ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 617 มีคนมาแล้ว
ตอนที่ 617 มีคนมาแล้ว
“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
อินเยว่มอบกระบองยาวและใบดาบใหญ่ที่นำลงมาจากรถม้าให้ฉินเหยาพลางกวาดสายตามองไปนอกลานบ้านอย่างเป็นกังวล
ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว อีกหนึ่งเค่อฟ้าก็จะมืดสนิท บนถนนแคบๆ ตรงหน้าผานั่น นางไม่กล้าขับรถม้าไปแน่
เสียงฝีเท้าถี่กระชั้นดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงนั้นดังมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในไม่ช้าก็มาถึงหน้าลานบ้านแห่งนี้
หูของต้าหลางนั้นใช้การได้ดีมาก พอได้ยินดังนั้นหนังศีรษะก็ชาวาบ “ท่านแม่ ในหมู่บ้านแมวป่านี้มีพวกค้ามนุษย์อยู่เท่าไรกันแน่”
“เรื่องนี้คงต้องถามเจ้าเด็กต้มตุ๋นผู้นั้นแล้ว” ฉินเหยาหันศีรษะไปมอง สายตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านนอกประตูไม่วางตา
“พาเขามานี่” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางแล้วให้พวกเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงไปหยิบคบเพลิงบนกำแพงลงมาจุดแล้วปักไว้บนพื้นดินในเรือนส่วนหน้า
ในห้องไม่จุดไฟเพื่อที่จะได้ไม่กลายเป็นเป้านิ่ง อาศัยแสงไฟในลานบ้านก็พอจะมองเห็นโครงร่างเลือนรางได้อยู่ ไม่มีปัญหามากนัก
คนที่อยู่นอกประตูได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเข้าก็ตกใจ กำลังจะวิ่งหนี
ต้าหลางเห็นเขาแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้นเข้าไปคว้าตัวเขาไว้
“ปล่อยข้า!” เขาดุร้ายนัก หันกลับมาจะกัดต้าหลางอีกหนึ่งคำ
ต้าหลางหยิบมีดสั้นออกมาจ่อคอเขาไว้ เด็กคนนั้นจึงยอมสงบลง ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสกปรก เมื่อต้องแสงไฟในลานบ้านก็ดูน่ากลัวอยู่บ้าง
“ท่านแม่ นำตัวคนมาแล้วขอรับ” ต้าหลางคุมตัวเขามาตรงหน้าฉินเหยา ยังไม่ทันจะทำอะไรก็มีร่างที่เล็กกว่าพุ่งออกมาจากมุมหนึ่ง ชูกำปั้นหมายจะตีฉินเหยา ปากก็ร้องตะโกนทั้งน้ำตาว่า “คนเลว คนเลว ปล่อยพี่ชายข้า!”
ฉินเหยาลดสายตาลงมองเขาอย่างเย็นชา เจ้าตัวเล็กก็ตัวสั่นเทิ้มในทันทีจึงรีบหดตัวไปอยู่ข้างกายพี่ชายของเขาด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง
ฉินเหยาชี้ไปที่คนพี่ “โก่วหวาใช่หรือไม่ บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาให้หมด…” นางหยิบแป้งทอดจากข้าวสาลีที่ทั้งหอมทั้งกรอบออกมาราวกับเล่นกล ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงท้องของสองพี่น้องดังโครกครากขึ้นในทันที
“พูดจบแล้ว แป้งทอดนี่จะให้เจ้า”
“แต่ถ้าไม่พูด…” นางกวาดตามองคนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา “ก็จะมีจุดจบแบบเดียวกับพวกเขา!”
