ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 613 ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 613 ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง
ตอนที่ 613 ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง
อย่างไรเสียเมื่อครู่ ฉินเหยาก็โยนเขาลงจากหลังม้าไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้กลับแตกต่าง พูดว่าจะสั่งสอนเขา พอเข้าใกล้ก็ไม่ได้ลงมือตีจริง เป็นเพียงการขู่ขวัญและพูดจาร้ายกาจเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น
ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครู่ตอนที่อยู่บนหลังม้า ท่อนแขนเหล็กของฉินเหยาที่พันธนาการเขานั้น แรงกดดันอันทรงพลังที่ไม่อาจดิ้นรนให้หลุดได้ชนิดนั้นทำให้เด็กคนนี้รู้สึกหวาดกลัว
ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้เขาจึงได้แต่มองหลิวจี้อย่างน่าสงสารพลางชี้นิ้วไปยังทิศทางของหมู่บ้านแมวป่า คุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลิวจี้ไปพลางร้องขอไปพลางว่า
“นายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเถิด ท่านแม่กับท่านย่าของข้ารู้ว่าข้าหายตัวไปจะต้องร้อนใจจนคลั่งแน่ บ้านของข้าอยู่ในหมู่บ้านนี้ ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว ส่งข้ากลับไปพบท่านแม่กับท่านย่าก่อนเถิดนะ ขอร้องพวกท่านล่ะ…”
หลิวจี้ตบหน้าผาก จะเอาชีวิตข้าแล้วอย่างไร
เขารีบเข้าไปดึงเด็กคนนี้ให้ลุกขึ้น “ช่างน่าสงสารจริงๆ วันนี้ข้าผู้เป็นนายท่านใหญ่จะทำดีให้ถึงที่สุด ช่วยคนต้องช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง ถือว่าเจ้าหนูอย่างเจ้าโชคดีแล้ว”
โก่วหวาเบิกตากว้างด้วยความยินดี หลิวจี้ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ถามเขาย้ำว่าแน่ใจหรือไม่ว่าระยะทางใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม โก่วหวารีบพยักหน้าหงึกๆ ว่าใช่แล้วยังพูดอีกว่า
“นายท่าน ท่านขี่ม้า ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นเมื่อได้พบท่านแม่กับท่านย่าของข้า จะให้พวกเขาฆ่าไก่ทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกท่านผู้มีพระคุณ”
หลิวจี้สาบาน เขาไม่ได้ตะกละอยากกินไก่มื้อนั้น เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารเท่านั้น เห็นว่าอายุไล่เลี่ยกับเอ้อร์หลาง แต่กลับต้องมาประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้
เขาส่งสัญญาณบอกให้โก่วหวารอสักครู่ หลิวจี้เดินมาข้างม้าของฉินเหยาด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม เริ่มจากถามด้วยความเป็นห่วงก่อนว่า “เมียจ๋า เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ โก่วหวานั่นทำเจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา สายตาที่จับจ้องไปยังเด็กโก่วหวานั่นแฝงด้วยความสงสัยและเย้ยหยัน “หรือว่าก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีการนี้หนีรอดมาจากเงื้อมมือของคนชั่วผู้นั้น?”
ราวกับจะเดาได้ว่าหลิวจี้จะพูดอะไร ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “เจ้าอยากจะใจดีเจ้าก็ไป พวกเราจะไปรอเจ้าที่อำเภอก่อน”
“อย่างไรเสียเขาก็วิ่งเร็วถึงเพียงนั้น ต่อให้ระหว่างทางเจอคนชั่วย้อนกลับมาก็ย่อมวิ่งกลับหมู่บ้านได้อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นในหมู่บ้านมีคนมากก็จะรอดแล้ว”
หลิวจี้ตกตะลึง ที่แท้นางก็พูดจาประชดประชันเป็นด้วย
แต่จะให้เขาไปส่งโก่วหวานั่นคนเดียว เขาเองก็กลัวเหมือนกัน!
เขาใช้มือบังหน้าพลางกระซิบเสียงแผ่ว “เมียจ๋า ให้ข้าไปส่งคนเดียวก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ หากโชคร้ายเจอคนชั่วผู้นั้นพาพรรคพวกมาด้วย ข้าคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
ฉินเหยามองลงมาจากที่สูง ชำเลืองมองเขาอย่างเย็นชา แบะปาก ไม่ได้พูดอะไร เขาหาเรื่องตายเองแล้วจะเกี่ยวอะไรกับนาง!
