ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 611 ถามนั่นถามนี่
ตอนที่ 611 ถามนั่นถามนี่
น้ำชาที่ยกมาใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง แม้จะไม่ใช่ชาที่ดีอะไร แต่รสชาติหวานสดชื่น ดับกระหายได้ดีมาก
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคิดไปเองหรือไม่ ฉินเหยามักจะรู้สึกว่ากลิ่นของชาที่ยกมาใหม่กานี้ไม่เหมือนกับกาที่เพิ่งทำแตกไปเมื่อครู่
กาที่แตกไปกลิ่นจะเข้มกว่า ส่วนกาใหม่กลิ่นอ่อนกว่า
หลิวจี้ขยับเข้ามาใกล้ทันใดพลางบ่นว่า “เมียจ๋า เจ้าว่ากลิ่นชาสองกานี้ไม่เหมือนกันเลย กาก่อนหน้านี้คงจะไม่ใช่ชาเก่าค้างคืนที่ทิ้งไว้ทั้งคืนแล้วหรอกนะ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ก็เป็นไปได้จริงๆ
เมื่อเห็นเมียจ๋ามีสีหน้าเห็นด้วย หลิวจี้ก็เบ้ปากใส่แผ่นหลังที่กำลังยุ่งวุ่นวายของหญิงชราผู้นั้นทันทีพลางสบถเสียงเบา “ยายแก่ใกล้ลงโลงใช้ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นป่าเขาห่างไกลไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว ข้าไม่อยากจะมาที่แผงชาโทรมๆ ของนางหรอก!”
มองซ้ายมองขวา ในโรงน้ำชามีเพียงครอบครัวของพวกเขาจึงกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง “มิน่าเล่าถึงไม่มีลูกค้า”
“เจ้าหนวกหูเสียจริง” ฉินเหยาตวัดสายตาเตือนไปที่หลิวจี้ ก็แค่เกือบจะโดนน้ำชากระเด็นใส่ไม่ใช่หรือไร ต่อว่าสักสองสามประโยคก็พอแล้ว ยังจะบ่นไม่หยุดอีก
หลิวจี้ “…” ใช่ๆๆ ข้าส่งเสียงดังรบกวนหูอันสูงส่งของเจ้าแล้ว!
อินเยว่ตรวจสอบชิงถวนแล้ว ไม่มีกลิ่นเหม็นบูดล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่วิธีการทำชิงถวนของหญิงชราที่นวดไปนวดมาแล้วยังไม่ล้างมือก็ดูน่าขยะแขยงอยู่บ้าง
แต่หญิงชราในชนบทก็เป็นเช่นนี้ ที่หมู่บ้านสกุลหลิวก็เห็นมาเยอะแล้ว ออกมาข้างนอก มีอะไรให้กินฉินเหยาก็ไม่ได้พิถีพิถันขนาดนั้น เห็นลูกๆ กินอย่างมีความสุขก็ปล่อยพวกเขาไป
จะว่าไป ชิงถวนรสเค็มนี่ดูแปลกๆ แต่รสชาติก็ไม่เลว อร่อยกว่าเนื้อปลาดิบที่กินที่โรงเตี๊ยมผิงอันเมื่อวันก่อนเป็นร้อยเท่า
“นายท่าน พวกท่านมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ”
หญิงชราปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ เอ่ยถามอย่างยิ้มแย้มราวกับชวนคุยเล่น
เรียกว่ามาได้จังหวะพอดี หลิวจี้เพิ่งถูกภรรยาดุไม่ให้พูดจา อัดอั้นตันใจอยู่พอดีจึงรีบกลอกตาเอ่ย “ธุระกงการอะไรของเจ้าด้วย เจ้าจะมายุ่งว่าข้ามาจากที่ใดทำไม!”
ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าเขาที่หน้าตาหล่อเหลาสุภาพเรียบร้อยจะพูดจาหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้ หญิงชราถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด ดูน่าสงสารราวกับถูกรังแก
หลิวจี้จุ๊ปากอย่างไม่สงสารแม้แต่น้อย หาเรื่องเองทั้งนั้น ในใจคิดว่าหากรู้ความก็รีบไปเสีย ไปทำอะไรที่ควรทำ อย่ามายุ่งกับข้า
ทว่า หญิงชราไม่เพียงแต่ไม่จากไปเพราะคำพูดร้ายกาจของเขากลับโค้งกายลงขอโทษเขา บอกว่านางแค่รู้สึกว่าครอบครัวของพวกเขามีลูกหลายคนดูครึกครื้น ทำให้นางนึกถึงหลานชายที่ตายไปตั้งแต่ยังเล็กของตน ถึงได้ปากมากถามไปสองสามประโยค
หลิวจี้เอ่ย “อ้อ ถามเสร็จแล้วก็ไปได้แล้ว”
เมื่อเห็นว่าหญิงชราตาแดง ต้าหลางก็ทนดูไม่ไหวจึงดึงแขนเสื้อของท่านพ่อเบาๆ “ท่านพ่อ เคารพผู้ใหญ่เมตตาผู้น้อย ท่านพูดกับท่านยายดีๆ หน่อยเถิด”
หลิวจี้ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เขาชี้ไปที่หญิงชราขอบตาแดงก่ำแล้วสั่งสอนลูกชายโง่เขลาของตนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเบาแต่ความจริงแล้วคนอื่นล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
“ต้าหลาง เจ้าฟังพ่อพูดนะ หากมีใครทำให้เจ้ารู้สึกไม่สบายใจ นั่นก็เป็นปัญหาของนาง เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจนาง”
ต้าหลางพูดไม่ออก ที่ท่านพ่อพูดก็ดูเหมือนจะไม่ผิด แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงได้แต่โบกมือให้หญิงชรา “ท่านยาย ท่านไปทำงานของท่านเถิด”
“ข้าไม่ยุ่ง ข้าแค่ชอบที่มีคนเยอะๆ จะได้คึกคักหน่อย” หญิงชราขอบตาแดงก่ำพยายามเค้นรอยยิ้มยินดีออกมา
หลิวจี้มองอย่างไรก็รู้สึกขัดหูขัดตา หากไม่ใช่เพราะถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ เขาก็อยากจะตะคอกใส่หญิงชราไร้ความเกรงใจคนนี้อีกสักประโยคว่า “ไสหัวไป!” อย่ามาแสร้งทำเป็นน่าสงสารต่อหน้าบิดาผู้นี้
ดูเหมือนจะมองออกถึงสถานะในครอบครัวของหลิวจี้ หญิงชราจึงหันไปพูดกับฉินเหยาและอินเยว่แทน
“ฮูหยินแต่งให้กับสามีที่ดีนะเจ้าคะ ลูกๆ ที่เกิดมาแต่ละคนล้วนหน้าตางดงาม หญิงชราอย่างข้ามีชีวิตอยู่มาครึ่งค่อนชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูและฉลาดหลักแหลมเช่นนี้”
“สามีที่ดีหรือ” ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่ง คนที่เมื่อครู่ยังพูดจาไม่ดีกับหญิงชรา บัดนี้กลับแสดงท่าทีลำพองใจเพียงเพราะคำชมประโยคเดียว คิ้วนี่แทบจะลอยขึ้นฟ้าอยู่แล้ว
ฉินเหยาพูดตามความจริง “หากพูดถึงแค่เรื่องหน้าตาก็พอจะนับว่าดีได้อยู่”
คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่หญิงชราต้องการ นางจึงลองหยั่งเชิงต่อ “คุณชายน้อยคุณหนูน้อยดูไม่ค่อยเหมือนฮูหยินเลยนะเจ้าคะ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ชัดหรอกหรือ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าการที่หลิวจี้พูดจาไม่ดีกับหญิงชราผู้นี้เมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องผิดเลย
อินเยว่มองออกว่าท่านอาจารย์ของตนเริ่มหมดความอดทนจึงโบกมือ “ท่านยาย ท่านถอยไปเถิด”
นางยังคงไม่ถอยไป สายตาจ้องมองมีดสั้นที่เอวของฉินเหยา ทำท่าเหมือนอยากรู้อยากเห็นแล้วยื่นมือออกมาหมายจะสัมผัส
นี่เป็นการเสียมารยาทเกินไปแล้ว แววตาของฉินเหยาเย็นเยียบลงในทันใดพลางเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
หญิงชราจึงค่อยหดมือกลับไปแล้วกล่าวอย่างเจื่อนๆ ว่า “ฮูหยินพกมีดสั้นติดตัว คงจะเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์กระมัง”
หลิวจี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วจริงๆ ไม่รอให้ฉินเหยาเอ่ยปากก็ทุบโต๊ะลุกขึ้นยืนตวาดว่า “ถามนั่นถามนี่ ยายแก่เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว ไสหัวไปเดี๋ยวนี้! อย่ามารบกวนความสงบของข้า!”