อินเยว่ เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงได้ใช้เชือกป่านที่พวกนักเลงนำติดมาด้วยมัดคนที่ยังขยับได้ไว้ทั้งหมดแล้ว
เพราะเชือกไม่พอ ซื่อเหนียงจึงเกิดความคิดขึ้น นางเทน้ำชาผสมยาสลบที่ยังดื่มไม่หมดบนโต๊ะลงมาแล้วส่งให้ศิษย์พี่เยว่กรอกปากพวกเขาไปคนละถ้วย ทุกคนจึงล้มลงนอนแน่นิ่งไปในทันที
โก่วหวาตัวสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยแล้วพูดเสียงแหบแห้งว่า “ข้าจะพูด ข้าจะพูดทั้งหมด”
แสงไฟสว่างวาบขึ้นที่หน้าประตูลานบ้าน คบเพลิงนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่นอกกำแพง ส่องแสงสีเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณ
ด้านนอกประตูมีคนยืนอยู่ไม่น้อย แต่เพราะในลานบ้านเงียบสงัดจนน่าขนลุกจึงไม่มีใครกล้าเข้ามาเคาะประตูแม้แต่คนเดียว
‘ระวังตัวกันดีนี่’ ฉินเหยานึกแขวะ
อินเยว่หยิบเสบียงแห้งออกมา สี่พี่น้องหยิบแผ่นแป้งขึ้นมากินคำใหญ่เพื่อเพิ่มพลังและพยายามปลุกหลิวจี้ ท่านพ่อผู้โชคร้ายผู้นี้ให้ตื่น
ฉินเหยาหาม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลง ประกอบดาบใหญ่ของตนเองไปพลางฟังคำสารภาพของโก่วหวาไปพลาง
เมื่อสามเดือนก่อน มีคนกลุ่มหนึ่งมาที่หมู่บ้านแมวป่า พวกเขาวางเพลิงสังหารคนทั้งยังปล้นชิงทรัพย์สิน ไม่มีเรื่องชั่วร้ายใดไม่กระทำ พวกเขาสังหารคนชราในหมู่บ้านแมวป่าทั้งหมดแล้วจับบุรุษ สตรีและเด็กไปขายแล้วยึดครองที่นี่นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ที่นี่ก็ไม่นับว่ากันดารห่างไกลถึงเพียงนั้น แต่พวกเขามีจำนวนคนมาก คนราวร้อยกว่าคนมาสวมรอยแทนชาวบ้านเดิมของหมู่บ้านแมวป่า ประกอบกับเป็นหมู่บ้านปิด คนที่มาเยี่ยมญาติทั้งหมดจึงถูกวางยาจนสลบแล้วนำตัวไปขาย เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่รับรู้ของคนภายนอกเลย
โก่วหวากับน้องชายเป็นชาวบ้านดั้งเดิมของที่นี่ พ่อแม่ปู่ย่ารวมถึงพี่สาวอีกสองคนล้วนถูกคนกลุ่มนี้จับตัวไปจนไม่ทราบชะตากรรม ได้ยินมาว่าถูกขายไปเป็นทาสในเหมืองตามที่ต่างๆ
ตอนที่ทั้งหมู่บ้านประสบเคราะห์ สองพี่น้องกำลังวิ่งเล่นอยู่ในป่าพอดีจึงรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้
แต่เด็กสองคนก็ต้องกินข้าว ตอนที่ขโมยของกินจึงถูกจับได้ พวกเขาเกือบจะถูกขายไปแล้ว ยังดีที่โก่วหวาไหวพริบดี บอกว่าตนเองสามารถช่วยล่อแกะมาให้พวกเขาฆ่าได้ สองพี่น้องจึงได้อยู่ที่นี่ต่อ
“นอกจากครอบครัวของพวกข้า เจ้าหลอกคนอื่นมากี่คนแล้ว” น้ำเสียงของฉินเหยาเรียบเฉย แต่กลับทำให้โก่วหวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“หก”
“หลอกมาทั้งหมดกี่คนแล้วตอนนี้คนอยู่ที่ไหน”
โก่วหวาส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้ว่าหลอกมาทั้งหมดกี่คนแล้ว เพราะคนกลุ่มนี้มีระเบียบวินัยเคร่งครัด แบ่งงานกันทำ คนที่หลอกลวงก็อยู่กลุ่มหนึ่ง คนที่รับผิดชอบการขายก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
อีกทั้งกลุ่มที่หลอกลวงคนของพวกเขาก็ยังแบ่งออกเป็นหลายสาย บางคนจะวางกับดักอย่างเช่นในวันนี้ บางคนก็จะปลอมเป็นคนขายของชำหรือไม่ก็สาวขายดอกไม้ไปเดินตามหมู่บ้านและในเมือง ขอเพียงหลอกคนไปยังที่เปลี่ยวได้ก็จะวางยาพวกเขาจนสลบแล้วแบกไป
“แกะที่จับมาได้ทั้งหมดถูกขังไว้ในห้องใต้ดินทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของเดือนจะมีการส่งของออกไปหนึ่งครั้ง วันนี้คือวันที่สิบสอง คนที่เพิ่งจับมาได้ยังไม่ได้ถูกส่งออกไป”
โก่วหวาพูดเสริมว่า “กลุ่มคนที่ออกไปจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ในหมู่บ้านยังเหลือคนอยู่หกสิบกว่าคน”
