ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 614 หมู่บ้านแมวป่า
ตอนที่ 614 หมู่บ้านแมวป่า
ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาสามลูก เข้ามาจากทางแยกของถนนหลวง เดินทางคดเคี้ยวขึ้นไปตลอดทาง เมื่อถึงยอดเนินแล้วก็คดเคี้ยวลงไปอีก
หากจะบอกว่าถนนริมทางของหมู่บ้านตระกูลหลิวคือคูน้ำ เช่นนั้นถนนด้านขวาของหมู่บ้านแมวป่าแห่งนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นหน้าผา
ถนนเส้นหนึ่งแขวนอยู่กลางสันเขาที่สูงชัน ตอนที่รถม้าขับผ่านไป อินเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผาทางด้านขวามากนัก ได้แต่ตั้งสมาธิไปข้างหน้า หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบถี่
สถานที่แห่งนี้ตอนกลางวันยังพอไหว หากเป็นตอนกลางคืน แม้แต่การขี่ม้าก็ยังอันตราย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรถม้าเลย
ในความมืดมิดที่ไร้แสงไฟย่อมมองไม่เห็นทาง หากพุ่งตกลงไปในหน้าผา ชีวิตนี้ก็จบสิ้นแล้ว
อันที่จริง เมื่อมาถึงถนนแคบๆ ริมหน้าผาช่วงนี้ ทั้งหลิวจี้ อินเยว่ ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซื่อเหนียงต่างก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ชาวแคว้นเซิ่งผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิต ทั่วทั้งตัวมีเพียงปากที่แข็งที่สุด แม้ว่าจะข้ามหน้าผาจนตัวสั่นเทาก็ไม่กล้าแสดงความเสียใจใดๆ ออกมา
ทำได้เพียงใช้เหตุผลอย่างการทำความดีวันละครั้ง ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน เด็กคนนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกินมาปลอบใจตัวเอง
ในทางกลับกัน ฉินเหยาขี่ม้ารั้งท้ายเพียงลำพัง ยังสามารถชื่นชมทิวทัศน์ภูเขาอันงดงามได้อย่างใจเย็น ความหงุดหงิดในใจนางจางหายไปไม่น้อย
ริมทางเมื่อเห็นกิ่งหนามที่มีผลเหมยป่าขึ้นอยู่ก็หักลงมาหนึ่งกิ่ง ควบม้าไปพลางกินไปพลาง รสเปรี้ยวอมหวานช่วยให้ชุ่มคอและดับกระหาย
ลงจากเขามาก็คือหมู่บ้านแมวป่า
สถานที่นี้ไม่ใหญ่โต พื้นที่เพาะปลูกก็น้อยมาก เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ บนเนินเขาจึงเต็มไปด้วยนาขั้นบันไดที่มนุษย์สร้างขึ้น
แต่ที่น่าแปลกก็คือ พื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้กลับมีแต่หญ้าสีเขียวขจี ในฤดูไถหว่าน ไม่เห็นชาวนาแม้แต่คนเดียวที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในท้องทุ่งนา
“เงียบจัง” หลิวจี้มองไปรอบๆ แม้แต่เสียงสุนัขเห่าไก่ขันก็ไม่มี ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงคน
ขณะที่กำลังแปลกใจว่าเหตุใดจึงไม่มีแม้แต่เสียงคน บริเวณที่บ้านเรือนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าก็มีเสียงวิ่งดังขึ้นมาในทันใด
ในไม่ช้า สตรีคนหนึ่งก็จูงเด็กชายตัวเล็กที่เดินโซซัดโซเซปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองสวมเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะ ผมที่มันเยิ้มของสตรีถูกรวบไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินผืนหนึ่ง
มวยผมของเด็กน้อยมัดไว้อย่างเรียบร้อย แต่เสื้อผ้ากลับดูเก่ากว่าของสตรีนางนั้นเสียอีก กางเกงที่ยาวไม่พอดีตัวทำให้เขาสะดุดล้ม แต่ฝ่ายตรีกลับไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเขา นางสนใจเพียงจะพุ่งมาข้างหน้าเท่านั้น
สตรีนางนั้นตะโกนอย่างตื่นเต้น “โก่วหวา!”
โก่วหวาที่นั่งอยู่ด้านหน้าหลิวจี้ก็ตื่นเต้นเช่นกัน หลิวจี้รีบลงจากม้าแล้วอุ้มเขาลงมาด้วย
“ฮูหยินท่านนี้…”
“น้องชาย!”
