ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 618 เถ้าแก่ใหญ่ฉิน
ตอนที่ 618 เถ้าแก่ใหญ่ฉิน
“ท่านอาจารย์ มีสถานการณ์ใหม่เจ้าค่ะ!
อินเยว่ซึ่งกำลังสังเกตการณ์สถานการณ์ของศัตรูอยู่ตรงมุมกำแพงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในห้องโถงที่มืดมิดแล้วกล่าวด้วยเสียงต่ำอย่างตื่นเต้นว่า
นอกหมู่บ้านมีกองคาราวานมาเจ้าค่ะ ดูจากคบเพลิงแล้วขบวนยาวมาก อย่างน้อยก็มีคนห้าหกสิบคน เป็นกองคาราวานขนาดใหญ่ที่มีรถม้ายี่สิบกว่าคัน พวกเราอาจจะไม่ต้องปะทะกับคนพวกนี้แล้ว
ฉินเหยาใช้มือข้างหนึ่งปิดปากของหลิวจี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยังไม่ทันได้สติ
อีกทางก็ถามอย่างสงสัยว่า “ถนนในหมู่บ้านแมวป่านี้คับแคบและอยู่ไม่ไกลจากอำเภออันเซี่ยน กองคาราวานมาทำอะไรที่นี่?”
เสียงของโก่วหวาซึ่งไม่แหบแห้งและอ่อนแรงอีกต่อไปดังมาจากมุมห้อง “เป็นเถ้าแก่ใหญ่ของห้างการค้าตระกูลฉินขอรับ! ทุกปีในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะมาที่หมู่บ้านของพวกเราเพื่อพักผ่อนสองสามวันและถือโอกาสรับซื้อของป่าจากหมู่บ้านหลายแห่งในบริเวณนี้ ปีนี้เมื่อคำนวณเวลาแล้วก็น่าจะมาประมาณช่วงนี้พอดี…แย่แล้ว!”
ที่นี่กลายเป็นรังโจรไปนานแล้ว หากต้องเจอกับกองกำลังใหญ่ของพวกค้ามนุษย์ที่จะกลับมาในวันพรุ่งนี้อีก ถูกขนาบทั้งหน้าหลัง เถ้าแก่ใหญ่ฉินก็จะตกอยู่ในอันตราย!
โก่วหวาลุกขึ้นยืน พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ข้าต้องไปส่งข่าวให้เถ้าแก่ใหญ่ บอกให้พวกเขาอย่าเข้ามาในหมู่บ้าน!”
ต้าหลางขวางเขาไว้ “ขืนเจ้าโวยวายอีกคำเดียว ข้าจะต่อยเจ้าให้สลบไปเลย”
โก่วหวารู้ดีว่าเขาเก่งกาจเพียงใด นักเลงร่างกำยำสองคนยังถูกเขาจัดการจนร้องโอดโอย เขาจึงห่อเหี่ยวลงทันที
หลิวจี้เอนตัวล้มลงไปในอ้อมกอดของเมียจ๋าอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เขาทั้งวิงเวียนและตาลาย ต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วน
“เมียจ๋า ข้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น ทำไมฟ้าถึงมืดแล้วเล่า”
ฉินเหยาตอบ “เจ้าดื่มน้ำชาที่ใส่ยาสลบเข้าไป เราเจอกับกลุ่มค้ามนุษย์ เพิ่งจะจัดการคนกลุ่มหนึ่งในบ้านไป ตอนนี้นอกลานบ้านยังมีอีกกลุ่มที่ใหญ่กว่า อ้อ เมื่อครู่ยังมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนคาดเดายากขึ้นไปอีก”
“จริงสิ” ฉินเหยานึกถึงหญิงชราคนนั้นขึ้นมาได้ทันใดจึงชี้ไปยังคนที่นอนอยู่ในลานบ้าน กล่าวอย่างมีเลศนัยว่า “หญิงแก่ชั่วร้ายที่โรงน้ำชานั่น นางบอกว่าจะเก็บหนุ่มรูปงามอย่างเจ้าไว้สั่งสอนตามลำพังเพื่อแก้แค้นที่เจ้าด่าทอนางที่โรงน้ำชาด้วย”
เขาเป็นถึงศิษย์ของมหาบัณฑิต เป็นจวี่เหริน ทั้งยังเป็นชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลิว หญิงแก่ชั่วร้ายผู้นี้มีสิทธิ์อะไรมาหมายปองเขา
ทว่าเขาลืมสภาพร่างกายของตนเองในตอนนี้ไปสิ้น เพราะฤทธิ์ยายังไม่หมด เมื่อลุกขึ้นเร็วเกินไปจึงหงายหลังล้มลงไปในอ้อมกอดของฉินเหยาอีกครั้ง
พูดให้ถูกก็คือ ฉินเหยาใจดีรับตัวเขาไว้ พอมองดูท่าทางมึนๆ งงๆ ของคนบางคนแล้วก็รู้สึกแปลกใหม่ดี
“เมียจ๋า ข้าไม่มีแรงเลย~” หลิวจี้ถือโอกาสพิงไหล่นาง คางยังถูไถกับเนื้อนุ่มที่ซอกคอของนาง ใบหน้าแทบจะแนบติดกับใบหน้าของนางอยู่แล้ว
