่สุดทั้งเจ็ดคนในครอบครัวก็ได้กินข้าวกับน้ำแกงร้อนๆ สบายท้องสักมื้อ ฉินเหยากินข้าวไปถึงห้าชาม นางพิงเก้าอี้หลับตาพริ้มเพื่อย่อยอาหารอย่างพึงพอใจ
นางไม่ได้ถามว่าค่าอาหารเท่าไหร่ หลิวจี้เองก็ไม่ได้บอกเอง สองสามีภรรยารู้แก่ใจดี ถือเป็นการยอมรับวิธีการนี้ไปโดยปริยาย
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับฉินเหยาในตอนนี้ อาหารมื้อนี้ที่หลิวจี้ทำในคืนนี้เพียงแค่คุณค่าทางจิตใจก็เกินกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินแล้ว
อีกทั้ง…
“หลิวจี้ ต่อไปอาหารเย็นของบ้านเราให้เจ้าเป็นคนทำ วันหนึ่งต้องได้กินของร้อนๆ สักมื้อ ในใจถึงจะสบาย เจ้าว่าจริงหรือไม่”
น้ำเสียงของฉินเหยาเกียจคร้าน นางหรี่ตามองมาพร้อมรอยยิ้ม หลิวจี้ไหนเลยจะกล้าปฏิเสธแม้แต่คำเดียว ได้แต่ยิ้มรับอย่างว่าง่าย “ขอเพียงแค่เมียจ๋าพอใจ ต่อให้ต้องทำอาหารวันละสามมื้อ ข้าก็จะไม่มีปริปากบ่นเลย!”
ฉินเหยาชี้นิ้วไปที่เขาอย่างพึงพอใจ “วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ข้าพอใจมาก”
หลิวจี้ที่รู้ว่าตนเองหักเงินไว้พยายามฝืนยิ้มน้อยๆ
เมื่อมีหลิวจี้ลงครัว กระเพาะของฉินเหยาที่ถูกทารุณก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างใหญ่หลวง เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าที่ถูกปากถูกใจแล้ว นางก็พาลูกศิษย์และลูกๆ ออกไปเที่ยวเล่นอย่างกระตือรือร้น
หลิวจี้ออกจากที่พักเป็นคนสุดท้าย เขากรอกน้ำต้มสุกจนเต็มกระบอกน้ำของเหล่าแม่ลูกแล้วใส่ลงในถุงผ้าด้วยความเคยชิน จากนั้นใส่แป้งทอดไส้เนื้อที่เพิ่งทำเมื่อเช้านี้ลงไปในกล่อง เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้นจึงลงกลอนประตูห้องพักแขกแล้วเดินตามบรรดาแม่ลูกไป
อินเยว่เป็นคนมีไหวพริบ เมื่อเห็นถุงผ้าหนักอึ้งบนไหล่ของสามีท่านอาจารย์ก็รีบวิ่งกลับมาช่วยหยิบกระบอกน้ำของตนเองไป
มุมปากของหลิวจี้กระตุกอย่างรุนแรงพลางคิดว่าเจ้าคิดว่าข้าลืมกระบอกน้ำส่วนของเจ้าหรือไง
ช่างเถอะๆ ไม่ถือสาหาความกับเด็กสาวไม่รู้ความผู้นี้แล้ว จะได้ไม่ไปยั่วโมโหอาจารย์ที่ชอบให้ท้ายลูกศิษย์ของนางแล้วหาเรื่องไม่สบายใจให้ตัวเอง
โดยรวมแล้ว การเที่ยวอวี๋โจวหนึ่งวันในวันนี้ถือว่าราบรื่นมาก
เด็กๆ ได้ดูการแสดงกายกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เดินเที่ยวชมร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ได้เห็นของแปลกๆ จากทั่วทุกสารทิศ ทุกคนยังได้ซื้อของเล่นเล็กๆ ที่ไม่กินที่มาคนละชิ้น อีกทั้งอาหารกลางวันก็เป็นอาหารที่เตรียมมาเอง อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อวานนี้จึงได้รับการชดเชยอย่างใหญ่หลวง
ตั้งแต่สายจนถึงเย็นย่ำตะวันคล้อย ในที่สุดก็ได้เดินรอบเมืองหลักอวี๋โจวนี้หนึ่งรอบ แม้จะเป็นการชมแบบผ่านๆ แต่ก็ถือว่าได้มาเยือนแล้ว
ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังกลับโรงเตี๊ยมอย่างมีความสุขก็ได้เดินผ่านกำแพงประกาศจับของเมืองหลักอวี๋โจว บนนั้นมีประกาศตามหาคนแผ่นใหม่ติดอยู่มากมาย
ฉินเหยาเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ มีประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไปอยู่ไม่น้อย เพียงแค่ให้เบาะแสก็สามารถรับรางวัลได้ตั้งแต่สองร้อยเหวินไปจนถึงห้าตำลึง
นางพลันคิดขึ้นมาได้ว่า หากตนเองไปถึงเมืองหลวง ไม่แน่อาจจะอาศัยประกาศจับพวกนี้หาเงินค่าขนมได้ไม่น้อยเลย
“ท่านแม่!” ซื่อเหนียงที่ขี่คอหลิวจี้อยู่พลันชี้ไปที่กำแพงประกาศจับแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “อะไรคือผู้ค้ามนุษย์หรือเจ้าคะ”