ครานี้ สีหน้าน่าสงสารของหญิงชราก็รักษาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เผยให้เห็นความโกรธแค้นอยู่หลายส่วน ปากก็บ่นพึมพำ
“นายท่าน ท่านจะมาโมโหใส่หญิงชราอย่างข้าทำไม ข้าก็แค่ถามด้วยความหวังดีเท่านั้น”
“จริงสิ ขอเตือนฮูหยินกับนายท่านสักหน่อย แถวนี้มีผู้ค้ามนุษย์ออกอาละวาดบ่อยครั้ง พวกท่านพาคุณชายน้อยคุณหนูน้อยที่หน้าตาน่ารักเช่นนี้มาด้วยถึงสี่คน ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลิวจี้คิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกเสมอว่าประโยคสุดท้ายของยายแก่หนังเหนียวที่ว่า ‘ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี’ นั้นพูดออกมาอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่เหมือนการเตือน แต่เหมือนการข่มขู่คุกคามมากกว่า
โชคดีที่ในที่สุดหญิงชราผู้นี้ก็จากไป
ฉินเหยาที่เดิมทีคิดจะพักอีกสักครู่กลับหมดอารมณ์แล้วจึงเอ่ยถามทุกคน “กินเสร็จกันแล้วหรือยัง ถ้ากินเสร็จแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ”
อินเยว่กับเด็กทั้งสี่พยักหน้า พวกเขากินเสร็จแล้ว
หลิวจี้ยิ่งร้อนใจอยากจะไปเต็มแก่ เขามองยายแก่หนังเหนียวผู้นี้แล้วรู้สึกรำคาญใจ
อีกทั้งเขาก็รู้ว่าตนเองพูดจาไม่ดีกับนาง หากยังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่แน่ว่ายายแก่ผู้นี้อาจจะโกรธจนทำอะไรไม่ยั้งคิดกลัวว่าจะถูกวางยาพิษด้วยสารหนูจนตาย
ดังนั้น รีบจากไปโดยเร็วจึงจะดีที่สุด
“เสียอารมณ์จริงๆ!”
เดินทางออกมาจากโรงน้ำชาได้ห้าลี้แล้ว หลิวจี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ การพักผ่อนดีๆ ถูกหญิงชราประหลาดคนหนึ่งรบกวน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
“ช่วยด้วย!”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กดังขึ้นมาจากในป่าข้างทางทันใด
ฉินเหยารีบยกมือขึ้น อินเยว่ที่อยู่ด้านหลังก็รีบหยุดรถม้า
หลิวจี้มองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก “ใคร? ใครร้องขอความช่วยเหลือ?”
“ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย”
เสียงดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็มีเด็กชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากพงหญ้าในป่า เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวมอมแมมราวกับหกล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ระหว่างที่หลบหนี
เด็กชายเห็นคนอยู่ริมถนน ในดวงตาก็เปล่งประกายแห่งความหวังที่จะรอดชีวิตอย่างแรงกล้า เขารีบวิ่งมาทางฉินเหยาและหลิวจี้ วิ่งไปพลางตะโกนว่า “ฮูหยินช่วยข้าด้วย มีพวกค้ามนุษย์จะจับข้ากลับไป!”
สองสามีภรรยาตกใจ หญิงชราที่โรงน้ำชาเพิ่งจะบอกว่าแถวนี้มีพวกค้ามนุษย์ชุกชุม นี่เพิ่งจะออกมาได้เพียงห้าลี้ก็เจอเข้าแล้วหรือ
แต่ชายร่างกำยำท่าทางดุร้ายที่ถือเชือกวิ่งออกมาจากป่าก็ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คิดอะไรมากนัก
ฉินเหยาพลิกตัวลงจากหลังม้า คว้าตัวเด็กที่วิ่งหนีมาไว้ด้านหลัง
หลิวจี้ตะโกนเสียงดังตามไปทันที “เจ้าพวกค้ามนุษย์ไสหัวไป! หากยังกล้าเข้ามาใกล้ ข้าจะจับเจ้าส่งทางการทันที ให้พวกเขากวาดล้างพวกเจ้าเสียให้สิ้นซาก!”