ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 615 วางยา
ตอนที่ 615 วางยา
เมื่อจอดรถม้าเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาและหลิวจี้ก็พาลูกๆ เดินตามแม่ของโก่วหวามายังห้องโถงเพื่อพักผ่อน
ระหว่างนั้น ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางพยายามจะพูดคุยกับสองพี่น้องโก่วหวา แต่ทั้งสองกลับเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา
โต๊ะเก้าอี้ม้านั่งถูกเช็ดจนสะอาด ในห้องมีของวางระเกะระกะน้อย ดูแล้วค่อนข้างปลอดโปร่ง
หลิวจี้ลอบยิ้มอย่างภาคภูมิใจให้ฉินเหยาคราหนึ่ง เห็นหรือไม่ว่าคนดีต้องได้ดีตอบแทน เขาเห็นว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงเตี๊ยมที่จอแจเลย ทั้งยังเงียบสงบกว่า ตอนกลางคืนจะได้นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวเสียงดัง
ฉินเหยาไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ เพียงแค่มองหญิงชราผู้นั้นพาสองพี่น้องโก่วหวาที่ไม่ยอมพูดจาตลอดทางไปยังสวนหลังบ้าน
บางทีด้านหลังอาจจะมีเรือนอีกหลังจึงมีเพียงหญิงชราที่กลับมาคนเดียว
เมื่อเห็นแม่ของโก่วหวากำลังง่วนอยู่กับการชงชาให้พวกเขาในห้องครัว หญิงชราก็เดินตรงเข้ามาในห้องโถงเพื่อต้อนรับแขก อินเยว่ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเตือนว่า
“ท่านย่า บาดแผลของโก่วหวาไม่ต้องทำความสะอาดให้เขาสักหน่อยหรือ หาหมอมารักษาหรือทายาสักหน่อยดีหรือไม่”
แม้เลือดจะหยุดไหลแล้ว แต่บนหน้าผากและใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด นางเห็นว่าเมื่อครู่ตอนที่เด็กกลับมายังเดินโซซัดโซเซอยู่เลย
จะว่าไปก็น่าแปลก ในบ้านมีเด็กผู้ชายอยู่เพียงสองคน แต่เหตุใดทั้งผู้เป็นแม่และผู้เป็นย่า เมื่อเห็นเด็กบาดเจ็บขนาดนี้กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย ไม่รู้สึกเจ็บปวดใจบ้างเลยหรือ
ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว หากเด็กบ้านไหนหกล้มมีแผลถลอก คนเฒ่าคนแก่ในบ้านคงร้อนใจจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปแล้ว
หญิงชราดูชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหรี่ตาเข้ามามองอินเยว่ใกล้ๆ อินเยว่เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย กลิ่นกายของหญิงชราผู้นี้แรงมากคล้ายกับอ่างน้ำที่ใช้ถอนขนเป็ด มีกลิ่นเหม็นคาวน่าคลื่นไส้โชยออกมา
แต่นางก็ไม่อาจแสดงท่าทีรังเกียจออกมาได้เพราะนั่นจะเสียมารยาทเกินไป
โชคดีที่หญิงชราเข้ามาใกล้เพียงครู่เดียวก็ถอยออกไป นางตบศีรษะตนเองราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้แล้วหันหลังเดินกลับไปยังสวนหลังบ้านอีกครั้ง
พวกซื่อเหนียงมองแผ่นหลังที่ยังแข็งแรงของหญิงชราอย่างเป็นห่วง ซานหลางพึมพำเสียงเบาว่า “ท่านย่าไม่ต้องใช้ไม้เท้าด้วยล่ะ~”
อินเยว่ไม่วางใจ คิดจะตามไปดู แต่แม่ของโก่วหวาก็ยกน้ำชาร้อนเข้ามา “แม่นางจะไปที่ใดหรือ เดินทางมาเหนื่อยๆ รีบนั่งลงดื่มชาสักถ้วยก่อน!”
นางวางถาดลงแล้วรีบดึงอินเยว่กลับมานั่งที่เดิม
ยากจะปฏิเสธน้ำใจอันดีงาม อินเยว่จึงนั่งลงอีกครั้ง กลิ่นหอมของชาลอยเข้าจมูก เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยนัก?
หลิวจี้จมูกไวมาก เขาดมกลิ่นอย่างประหลาดใจแล้วมองไปยังฉินเหยาด้วยความตกตะลึง “เมียจ๋า ชานี่เหมือนกับที่พวกเราดื่มที่โรงน้ำชาเมื่อตอนกลางวันเลย!”