หลิวจี้ไอเบาๆ อย่างกระอักกระอ่วนสองครั้งแล้วเดินไปตรงหน้าโก่วหวาอีกครั้ง “เอ่อ…โก่วหวาเอ๋ย ข้านายท่านผู้นี้คิดว่าพวกเราไปแจ้งทางการในเมืองก่อนดีหรือไม่ มีทางการอยู่ พวกเขาต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าแน่…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง โก่วหวาก็คุกเข่าลงโขกศีรษะให้เขาเสียงดังปังๆ ด้วยแรงขนาดนั้น แม้จะเป็นพื้นดินโคลนก็คงทำให้สมองกระทบกระเทือนได้
โขกไปได้ไม่กี่ครั้ง เลือดสดๆ ก็ไหลลงมาจากศีรษะของโก่วหวา ภาพนั้นน่าตกใจเสียจนหลิวจี้รีบดึงเขาขึ้นมาอย่างแรง “พอแล้วๆ หยุดโขกได้แล้ว ข้าจะไปส่งเจ้าที่บ้าน จะไปส่งเจ้าที่บ้านก่อน!”
เขาจึงหยุดลงพลางกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ขอบพระคุณในเมตตาอันยิ่งใหญ่ของนายท่าน ขอบพระคุณ”
“ท่านแม่!” พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่มองอยู่บนรถม้าไม่กล้ามองเลือดบนใบหน้าของโก่วหวา ดวงตาทั้งสี่คู่มองไปยังฉินเหยาอย่างวิงวอน
ต้าหลางอาสาขึ้นมา “ท่านแม่ ให้ข้าไปกับท่านพ่อสักรอบดีหรือไม่ ไปกลับไม่เกินหนึ่งชั่วยาม น่าจะยังทันกลับไปสมทบกับทุกคนในเมือง”
อินเยว่เหลือบมองต้าหลางอย่างดุๆ “ไม่ได้ เจ้าเป็นเด็กจะรับมือชายฉกรรจ์ผู้นั้นได้อย่างไร กันไว้ดีกว่าแก้ หากเจอเข้าจริงๆ เจ้าจะให้ท่านอาจารย์ไม่กังวลได้อย่างไร”
“จะไปก็ต้องเป็นข้าที่ไป” อินเยว่มองไปทางฉินเหยา “ท่านอาจารย์ ท่านมาบังคับรถม้าดีหรือไม่ ข้ากับสามีท่านอาจารย์จะขี่ม้าไปส่งเขากลับบ้านแล้วรีบกลับมา เช่นนี้จะเร็วกว่า”
ฉินเหยาหรี่ตาลง ก้มมองแขนของตนเอง เสื้อผ้าบดบังรอยกัดเอาไว้ ป่านนี้คงจะจางจนมองไม่เห็นแล้ว แต่ความเด็ดเดี่ยวตอนที่โก่วหวากัดนางเมื่อครู่นี้นางยังไม่ลืม
บุญคุณทดแทนด้วยความแค้น…ก็คงเป็นเช่นนี้
“เห็นๆ อยู่ว่ามีแผนการที่ดีกว่า พวกเจ้ากลับจะเลือกใช้แผนการที่แย่กว่า!” ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เช่นนั้นข้าจะถามอีกครั้ง พวกเจ้าจะพาเขาเข้าเมืองไปแจ้งทางการด้วยกัน หรือจะทิ้งเขาไว้ที่นี่ให้เขากลับไปเอง”
โก่วหวาตกใจอย่างมาก ทิ้งเขาไว้ที่นี่…เช่นนั้นทั้งเขาและน้องชายต้องตายแน่!
“นายท่าน ฮูหยิน ขอร้องพวกท่าน โปรดเมตตาด้วยเถิด ท่านย่าของข้าร่างกายไม่สู้ดี เกรงว่าจะล้มป่วยเพราะเป็นห่วงข้าแล้ว ฮือๆๆ…”
โก่วหวาเริ่มจะโขกศีรษะอีกครั้ง สภาพที่เลือดท่วมนั้นน่ากลัวว่าเขาจะโขกศีรษะจนตายตรงนี้จริงๆ
ฉินเหยาไม่อยากจะแบกรับความผิดฐานฆ่าคนตายหรอกนะ
หลิวจี้ใจอ่อน กำลังจะเข้าไปปลอบ ฉินเหยาก็รีบตวาดเสียงกร้าวขึ้นก่อน “ถ้าเจ้ากล้าคุกเข่าอีกครั้ง เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเจ้าทันที ทิ้งศพไว้ในป่าเขานี้ ปล่อยให้สัตว์ป่ากัดกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก!”
อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาฉินเหยาคงรักษาภาพลักษณ์ที่สูงส่งและดีงามต่อหน้าลูกๆ มาโดยตลอด พอพูดคำนี้ออกมาในตอนนี้จึงทำเอาพวกต้าหลางสี่พี่น้องถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
พวกเขารู้ว่าท่านแม่เหี้ยมโหด แต่ไม่คิดว่านางจะเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ แม้แต่โก่วหวาที่น่าสงสารปานนี้ก็ยังบอกว่าจะฆ่า
ฉินเหยากวาดมองสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจของแต่ละคนพลางคิดในใจ หรือว่าภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้ของข้าดูอ่อนโยนเกินไป?
ช่างเถิด จัดการเด็กสกปรกน่ารำคาญตรงหน้านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ฉินเหยารำคาญจริงๆ แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ทำให้ต้องเสียเวลาไปมากมาย
หากมีเวลาว่างขนาดนี้ นางคงไปนอนสบายๆ อยู่ในโรงเตี๊ยมที่อำเภออันเซี่ยนนานแล้ว
ทว่าสองทางเลือกที่ฉินเหยาเสนอ คนทั้งหมดที่อยู่ข้างหลังนาง ทั้งผู้ใหญ่สองและเด็กสี่กลับไม่มีใครเลือกสักคน กลับเลือกวางแผนที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาเสียเอง
“ท่านแม่ ส่งเขากลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากท่านย่าของเขาล้มป่วยหนักจะทำอย่างไร”
ฉินเหยาไม่อยากจะเชื่อ คนที่พูดคำเช่นนี้ออกมากลับเป็นลูกสาวที่นางฝากความหวังไว้มากที่สุด
แม้แต่ศิษย์ที่นางสอนมากับมือก็ยังพูดว่า “อีกอย่างก็แค่หนึ่งชั่วยาม พวกเราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ถือว่าทำความดีวันละครั้งเถิดเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
พอหันไปมองต้าหลางกับเอ้อร์หลางที่มองโก่วหวาด้วยสายตาสงสารเต็มเปี่ยม ไหนจะสายตาอึกๆ อักๆ ของหลิวจี้อีก
ซานหลาง…เจ้าหนูนี่ยังคงกอดกล่องอาหารกินขนมอย่างบ้าคลั่งอยู่ ไม่นับ!
ในวินาทีนี้ ฉินเหยารู้ซึ้งอย่างถึงที่สุดแล้วว่า….ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง
“น่ารำคาญจะตาย!”
ฉินเหยาตวัดสายตามองโก่วหวาอย่างแรง ไม่สิ ควรจะเรียกว่าเด็กโลหิตมากกว่า ศีรษะนั่นโขกพื้นเสียงดังปังๆ นางฟังแล้วยังรู้สึกเสียวฟัน
แม้ว่าทุกคนจะยังคงพาโก่วหวาผู้นั้นมุ่งหน้าไปยังทางแยก แต่ฉินเหยาก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก
ความไม่สบอารมณ์นี้ไม่เกี่ยวกับโก่วหวาและไม่เกี่ยวกับการเสียเวลา เป็นเพียงเพราะสหายร่วมทีมของนางทั้งหมดไม่ยืนอยู่ข้างนาง!
อย่างไรเสียฉินเหยาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หากระหว่างทางเจอคนชั่วกลุ่มนั้นย้อนกลับมา นางจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเด็ดขาด ต้องปล่อยให้พวกที่ไม่เลือกแผนที่ดีแต่กลับเลือกแผนที่เลวร้ายกว่านี้ได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้าง
หลิวจี้พาเด็กโลหิตที่ซาบซึ้งในบุญคุณของเขาจนน้ำตาไหลไปพลางแอบสังเกตสีหน้าของฉินเหยา อืม ยังไม่ทอดทิ้งพวกตนไปเสียทีเดียว ยังดีๆ
คนทั้งคณะเดินทางไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังตลอดทาง ราบรื่นเกินคาด ไม่ได้พบเจอคนชั่วที่ย้อนกลับมาเลย
เพียงแต่เส้นทางที่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามนี้ ยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลง
โชคดีที่อินเยว่มักจะแอบแข่งขันกับอาวั่งอยู่บ่อยๆ วิธีการบังคับรถม้าจึงชำนาญขึ้นเรื่อยๆ แม้จะลำบากแต่ก็ยังผ่านไปได้และมาถึงหมู่บ้านแมวป่าได้อย่างราบรื่น