ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 612 เด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 612 เด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร
ตอนที่ 612 เด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร
สิ้นเสียงของหลิวจี้ อินเยว่ที่ยืนอยู่บนคานลากรถม้าก็ซัดอาวุธลับคมกริบในมือออกไปอย่างแรง!
ชายผู้นั้นไม่ทันได้ระวังตัวเลยหลบไม่พ้น แขนจึงถูกโจมตี เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โลหิตไหลทะลักออกมาทันที
เห็นได้ชัดว่าชายร่างกำยำตกใจมาก เดิมทีคิดว่าในกลุ่มคนทั้งหมดมีเพียงหลิวจี้ที่เป็นบุรุษคนเดียวคงจะไม่มีพิษสงอะไร ไม่คิดว่าหญิงสาวที่ขับรถม้าจะเป็นวรยุทธ์ด้วย
เขากุมแขนที่โลหิตไหลไม่หยุด แววตาเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เดินเข้ามาอีก หยุดยืนอยู่ที่พงหญ้าริมทาง ดวงตาคู่โตดุร้ายจ้องเขม็งไปยังเด็กชายตัวน้อยที่ถูกฉินเหยาซ่อนไว้ด้านหลังพลางสบถด่าว่า
“ดีนี่ เจ้าเดรัจฉานน้อย แม้แต่พ่อแท้ๆ ก็ไม่รู้จักแล้ว ดูสิว่าพอกลับไปแล้วข้าจะหักขาเจ้าทิ้งหรือไม่!”
เด็กชายผู้นั้นตกใจจนขดตัวเป็นก้อนกลม มือจับชายเสื้อของฉินเหยาไว้แน่น นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่ส่งผ่านมาทางชายเสื้อนี้
นี่ไม่เหมือนปฏิกิริยาของเด็กที่ต้องเผชิญหน้ากับบิดาผู้ให้กำเนิดเลย
หลิวจี้ตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที “เจ้าคนหลอกลวง พูดจาผายลมอะไรของเจ้า ขนาดเสือยังไม่กินลูกมันเลย หากนี่เป็นลูกของเจ้า เจ้าจะกล้าทำกับเขาเช่นนี้รึ รีบถอยไปโดยเร็ว มิฉะนั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้วจริงๆ!”
อินเยว่รีบชูอาวุธลับสีเงินที่ส่องประกายเย็นเยียบขึ้นมา ชายร่างกำยำเห็นแล้วก็ตัวสั่นเทิ้ม ความเจ็บปวดรุนแรงที่เพิ่งจะสะกดไว้ได้ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง เจ็บจนต้องสูดหายใจเข้าลึก
เด็กชายยังไม่ถึงกับตกใจจนโง่งม เขาเอ่ยเสียงสั่นอย่างร้อนรนว่า “ฮูหยินช่วยข้าด้วย ฮูหยินช่วยข้าด้วย คนผู้นั้นไม่ใช่ท่านพ่อของข้า พ่อข้าตายไปนานแล้ว ที่บ้านมีเพียงท่านแม่ ท่านย่าและน้องชายอยู่…”
เมื่อพูดถึงน้องชาย น้ำเสียงของเด็กชายก็หนักอึ้งในทันที สีหน้าตื่นตระหนกอย่างมาก สายตาเหลือบมองไปยังคนในพงหญ้า แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ฉินเหยาเองก็ไม่มีเวลาคิดมาก ทำได้เพียงคิดว่าเขาเป็นห่วงน้องชายที่บ้านจึงได้หวาดกลัวถึงเพียงนี้
พอเห็นชายร่างกำยำยังไม่ยอมไป หลิวจี้ก็เริ่มโมโหขึ้นมา นี่มันตัวอะไรกัน ไม่กลัวตายจริงๆ หรือ
“เมียจ๋า คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เช่นนั้นเราจับเขาส่งทางการเลยดีหรือไม่” ในใจแอบตื่นเต้น
แต่ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะได้เอ่ยปาก ชายร่างกำยำก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอันตรายแล้ว หากไม่รีบหนีเกรงว่าจะหนีไม่พ้นจึงได้แต่จ้องฉินเหยาและเด็กชายอย่างอาฆาตแวบหนึ่งแล้วรีบหันกายวิ่งลึกเข้าไปในป่า
เกรงว่าแถวนี้จะมีพรรคพวกของอีกฝ่าย เมื่อคนผู้นั้นรวบรวมคนได้แล้วจะย้อนกลับมาฆ่าพวกเขาแน่ ฉินเหยาจึงรีบโยนเด็กชายที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้จนเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกขึ้นไปบนหลังม้าทันที “ไปก่อน ถึงอำเภออันเซี่ยนค่อยว่ากัน!”