เมื่อมองจากมุมของอินเยว่และคนอื่นๆ ก็จะเห็นว่าสามีท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคนตัวสูงพยายามค้อมร่างตนลงมาเพื่อจะคลอเคลียกับท่านอาจารย์ ท่าทางดูแล้วเก้งก้างอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ฉินเหยาผลักใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามจะเข้ามาคลอเคลียออกไปอย่างไม่ไยดี จับไหล่ทั้งสองข้างของเขาแล้วกดให้นั่งลงหน้าโต๊ะ “เจ้านั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้”
“อาเยว่ พวกเราไปดูสถานการณ์ข้างนอกกัน”
“ต้าหลาง พวกเจ้าดูแลพ่อเจ้าให้ดี”
สี่พี่น้องพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม พวกเขาจะปกป้องท่านพ่อให้ดีแน่นอน!
ยามนี้ท่านพ่อไร้ประโยชน์ที่ถูกปกป้องกำลังวางมือทั้งสองซ้อนกันบนโต๊ะแล้ววางศีรษะลงบนนั้น ดวงตาจ้องมองร่างสง่างามองอาจซึ่งกำลังเดินออกไปที่ลานบ้านตาไม่กะพริบ สองแก้มก็ค่อยๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ นางช่างห่วงใยเขา ช่างพึ่งพาได้ ช่างงดงามเหลือเกิน~
เขาคือบุรุษที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้านี้จริงๆ!
สองพี่น้องโก่วหวาที่มองอยู่กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงงยิ่ง ไม่ใช่ว่าบิดาต้องปกป้องลูกๆ และสามีต้องปกป้องภรรยาหรอกหรือ
สองศิษย์อาจารย์มาถึงใต้กำแพง
อินเยว่กระซิบเสียงเบา “ท่านอาจารย์ สภาพจิตใจของสามีท่านอาจารย์ดูเหมือนจะไม่ค่อยปกตินะเจ้าคะ”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ต้องไปสนใจเขา”
คนที่เพิ่งฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น สมองดูเหมือนจะปลอดโปร่งแต่จริงๆ แล้วสับสน ทั้งยังพูดจาเพ้อเจ้ออีกด้วย
สองศิษย์อาจารย์แอบมองลอดกำแพงออกไปก็พบว่าคนที่ล้อมอยู่หน้าประตูเมื่อครู่หายไปกว่าครึ่ง ส่วนทางเข้าหมู่บ้านก็มีแสงไฟสว่างวาบ ทำให้มองเห็นสถานการณ์ที่นั่นได้อย่างชัดเจน
ฉินเหยามองแวบแรกก็เห็นธงผ้าอักษร ‘ฉิน’ ปลิวไสวอยู่ไกลๆ
ผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับคนแซ่เดียวกับตนเอง
กองคาราวานนี้มีรถยี่สิบสองคัน ล้วนแล้วแต่เป็นรถม้า ม้าเหล่านั้นตัวสูงใหญ่ ขนของมันเป็นมันเงางามมาก มองแวบเดียวก็รู้ว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและมีราคาแพงมาก
บนรถล้วนเป็นหีบไม้และถุงป่านที่อัดแน่นจนตุง ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุอะไรไว้ แต่ย่อมเป็นของมีค่าอย่างแน่นอน มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถเลี้ยงม้าที่สวยงามเช่นนี้ได้
กองคาราวานนี้ หนึ่งคันรถจะมีคนอยู่สามคน สารถีหนึ่งคนและผู้คุ้มกันสองคนขี่ม้าขนาบซ้ายขวา
ดังนั้นเมื่อนับรวมทั้งหมดแล้ว แค่ม้าก็มีเจ็ดสิบกว่าตัว หากฉินเหยาเป็นกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ เกรงว่าต่อให้ตายก็คงไม่อยากปล่อยเนื้อชิ้นโตที่ส่งมาถึงประตูนี้ไป
เรื่องของกำลังรบนั้นไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน จำนวนคนของกองคาราวานดูเหมือนจะมากเป็นสองเท่าของกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาต้องปกป้องสินค้า ทั้งยังเป็นเหมือนแกะเข้าปากเสือ ไม่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เลยแม้แต่น้อย หากทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน คงมีโอกาสชนะห้าส่วน
หากฉินเหยาเป็นกลุ่มผู้ค้ามนุษย์เหล่านี้ โอกาสชนะห้าส่วนก็ไม่ต่างจากสิบส่วน
ต่อให้จัดการไม่ได้ทั้งหมด แต่แย่งชิงสินค้ามาได้สักสองสามคันรถกับม้าดีๆ สักสองสามตัว งานนี้ก็ไม่เสียเปล่าแล้ว!
