ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 609 ผู้ค้ามนุษย์
ตอนที่ 609 ผู้ค้ามนุษย์
ซื่อเหนียงรู้ว่าหนึ่งร้อยตำลึงเป็นเงินจำนวนเท่าใด นั่นเป็นเงินที่สามารถซื้อนาชั้นดีได้สิบหมู่ เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวธรรมดาสามคนไปได้ชั่วชีวิต
ดังนั้นเมื่อเห็นประกาศจับบนกำแพงแผ่นหนึ่งซึ่งเขียนไว้ว่าหากมีผู้ใดช่วยตามหาผู้ค้ามนุษย์ที่พาบุตรหลานของบ้านตนไปได้ สามารถไปรับเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงได้ที่จวนจึงรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง
นางไม่รู้ว่าผู้ค้ามนุษย์นั่นคืออะไร เหตุใดจึงมีค่าถึงเพียงนี้
ฉินเหยาเดินไปที่หน้ากระดานประกาศ ดูประกาศแผ่นที่ซื่อเหนียงชี้แล้วอธิบายว่า “ผู้ค้ามนุษย์ก็คืออาชญากรที่เชี่ยวชาญด้านการลักพาตัวคนไปขาย บุตรสาวของเจ้าของประกาศแผ่นนี้ถูกผู้ค้ามนุษย์พาตัวไป คนในครอบครัวร้อนใจดั่งไฟเผาจึงได้ติดประกาศตามหา”
ขณะที่พูด ฉินเหยาก็มองประกาศจับบนกระดานประกาศอีกสองสามครั้ง เมื่อครู่ไม่ได้สังเกตเนื้อหา เอาแต่จ้องมองเงินรางวัล ตอนนี้เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจึงพบว่าไม่ใช่แค่ประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป แต่ยังมีประกาศตามหาคนอีกสี่ห้าฉบับ
ที่หายไปล้วนเป็นเด็กเล็ก คนหนึ่งอายุห้าขวบ คนหนึ่งแปดขวบและยังมีอีกคนที่อายุสิบสามปีแล้ว
การมีประกาศตามหาคนปรากฏขึ้นมากมายในเวลาเดียวกัน เมื่อดูประกาศรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงที่ต้องการเบาะแสของผู้ค้ามนุษย์อีกครั้ง ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ทั้งครอบครัวพูดคุยกันเรื่องประกาศจับมูลค่าสูงนั้นระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม พอดีกับเป็นเวลาอาหาร ในโถงใหญ่จึงมีคนนั่งอยู่เกือบเต็ม
ครอบครัวของฉินเหยาเช่าห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเองและไม่ได้กินที่นี่ เมื่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นพวกนางก็รีบทักทายคำหนึ่งแล้วจึงรีบไปต้อนรับแขกคนอื่นต่อ
ที่กลางโถงใหญ่มีโต๊ะของแขกกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกันเสียงดัง เพราะเสียงโหวกเหวกจึงถูกเถ้าแก่ห้ามปราม แขกกลุ่มนั้นจึงบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
หากเป็นปกติ เรื่องสนุกเช่นนี้หลิวจี้ย่อมต้องเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ตอนนี้เขายังต้องกังวลเรื่องอาหารการกินของทั้งครอบครัวจึงไม่มีแก่ใจจะทำเช่นนั้น
เขาวางซื่อเหนียงลงจากบ่า วางท่าเป็นท่านอาจารย์แล้วเรียก “อาเยว่ เจ้าตามข้าไปเตรียมการที่ห้องครัว”
อินเยว่รับคำ นางบอกกับฉินเหยาคำหนึ่งแล้วจึงตามหลิวจี้ไปเตรียมอาหารเย็นก่อน
ฉินเหยากับลูกๆ ทั้งสี่คนยังอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่มีทีท่าว่าจะกลับห้อง พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงยืนอยู่ข้างๆ อย่างเปิดเผย มองดูกลุ่มแขกที่กลางโถงใหญ่พูดคุยกันต่อด้วยเสียงที่เบาลง
พอพูดถึงช่วงที่ตื่นเต้น เสียงก็ดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง พอจะได้ยินคำพูดอย่าง ‘กลุ่มค้ามนุษย์’ ‘คนที่มากับเด็กจะถูกจับตา’ ‘พวกมันมีทั้งชายหญิงและคนชราเพื่อบังหน้า ป้องกันได้ยากยิ่ง’ และคำพูดอื่นๆ ในทำนองนี้