ดังนั้นเมื่อหักพวกที่เพิ่งถูกนางจัดการไปและหักคนที่เฝ้าห้องใต้ดินออกไป เท่ากับว่าข้างนอกประตูมีคนอยู่อย่างน้อยสามสิบคน
ฉินเหยาที่ประกอบดาบใหญ่ของตนเสร็จแล้วพลันรู้สึกว่าการกระทำนี้ช่างเปลืองแรงโดยใช่เหตุ
แต่ที่นางสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาได้นานเพียงนี้ในวันสิ้นโลกก็เป็นเพราะนางไม่เคยประมาทศัตรู ต่อให้เป็นการบดขยี้มดสักตัว นางก็จะทุ่มสุดกำลัง
“ถ้าเช่นนั้นก็มาซ้อมมือกันหน่อยเถอะ อาเยว่ ต้าหลาง กินอิ่มกันหรือยัง”
ทั้งสองคนรีบกลืนแผ่นแป้งย่างคำสุดท้ายในปากแล้วพยักหน้าหนักๆ “อิ่มแล้ว”
“รู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ที่ศัตรูมีมากและเรามีน้อยเช่นนี้ต้องรับมืออย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามขณะหยิบแผ่นแป้งย่างที่ซื่อเหนียงส่งมาให้ขึ้นมากิน เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาหิวกระหายของสองพี่น้องโก่วหวาก็ให้ซื่อเหนียงเอาไปให้พวกเขาหนึ่งแผ่น
นางเป็นคนรักษาสัญญา บอกว่าจะให้หนึ่งแผ่นก็คือให้หนึ่งแผ่น ไม่เคยให้ครึ่งแผ่นหรือสองแผ่นเด็ดขาด
แผ่นแป้งที่หลิวจี้ทำมีไม่มาก แม้แต่คนในครอบครัวของนางเองก็ยังกินกันไม่พอเลย
ซื่อเหนียงยังคงเจ็บใจเรื่องที่โก่วหวาหลอกลวงพวกตนอยู่จึงให้แผ่นแป้งย่างไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ด้วยจิตใจที่โอบอ้อมอารีจึงไม่อาจทำเรื่องที่เกินเลยไปได้ นางจึงเพียงวางแผ่นแป้งลงตรงหน้าคนทั้งสองแล้วถอยออกมา
ท่านพ่อถูกศิษย์พี่เยว่แบกกลับมาจากตัวรถม้าอีกครั้ง กำลังนอนอยู่บนพื้นรวมกับพวกนักเลงเหล่านั้น นางกับพี่รองและพี่เล็กลองทั้งจิกเนื้อเหนือริมฝีปาก กดจุดหู่โข่ว ทั้งยังตบหน้าและวิธีอื่นๆ แล้วก็ยังไม่สามารถปลุกท่านพ่อให้ตื่นได้จึงอดเป็นกังวลไม่ได้
ยาสลบนี่คงไม่ทำร้ายร่างกายของท่านพ่อจริงๆ หรอกใช่หรือไม่ ฮือๆๆ นางไม่อยากให้ท่านพ่อตายนะ!
ซื่อเหนียงหยิบกาน้ำขึ้นมา กัดฟันแล้วสาดน้ำใส่หน้าบิดาของตนเองดังซ่า!
ขนตายาวของหลิวจี้ขยับไหว ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นจึงได้ยินคำตอบที่ต้าหลางตอบฉินเหยาเข้าพอดี
“ท่านแม่ ท่านอาอาวั่งบอกว่า หากเจอสถานการณ์เช่นนี้ หนีคือยอดกลยุทธ์ขอรับ!”
หลิวจี้คิด หนีอะไร ยอดกลยุทธ์อะไร
“ท่านพ่อ ท่านตื่นแล้ว!” เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเขาอย่างตื่นเต้น สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
หลิวจี้ยังคงมึนงง วิงเวียนศีรษะ ไม่อาจคิดอะไรได้เลย เพียงแค่รู้สึกว่าเกิดเรื่องไม่ค่อยดีขึ้น
เขาลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า พอกวาดตามองไปรอบๆ ก็ได้เห็นลูกตาที่เต็มไปด้วยเลือดปูดโปน ฝ่ามือขาดวิ่น ร่างคนที่กำลังบิดกระตุก…
“อ๊ากกก!”
พลันมีเสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดดังขึ้นในลานบ้าน นักเลงตัวเล็กที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูถึงกับหดศีรษะ ถอยหลังกรูดไปก้าวใหญ่อย่างตกใจ “ลูก…ลูก…ลูก…ลูกพี่ เขา เขา เขา…”
เสียงร้องโหยหวนเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ลูกน้องตกใจจนพูดจาไม่เป็นภาษา ชายร่างกำยำตาเดียวที่ถูกเรียกว่าลูกพี่แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าคนไม่ได้เรื่อง! บิดาเอง!”
เขาก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า เตรียมจะถีบประตูที่ปิดสนิทบานนี้ให้พัง
เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าสตรีเป็นวรยุทธ์เพียงสองคนจะเก่งกาจถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้!
“ลูกพี่รอก่อน!”
นักเลงตัวเล็กตะโกนขึ้นอีกครั้งพลันชี้ไปยังทางเข้าหมู่บ้าน มีคนมาแล้ว