ดังนั้น สองศิษย์อาจารย์จึงมองดูกองคาราวานตระกูลฉินซึ่งกำลังพยายามเจรจากับกลุ่มผู้ค้ามนุษย์เหล่านี้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ในหัวก็มีอักษรสีแดงสดตัวใหญ่ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ‘อันตราย!’
ดังคาด พลันมีเสียงนกหวีดคล้ายสัญญาณดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน คนสิบคนที่ยังเฝ้าอยู่หน้าประตูในตอนแรกก็รีบวิ่งไปยังทางเข้าหมู่บ้านทันที
เสียงม้าร้องดังแว่วมา เหมือนมีการต่อสู้กันด้วยอาวุธคละเคล้าด้วยเสียงกรีดร้อง คนสองกลุ่มที่ทางเข้าหมู่บ้านเปิดฉากต่อสู้กันทันทีที่เจรจากันไม่ลงตัว
อินเยว่มองดูประตูใหญ่ที่ว่างเปล่าแล้วกล่าวอย่างยินดีว่า “ท่านอาจารย์ พวกเราไม่ไปตอนนี้จะไปตอนไหนอีกเจ้าคะ!”
เทียบกับสินค้าของขบวนรถม้าแล้ว คนไม่กี่คนอย่างพวกนางไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง
ฉินเหยาจ้องมองชายหนุ่มที่คุ้มกันอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนรถม้าซึ่งกำลังถือกระบี่ต่อสู้กับพวกค้ามนุษย์ แสงเปลิวเพลิงสั่นไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัด แต่ดูจากรูปร่างแล้ว อายุน่าจะมากกว่านางเพียงไม่กี่ปี เส้นผมรวบขึ้นทั้งหมดเพื่อความสะดวก ชุดที่สวมใส่ก็ดูรัดกุมทะมัดทะแมงเป็นอย่างยิ่ง
การขี่ม้านั้นได้เปรียบอยู่บ้าง ภายใต้การบัญชาการของเขา เหล่าผู้คุ้มกันก็ต่อสู้กับกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ได้อย่างสูสี
เกิดเรื่องขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทั้งยังเป็นตอนฟ้ามืด การจะรับมืออย่างใจเย็นเช่นนี้ในเวลาสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ท่ามกลางแสงไฟ เสียงสั่งการอย่างใจเย็นดังแว่วมา “ผู้คุ้มกันทั้งหมดอยู่ต่อ สารถีรีบหันหัวรถกลับเดี๋ยวนี้ จุดคบเพลิงให้มากขึ้น ไม่ต้องกลัว ถอยไปที่หน้าผา หนึ่งคนเฝ้าด่านหมื่นคนก็บุกไม่เข้า พวกเขาทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก!”
สิ้นเสียง เหล่าสารถีของขบวนรถม้าก็ตอบสนองทันที ส่วนท้ายกลายเป็นส่วนหัว ส่วนหัวกลายเป็นส่วนท้าย ถอยกลับไปยังเส้นทางที่มาอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็ว
คบเพลิงที่เตรียมไว้บนรถถูกจุดขึ้นทั้งหมด เมื่อมีแสงไฟส่องสว่าง เหล่าสารถีก็ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์จึงรักษาขบวนให้มั่นคงได้โดยไม่ตื่นตระหนก แม้จะต้องผ่านเส้นทางแคบบนหน้าผานั้นก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
อีกทั้งยังมีเหล่าผู้คุ้มกันคอยคุ้มกันให้พวกเขา จำนวนคนของฝ่ายตรงข้ามก็พอๆ กับจำนวนผู้คุ้มกันฝ่ายตน โอกาสชนะจึงมีสูงมาก
อินเยว่มองอย่างตกตะลึง “ถอยไปเช่นนี้ โอกาสชนะของขบวนรถม้าก็จะมีมากขึ้น”
ฉินเหยาหรี่ตาทั้งสองข้างลง เสียงลมที่พัดมาจากหน้าผานั้น ดูเหมือนจะแตกต่างไปเล็กน้อย