“ไม่ใช่สิ รสชาติเข้มข้นหอมกว่า เหมือนกับกาที่หญิงชราน่าตายผู้นั้นทำแตก…”
เมื่อเห็นฉินเหยาเผยรอยยิ้มประหลาด หลิวจี้ก็รีบหันกลับไปมอง
แม่ของโก่วหวายกชาที่ชงเสร็จแล้วถ้วยหนึ่งมาส่งให้เขาด้วยสองมือ ในระยะที่ใกล้กันมาก ใกล้จนกระทั่งหลิวจี้หันกลับมาปลายจมูกก็เกือบจะชนเข้ากับตัวนาง
มีกลิ่นเครื่องหอม…สตรีชาวบ้านยากจนยังใช้ของเช่นนี้ได้ด้วยหรือ…หลิวจี้รีบไอหนักๆ สองครั้ง ร่างกายถอยกลับไปด้านหลังตามสัญชาตญาณจนเกือบจะตกจากม้านั่ง
“ขอบคุณมาก” เขาแสร้งทำเป็นสงบรับถ้วยชามาภายใต้สายตาเยาะเย้ยของฉินเหยา จากนั้นก็กระดกชาพรวดลงไปอย่างลนลาน ลิ้มรสชาติอะไรไม่ได้เลย ในหัวมีแต่การกระทำที่ไม่มีมารยาทของแม่ของโก่วหวา
ไม่รู้ว่าเมียจ๋าจะเก็บไปคิดหรือไม่ หากนางคิดว่าเขาเป็นคนสกปรกแล้ว จะทำอย่างไรดี?
พอมองไปที่แม่ของโก่วหวาที่กำลังชงชาให้คนอื่น หลิวจี้ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก นังผู้หญิงไร้มารยาทคนนี้ทำเขาเดือดร้อนจริงๆ!
ตอนที่อินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นก็รู้สึกเหมือนถูกเตะเข้าที่เท้าจึงตกใจเล็กน้อย จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วบ้วนชาที่อยู่ในปากออกมา
ฉินเหยาถามแม่ของโก่วหวา “นี่คือชาอะไรหรือ ของดีประจำท้องถิ่นหรือไม่ กลิ่นหอมมากเลย”
แม่ของโก่วหวาถูกนางดึงความสนใจไปทั้งหมดจึงไม่ได้สังเกตเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของอินเยว่และพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อมชาไว้ในปากแล้วบ้วนกลับออกมา
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงทำท่าทางเกินจริง “อ้า~หอมจริงๆ!”
หลิวจี้ทำหน้าเหลอหลา เกิดอะไรขึ้น? สตรีใจร้ายไม่ใช่ว่าทำหน้าบึ้งตึงมาตลอดทางหรอกหรือ ตอนนี้กลับมีอารมณ์มาถามเรื่องชาเสียอย่างนั้น?
หรือเป็นเพราะคิดว่า ‘โรงเตี๊ยม’ คืนนี้หาได้ไม่เลวจึงอารมณ์ดี?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้จึงถามว่า “ไก่ตัวนั้นจะฆ่าเมื่อใด ข้าฆ่าไก่เก่งที่สุด หากไม่รังเกียจก็เอามาให้ข้าฆ่าเถิด เมียจ๋าของข้ารสนิยมค่อนข้างไม่เหมือนใคร มีเพียงไก่ที่ข้าจัดการเท่านั้นนางถึงจะชอบกิน”
การประจบสอพลอนี้ช่างชัดเจนเสียเหลือเกิน
มุมปากของแม่ของโก่วหวายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย ยังอยากจะกินไก่ของนางอีก? ฝันไปเถอะ!
หลิวจี้ยังคิดว่าตนเองตาฝาดไป เขาส่ายศีรษะที่เริ่มมึนงงเล็กน้อย แปลกจริง ทำไมเขาถึงรู้สึกมึนหัวเช่นนี้
“ตุบ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น หลิวจี้ก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ราวกับเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เจ้า เจ้า…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เปลือกตาก็ปิดลงอย่างควบคุมไม่ได้
พวกต้าหลางสี่พี่น้องตกใจอย่างมาก “ท่านพ่อ!”