ซื่อเหนียงดึงชายเสื้อของท่านแม่ ฉินเหยาก้มหน้าลง ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เป็นอะไรไป หิวหรือ กระหายน้ำหรือ”
ยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะพูด ฉินเหยาก็ล้วงเหรียญเงินออกมาครึ่งพวง เตรียมให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปซื้อขนมจากแผงลอยที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมกลับมา
ซื่อเหนียงรีบร้องห้ามท่านแม่ก่อนถอนหายใจเบาๆ อย่างจนใจแล้วรีบอธิบายว่าตนไม่ได้หิวหรือกระหายน้ำ เพียงแค่อยากจะคุยกับท่านแม่เท่านั้น
“ท่านแม่ ทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องผู้ค้ามนุษย์กันอยู่ หมายความว่าที่อวี๋โจวนี้มีโจรลักพาตัวที่จ้องจะลักพาตัวเด็กโดยเฉพาะจำนวนมากหรือไม่เจ้าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยมีสีหน้าจริงจัง ดูเหมือนจะกลัวอยู่บ้าง แต่ก็อดทนไม่แสดงออกมา
การตระหนักถึงอันตรายเป็นเรื่องที่ดีมาก ฉินเหยาไม่ได้หัวเราะเยาะความกังวลและความกลัวของเจ้าตัวเล็ก ทั้งยังตอบกลับไปอย่างจริงจัง
“แน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าสี่คนจำไว้ว่าอย่าออกไปนอกสายตาของผู้ใหญ่ หากพบบุคคลน่าสงสัยให้รีบหนีจากอันตรายทันที ถ้าหากอยากจะออกไปข้างนอกตามลำพังต้องบอกผู้ใหญ่ก่อน เข้าใจหรือไม่”
สี่พี่น้องพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แสดงออกว่าเข้าใจแล้ว
ความคิดของซานหลางมักจะแตกต่างจากคนอื่น เขามักจะแสดงความคิดเห็นแปลกๆ ออกมาเสมอจึงถามอย่างกลัวๆ ว่า “ท่านแม่ โจรลักพาตัวพวกนี้ลักพาตัวเด็กไปทำแป้งย่างไส้เนื้อคนหรือขอรับ”
ทันทีที่ถามจบก็ได้รับสายตาดูแคลนจากพี่ใหญ่และพี่รอง
ต้าหลางกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าโจรลักพาตัวโง่หรือ หากอยากกินเนื้อก็ไปขโมยหมูก็ได้นี่นา เหตุใดต้องลักพาตัวคนให้ผิดกฎหมายด้วยเล่า ในแคว้นเซิ่ง ผู้ที่ลักพาตัวคนไปเป็นทาสจะต้องถูกลงโทษแขวนคอ!”
เอ้อร์หลางลูบแก้มกลมๆ ของน้องสามอย่างสงสาร “ซานหลางเด็กโง่ โจรลักพาตัวลักพาตัวคนไปเพื่อขาย หากโชคดีก็อาจถูกขายเข้าไปเป็นทาสในบ้านคนรวย หากโชคร้ายก็จะถูกคนซื้อไปเป็นสะใภ้ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็กหรือไม่ก็เป็นแรงงาน ต้องทนทุกข์ทรมาน แม้แต่จะมีชีวิตรอดก็ยังยาก! อีกอย่างเนื้อคนก็ไม่อร่อย”
ซานหลางเบิกตากลมโตเป็นประกายพลางถามต่อ “พี่รอง ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อคนไม่อร่อย”
“ในหนังสือบอกไว้ เป็นบันทึกเบ็ดเตล็ดเล่มหนึ่ง อย่าถามว่าเป็นบันทึกเล่มไหน ถ้าถามอีกข้าจะทุบเจ้า” เอ้อร์หลางจ้องน้องชายอย่างอันตราย การข่มขู่ได้ผล ซานหลางร้องออกมาคำหนึ่งแล้วก็รีบปิดปากของตนเองอย่างว่าง่าย
ฉินเหยาส่ายศีรษะอย่างขบขัน แต่ก็ยังพาเด็กๆ ออกไปซื้อขนมจุกจิกมาไม่น้อย นางไม่รู้ว่าเด็กๆ อยากกินหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือนางอยากกิน
ขนมแบ่งออกเป็นสองห่อ ห่อหนึ่งกินวันนี้ อีกห่อหนึ่งเก็บไว้กินระหว่างทางในวันพรุ่งนี้
ห้าแม่ลูกเที่ยวเล่นกันจนพอใจแล้วจึงกลับมาที่ห้องพักแขกและก็ได้รับการกลอกตาจากหลิวจี้ที่ทำอาหารเย็นเสร็จแล้วแต่หาคนไม่เจอ