หลิวจี้เพิ่งจะอ้าปาก โก่วหวาก็วิ่งออกไปแล้ว เขาถูกสตรีนางนั้นกอดไว้ก่อน แม่ลูกกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ดิ้นหลุดออกมา ไปพยุงเด็กชายตัวเล็กที่ล้มอยู่
สตรีนางนั้นราวกับเพิ่งเห็นว่าเด็กชายตัวเล็กล้มลง นางร้องอุทานอย่างร้อนรนแล้วรีบวิ่งเข้าไป จูงมือพี่น้องคู่นี้คนละข้าง เดินเข้ามาหาพวกฉินเหยาด้วยความขอบคุณ
“ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเจ้าใหญ่บ้านข้าไว้ ข้ากับย่าของเขากำลังร้อนใจจะตายอยู่แล้ว ในบ้านมีเด็กผู้ชายอยู่แค่สองคนนี้ หากถูกคนลักพาตัวไป ครอบครัวเราคงอยู่ไม่ได้แน่…” พูดอย่างตื่นเต้น สตรีผู้นั้นถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาสองหยด ขอบตาแดงก่ำ
ผิวของเด็กทั้งสองคล้ำมาก แต่สีผิวของนางกลับขาว เพราะกำลังร้องไห้ ใบหน้าจึงแดงระเรื่อ หน้าตาที่มีดีอยู่ห้าส่วนกลับเพิ่มความรู้สึกอ่อนแอขึ้นมาอีก
หลิวจี้คิดในใจว่า โชคดีที่พาลูกนางกลับมาส่ง ไม่เช่นนั้นสตรีผู้นี้คงได้ร้องไห้จนตายแน่
“ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ตามข้ากลับบ้านไปนั่งดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนเถิด ให้ข้าได้มีโอกาสทำอาหารเพื่อขอบคุณพวกท่านสักมื้อ” สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างจริงใจ
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว หากชักช้ากว่านี้จะไปไม่ถึงอำเภออันเซี่ยน หลิวจี้จึงโบกมือเตรียมจะปฏิเสธ แต่สตรีผู้นั้นกลับจูงสองพี่น้องมาที่ข้างรถม้าตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
“โอ้ ยังมีเด็กๆ อีกหลายคนนี่ ไปบ้านข้าเถิด อย่างน้อยก็ได้พักสักหน่อย ดื่มน้ำหวานสักถ้วยแล้วค่อยไป”
อินเยว่โบกมืออย่างเกรงใจ “ไม่เป็นไรๆ พวกเรายังต้องรีบไปที่อันเซี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเข้าเมืองไม่ได้ คืนนี้คงต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแล้ว”
แม่ของโก่วหวาถามอย่างประหลาดใจ “เดิมทีจะไปพักที่อันเซี่ยนหรือ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ออกไปค้าขายนอกบ้านกันหมด ที่บ้านข้ายังมีห้องว่างอยู่หลายห้อง ไม่สู้คืนนี้ทุกท่านพักที่นี่เถิด แม้ว่าบ้านจะซอมซ่อ แต่ห้องนั้นข้าทำความสะอาดทุกวัน สะอาดเอี่ยมอ่องเลย”
หลิวจี้คิดในใจว่า ที่แท้ที่นาถูกทิ้งร้างก็เพราะคนออกไปค้าขายกันหมด มิน่าเล่าหมู่บ้านนี้ถึงได้เงียบขนาดนี้
แม่ของโก่วหวาหันไปมองทางหลิวจี้ “ท่านผู้มีพระคุณ ไปที่บ้านเถิด หากพวกท่านไปเช่นนี้ ข้าคงรู้สึกผิดในใจ เกรงว่าจะนอนไม่หลับกินไม่ลง โก่วหวายังไม่ได้รินชาคารวะท่านอย่างจริงจังเลย…”
กล่าวจบก็มองไปที่อินเยว่บนรถม้า “ยังประหยัดเงินไปได้อีกไม่น้อย ในเมื่อที่บ้านมีบ้านว่างอยู่แล้ว เหตุใดต้องสิ้นเปลืองด้วยเล่า”
มีเพียงฉินเหยาที่หยุดรถม้าอยู่ด้านหลังจึงถูกมองข้ามไปจนกระทั่งหลิวจี้และอินเยว่หันมาถามความเห็นของนางพร้อมกัน แม่ของโก่วหวาจึงเดินไปด้านหลังสองก้าวด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ายังมีคนอยู่อีกคนก็ตกใจไม่น้อย
เงียบเชียบถึงเพียงนี้ นางไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่ายังมีคนเป็นๆ อยู่อีกคนหนึ่ง
ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตากวาดมองฉินเหยา เมื่อสบตากับนางก็ยิ้มให้อย่างระมัดระวัง “ที่แท้ฮูหยินยังอยู่ด้านหลัง เป็นข้าตาบอดเองที่มองไม่เห็นท่าน ช่างเสียมารยาทนัก ท่านอย่าโกรธเลย”
“ไม่หรอก เมียข้าใจกว้าง ไม่โกรธเจ้าหรอก ใช่ไหมเมียจ๋า” หลิวจี้ยิ้มแหะๆ พลางขยิบตาให้ฉินเหยา
เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา ฉินเหยาก็รู้ว่าทุกคนอยากจะอยู่ต่อ
ทิวทัศน์ของหมู่บ้านแมวป่าแห่งนี้ไม่เลวจริงๆ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากอันเซี่ยน พักที่นี่หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าออกเดินทางก็ไม่ต้องเข้าอันเซี่ยนแล้ว สามารถเดินทางต่อไปได้เลย ก็ไม่ต่างกัน
นางพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปเถิด แต่ว่ากันตามจริง ค่าที่พักที่ต้องจ่ายก็จ่ายตามปกติ” ส่วนค่าอาหารก็แล้วกันไป
เมื่ออีกฝ่ายเต็มใจต้อนรับ พวกนางก็ไม่ควรทำเกินไปนัก เพราะดูจากการแต่งตัวของสองพี่น้องโก่วหวาแล้ว บ้านก็ไม่น่าจะร่ำรวยอะไร
แม่ของโก่วหวาคิดจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่ถูกหลิวจี้เรียกไว้แล้วถามนางว่าในหมู่บ้านยังมีคนอื่นๆ อีกหรือไม่ ดูแล้วบ้านเรือนก็มีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่เก่าไปหน่อย
แม่ของโก่วหวาจูงลูกคนละข้างเดินนำทางไปพลางพูดว่า “เหลืออยู่แค่ยี่สิบกว่าคน ไม่ใช่คนแก่ก็เป็นเด็ก ตอนเที่ยงกำลังงีบหลับกันอยู่ที่บ้าน” จึงได้เงียบเหงาเช่นนี้
หลิวจี้แสดงความอิจฉา ยังได้นอนกลางวันอีก ดูท่าจะว่างจริงๆ
เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านก็มีหญิงชราหลังค่อมคนหนึ่งเดินมา ดูท่าทางสายตาจะไม่ค่อยดี นางถือไม้เท้ายันพื้น เงยหน้าขึ้น หรี่ตามองไปรอบๆ ราวกับเห็นเงาคนลางๆ อยู่ข้างหน้าจึงลองร้องถามดูว่า
“โก่วหวากลับมาแล้วหรือ”
แม่ของโก่วหวารีบตอบ “ใช่ กลับมาแล้ว ท่านผู้มีพระคุณพาเขากลับมาส่ง เด็กเหลือขอนี่เอาแต่เที่ยววิ่งไปทั่ว คราวนี้คงได้บทเรียนแล้ว”
ว่าแล้วก็เขย่ามือเด็กชายทั้งสองเบาๆ สองพี่น้องก็เรียกเสียงเบาว่า “ท่าน…ย่า”
ในน้ำเสียงเจือความหวาดกลัวที่ยากจะสังเกตอยู่สองส่วน
หลิวจี้เพียงรู้สึกว่าหญิงชราผู้นี้ดูแปลกๆ นางหรี่ตาเข้ามามองใกล้ๆ จะว่านางตาบอด แต่พอเห็นหลิวจวี่เหรินผู้หล่อเหลาหาใดเปรียบก็กลับเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
หลิวจี้กำหมัดจรดริมฝีปากกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อไม่ให้มุมปากที่ยกขึ้นของตนเองเด่นชัดเกินไป
“จอดรถม้าไว้ในลานบ้านเถิด” แม่ของโก่วหวาถอดธรณีประตูออกแล้วนำทางคนหลายคนเข้าประตูไป
ลานบ้านของนางน่าจะเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน เรือนส่วนหน้ากว้างขวางมาก โล่งเตียน มีเพียงเครื่องมือการเกษตรสองสามชิ้นวางอยู่ริมกำแพง
อินเยว่ให้เด็กๆ ลงมาจากรถแล้วจอดรถม้าไว้ริมกำแพง สายตาเหลือบไปเห็นเครื่องมือการเกษตรเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่ามีฝุ่นจับหนาเตอะ
ดูท่าว่าการค้าขายนอกบ้านของที่นี่จะทำกำไรได้ดีมากจนที่ดินก็ไม่ทำ เครื่องมือการเกษตรก็ปล่อยให้ฝุ่นจับจนเก่า