หลิวจี้รีบส่งสัญญาณให้อินเยว่ขับรถม้าไปตรงกลาง
อินเยว่พยักหน้ารับ เดิมทีนึกว่าสามีท่านอาจารย์ผู้นี้เปลี่ยนไปแล้วจึงมีความกล้าหาญคอยระวังหลังให้
ไม่คาดคิดเลยว่า หลิวจี้จะขี่ม้าขนาบข้างไปกับรถม้า ศีรษะสอดส่ายไปรอบทิศ แค่ลมพัดใบไม้ไหวในป่าก็ทำให้คนผู้นี้ตกใจจนสะดุ้งโหยงได้
อินเยว่ อา…นี่มัน!
มุมปากของฉินเหยากระตุกยิ้ม เป็นไปตามที่คาดไว้อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังจำได้ว่าต้องดูแลลูกทั้งสี่ก็นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว
มองไปที่เด็กชายตรงหน้าที่ดูเหมือนจะตกใจจนสติหลุดไปแล้ว ฉินเหยารักษาระดับความเร็วของม้าพลางเอ่ยถาม “อายุกี่ขวบแล้ว? ชื่ออะไร? เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าบ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
ครู่ใหญ่ ถึงได้ยินเสียงแหบพร่าตอบกลับมาจากด้านหน้า “สิบขวบ…ชื่อโก่วหวา บ้านของข้าอยู่ที่…”
ชักช้าเกินไปแล้ว ฉินเหยารอไม่ไหวจึงถามต่อ “อยู่ที่ไหน?”
“…อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่ เรียกว่าหมู่บ้านแมวป่า” ลำคอของเขาแห้งผาก เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากพยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“เอ้า” กาน้ำใบหนึ่งถูกยื่นมาให้
โก่วหวาหันหน้ามามองนางอย่างซาบซึ้งใจ เขาหิวน้ำมากจริงๆ เมื่อหยิบกาน้ำขึ้นมาได้ก็อยากจะดื่มทันที แต่จุกกาน้ำปิดไว้แน่นหนา เขาพยายามดึงอย่างรีบร้อนจนมือลื่นไปสองครั้ง
หลังดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่หลายอึก ฉินเหยาจึงได้ยินเสียงลมหายใจที่ผ่อนคลายลง แต่เพียงชั่วครู่ ร่างกายเขาก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยๆ ยื่นกาน้ำคืนให้นางอย่างระมัดระวัง
แม้จะเป็นความเร็วคงที่ แต่ความเร็วของเหล่าหวงก็ไม่ช้านัก บนหลังม้าโคลงเคลงไปมา โก่วหวาอาจจะไม่เคยขี่ม้า ร่างทั้งร่างจึงเกร็งและสั่นเทาอยู่เงียบๆ
ฉินเหยาเก็บกาน้ำให้เรียบร้อยแล้วปลอบว่า “ไม่ต้องกลัวแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะถึงอำเภออันเซี่ยนแล้ว เจ้าบอกว่าบ้านของเจ้าอยู่แถวนี้ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ทางการในเมืองไปส่งเจ้ากลับบ้าน พวกคนชั่วเหล่านั้นคงไม่กล้ากลับมาอีกแล้ว”
นางยังกำชับเขาอีกว่า ต่อไปเวลาออกไปข้างนอกให้ระวังตัวหน่อย อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนชั่วเหล่านั้น
ส่วนเรื่องอื่น ฉินเหยาไม่กล้าถามมากนัก เกรงว่าเด็กคนนี้จะนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เจอมาแล้วเกิดอาการตื่นตระหนกจึงเน้นปลอบโยนเป็นหลัก
ทว่า เมื่อขบวนเดินทางมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง โก่วหวาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “หยุด!”
ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะไม่สนใจตนจึงพูดซ้ำอีกครั้งอย่างตื่นเต้น ทั้งยังเตรียมจะกระโดดลงจากหลังม้า
โชคดีที่ฉินเหยาตาไว มือไวจึงคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน ทั้งยังดึงบังเหียนได้ทันท่วงทีจึงไม่เกิด ‘อุบัติเหตุ’ ขึ้น
“เจ้าทำอะไร” ฉินเหยาสะกดกลั้นความไม่พอใจแล้วเอ่ยถาม
หลิวจี้ อินเยว่และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังต่างก็มองมา อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าเด็กชายคนนี้น่าสงสาร อินเยว่จึงปลอบโยนด้วยความหวังดีว่า
“เจ้าอย่ากลัวไปเลย พวกเราไม่ใช่คนชั่ว จะไม่จับเจ้าไปขายหรอก”
สิ้นเสียงก็เห็นเด็กคนนั้นตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง หลิวจี้จึงถลึงตาใส่อินเยว่อย่างหัวเสีย “ช่างไม่รู้จักพูดเอาเสียเลย ดูสิทำเด็กตกใจหมดแล้ว”
อินเยว่รู้ว่าตนเองพูดผิดไปจึงกระแอมเบาๆ สองครั้งอย่างเจื่อนๆ
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางโผล่ออกมาจากประตูรถม้า เอ้อร์หลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “เขาคงจะกลัวการขี่ม้ากระมัง ท่านแม่ ให้เขาขึ้นมาบนรถม้าเถิด”
ทว่า เด็กชายผู้นั้นกลับไม่ตอบคำพูดของผู้ใด เอาแต่ดิ้นรนจะลงจากหลังม้า ในปากก็พูดซ้ำๆ อย่างดื้อรั้นว่า “ข้าจะกลับหมู่บ้าน ข้าจะกลับหมู่บ้าน!”
ฉินเหยาสบตากับหลิวจี้แวบหนึ่ง หลิวจี้ขี่ม้าเข้าไปในทางแยกนั้นเล็กน้อย พอกลับออกมาก็พูดกับฉินเหยาเสียงเบาว่า “ดูเหมือนจะเป็นทางไปหมู่บ้านของเขา”
ที่แห่งนี้ภูเขาสูงป่าทึบ เขาเองก็มองไม่ชัดว่าข้างหน้ามีบ้านเรือนหรือไม่ เห็นเพียงแต่ป้ายบอกทาง ป้ายชี้ทิศทางไว้ว่าทางแยกด้านซ้ายคือทางที่ไปยังหมู่บ้านแมวป่า
โก่วหวายังคงดิ้นรน แต่เขาจะดิ้นให้หลุดจากท่อนแขนเหล็กของฉินเหยาได้อย่างไร เมื่อเห็นว่าดิ้นไม่หลุดก็ร้อนใจอ้าปากกัดนาง
มืออีกข้างของฉินเหยากำลังจับบังเหียนอยู่จึงดึงเขาออกไม่ทันจริงๆ แขนจึงถูกกัดไปหนึ่งคำ
เพราะมีเสื้อผ้ากั้นอยู่ แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบๆ แต่ก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ ทว่าโมโหมากอยู่ดี
ด้วยนิสัยเลือดร้อนของฉินเหยา นางจึงคลายมือแล้วโยนเขาลงไปทันที
ความสูงไม่มากนัก เขากลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบแล้วก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ถอยกลับไปนั่งขดตัวอยู่ในพงหญ้าริมทาง ดวงตามองไปยังฉินเหยา เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วแล้วถกแขนเสื้อขึ้นดูรอยแดงไม่ลึกไม่ตื้นบนแขน แววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดวูบหนึ่ง
“เฮ้ย เจ้าเด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร ถึงได้กัดคนด้วย!” หลิวจี้กระโดดลงจากหลังม้า ถกแขนเสื้อขึ้นหมายจะสั่งสอนเขาสักยก
เด็กชายลุกพรวดขึ้นมาหมายจะหลบ เขาหลบหลิวจี้ไปพลางตะโกนว่า “ข้าจะกลับบ้าน! ข้าจะกลับบ้าน!”
ตะโกนไปตะโกนมา น้ำตาน้ำมูกก็ไหลออกมา หลิวจี้ก็แค่ขู่เขาเล่นเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำอะไรเขาจริงๆ เมื่อเห็นเด็กคนนี้ตกใจจนร้องไห้จ้าพลางตะโกนว่าจะกลับบ้านก็ชี้ไปที่ทางแยกอย่างโมโห
“กลับๆๆ! อายุสิบขวบแล้วก็ควรจะจำทางได้แล้ว หากไม่กลัวถูกคนชั่วพวกนั้นจับตัวไปอีกก็กลับไปเลย!”
จากนั้น คนที่ร้องไห้จ้ากลับหยุดลงกะทันหันราวกับถูกประโยคที่ว่า ‘ไม่กลัวถูกคนชั่วพวกนั้นจับตัวไปอีก’ ของหลิวจี้ทำให้ชะงักไปจึงได้แต่ยืนอยู่ที่ปากทางแยก หลั่งน้ำตามองเขาอย่างน่าสงสาร
บางทีเขาอาจจะค้นพบแล้วว่า ในบรรดาสองสามีภรรยาคู่นี้ ชายท่าทางดุร้ายที่อยู่ตรงหน้านี่ต่างหากคือคนที่ใจอ่อนอย่างแท้จริง