ทว่า ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือแม่ของโก่วหวา นางมองพวกฉินเหยาห้าแม่ลูกและอินเยว่อย่างไม่พอใจ “ทำไมพวกเจ้ายังไม่สลบไปอีก”
นางรู้จากปากของโก่วหวาว่าในกลุ่มนี้มีสตรีสองคนที่รู้วรยุทธ์ ดังนั้นนางจึงจงใจเพิ่มยาเข้าไปห้าเท่าเพื่อให้ดื่มแล้วสลบทันที
“ทำไม ทำไมกัน…พวกเจ้าไม่ได้ดื่ม?” ในที่สุดนางก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองอาจจะเผยพิรุธจนทำให้สตรีเป็นวรยุทธ์สองคนนี้ระวังตัว
แต่นางก็ไม่กลัว เพียงถอยไปทางประตูพลางยิ้มเยาะ “ต่อให้ไม่ดื่มก็หนีไม่พ้นหรอก!”
หญิงชราที่หายไปเมื่อครู่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แผ่นหลังของนางเหยียดตรง ฝีเท้าแข็งแรงมั่นคง ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแหลมคม ไหนเลยจะยังเหมือนหญิงชราได้อีก เห็นได้ชัดว่าเป็นชายหนุ่มที่ปลอมตัวมาต่างหาก
เขาถอดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นศีรษะล้านเลี่ยน พวกต้าหลางสี่พี่น้องตกตะลึง ที่แท้คือการปลอมตัว!
“ซุนอี๋เหนียง เจ้าทำงานอย่างไรกัน แค่วางยาสตรีกับเด็กไม่กี่คนยังทำไม่ได้! คอยดูว่าอีกเดี๋ยวลูกพี่จะจัดการเจ้าอย่างไร!”
ซุนอี๋เหนียงเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “แจ้งข่าวแล้วหรือยัง?”
ชายหัวล้านยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ไม่ได้เห็นสตรีและเด็กในห้องนี้อยู่ในสายตาเลย “แน่นอน พวกเขามากันแล้ว”
หูของฉินเหยากระดิกเล็กน้อย มีเสียงฝีเท้ามากมายดังมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฟังจากเสียงแล้วน่าจะมีประมาณสิบหกสิบเจ็ดคน
“วางยาคนได้แล้วหรือยัง ครอบครัวนี้ระวังตัวแจจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงสลบไปตั้งแต่ที่โรงน้ำชาของข้าแล้ว บัดซบเอ๊ย เจ้าหนุ่มนั่นยังด่าข้าว่าเป็นหญิงชราน่าตาย คราวนี้ข้าจะต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเสียบ้าง!”
เสียงปังดังขึ้น ประตูถูกผลักเปิดออก ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายแบกดาบใหญ่เข้ามาเป็นคนแรก
อินเยว่ตกใจ “เป็นเจ้า!”
นี่คือชายที่เมื่อครู่จะจับตัวโก่วหวาแล้วถูกนางซัดมีดบินเข้าที่ไหล่
ชายคนนั้นยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ยิงฟันสีดำเหลืองใส่อินเยว่ “นังแพศยา! ไม่คิดว่าจะตกมาอยู่ในมือข้าอีกครั้งใช่หรือไม่”
หญิงชราจริงๆ คนหนึ่งตามเข้ามา “นังแพศยาอะไร แต่บอกไว้ก่อนนะ เจ้าหนุ่มหน้าหล่อนั่นจะต้องให้ข้าจัดการมันก่อน หน้าตาหล่อเหลาแต่ปากดันเสีย หญิงชราอย่างข้าจะต้องสั่งสอนมันเสียหน่อย!”
นี่คือหญิงชราในโรงน้ำชาผู้นั้น เมื่อเห็นฉินเหยาและคนอื่นๆ ในห้องที่กำลังตกใจ นางก็ถ่มน้ำลายใส่อย่างดูถูก
ทว่า เมื่อเห็นหลิวจี้สลบอยู่บนโต๊ะ นางก็หันไปถลึงตาใส่ซุนอี๋เหนียงอย่างไม่พอใจ “เจ้ามันไม่ได้เรื่อง! แค่วางยาคนยังทำไม่ได้ ทำไมถึงมีแค่เจ้าหนุ่มหล่อของข้าสลบไปผู้เดียวเล่า!”
ซุนอี๋เหนียงกลัวนางมาก นางกล่าวอ้อมแอ้มว่า “อย่างไรเสียพี่น้องทั้งหลายก็อยู่ตรงนี้แล้ว หนีไม่พ้นหรอก”