แน่นอนว่า เขากล้ากลอกตาใส่แค่เด็กๆ สี่คนเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่นั้นเขายังต้องคอยเอาใจ “เมียจ๋า เตรียมน้ำไว้ให้เจ้าแล้ว ล้างหน้าล้างมือเสร็จเราก็มากินข้าวกันเถอะ”
สองมือยื่นออกไปรับขนมสองถุงใหญ่ที่อยู่ในมือของฉินเหยาอย่างเป็นธรรมชาติพลางจุ๊ปากในใจกับจอมผลาญผู้นี้
“หลิวจี้ เจ้าพูดอะไร” ฉินเหยาที่กำลังล้างหน้าอยู่หันกลับมาถามอย่างสงสัย
หลิวจี้ถึงกับเซถลาไปข้างหน้า เกือบจะสะดุดคานพื้นในห้องพักแขกจนหน้าคะมำ เขารีบประคองร่างให้มั่นคงแล้วหันกลับมาพร้อมกับกะพริบตาอย่างใสซื่อ “เมียจ๋า ข้าไม่ได้พูดอะไรนี่”
“ไม่มีหรือ…” พึมพำกับตนเองเสียงหนึ่ง ฉินเหยาก็ยักไหล่แล้วก้มหน้าล้างมือต่อไป
หลังจากล้างหน้าล้างมือจนสะอาด ทั้งครอบครัวก็นั่งลงรอบโต๊ะเล็กๆ แล้วเริ่มกินอาหาร
ผัดผักป่าสดๆ หนึ่งจาน หมูสามชั้นผัดน้ำมันหอมกรุ่นหนึ่งจาน เต้าหู้ทอดหนึ่งจานและไข่คนในน้ำแกงข้นชามโตอีกชามหนึ่ง ไม่มีจานไหนที่จัดวางอย่างประณีต แต่กลับทำให้ทั้งเจ็ดคนกินกันจนปากมันแผล็บ ไม่มีเวลาจะพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกินอาหารเย็นกันอย่างเงียบเชียบเสร็จสิ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็อาสารับหน้าที่ล้างจานเช็ดโต๊ะ นำถ้วยชามที่ล้างสะอาดแล้วไปคืนที่ห้องครัวของโรงเตี๊ยม
ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็เตรียมตัวสำหรับการเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น
ฉินเหยากับอินเยว่ลุกขึ้นไปให้อาหารม้าที่สวนด้านหลังของโรงเตี๊ยม
หลิวจี้เก็บเสื้อผ้าที่ซักและตากแห้งไว้เมื่อวานกลับมาพับให้เรียบร้อยแล้วยังคอยดูเด็กทั้งสี่คน ตรวจดูสัมภาระของตนเอง นอกจากเสื้อผ้าและรองเท้าที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้แล้ว อย่างอื่นก็เก็บให้หมด
อาศัยจังหวะที่ในห้องครัวยังมีไฟ อินเยว่กับหลิวจี้ยังต้องทำเสบียงแห้งที่สามารถกินได้สองถึงสามวันออกมา
ยุ่งจนดึกดื่น ในที่สุดก็ได้พักผ่อน
หลับสบายตลอดทั้งคืน วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่าง ทั้งครอบครัวก็ตื่นกันแล้ว
หลังจากกินอาหารเช้าที่หลิวจี้เตรียมไว้ให้ ผู้ใหญ่ก็พาเด็กๆ ช่วยกันขนสัมภาระขึ้นไปบนตัวรถม้า จ่ายค่าที่พัก พอประตูเมืองเปิดก็ออกจากเมืองเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป
วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ตอนเช้าไม่มีแดด เป็นวันที่มีเมฆมากและมืดครึ้ม
ตลอดทางมีแต่ป่าเขาและภูเขาสูง เด็กๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์จะชื่นชมทิวทัศน์จึงหยิบตำราออกมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาที่น่าเบื่อนี้
ตอนเที่ยง ในที่สุดก็เดินทางออกจากเขตป่าเขาสูง เบื้องหน้าพลันสว่างโล่ง มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบ
ที่นี่มีกองคาราวานเดินทางผ่านบ่อยครั้ง ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจึงมีชาวบ้านตั้งโรงน้ำชาไว้ให้คนเดินทางได้หยุดพักขา
หลิวจี้แอบลูบก้นของตัวเองที่ใกล้จะแตกเป็นเสี่ยงๆ มองโรงน้ำชาอันเงียบสงบเบื้องหน้าแล้วเสนออย่างใจกล้าว่า “เมียจ๋า เราพักกันสักครู่เถอะนะ ซื้อชาร้อนๆ สักสองสามถ้วยแล้วกินกับเสบียงแห้งเป็นมื้อเที่ยงดีหรือไม่”