ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 621 ไร้ความทรงจำ
ตอนที่ 621 ไร้ความทรงจำ
อาวั่งกลับมาสมทบ ผู้ที่ยินดีที่สุดย่อมเป็นหลิวจี้
หลังจากหารือเรื่องราวขั้นต่อไปกับกองคาราวานของฉินเฟิงเรียบร้อยและกลับมาถึงลานบ้านแล้ว หลิวจี้ก็ตรงดิ่งไปยังห้องครัวเพื่อตามหาอาวั่ง
เมื่อครู่มีเรื่องเกิดขึ้นมากเกินไปและสับสนวุ่นวาย พอเห็นคนที่สมควรจะอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าตัวเป็นๆ เขาก็นึกว่าตนเองตาลายไปเสียแล้ว ตอนนั้นจึงไม่กล้าดีใจมากนัก เกรงว่าจะเป็นภาพหลอนที่เกิดจากยาสลบ
ในตอนนี้ เมื่อพบว่าอาวั่งมาจริงๆ หลิวจี้ก็ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นดีใจของตนเองได้เลย เขาพุ่งเข้าไปในห้องครัว อ้าแขนสองข้างออก หมายจะสวมกอดอาวั่งให้เต็มที่
อาวั่งกำลังยุ่งอยู่กับการผัดข้าวในกระทะ ที่หมู่บ้านเถื่อนแห่งนี้การจะหาวัตถุดิบสดใหม่ทั่วไปที่กินได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากถูกหลิวจี้กอดครานี้จนทำหก ฮูหยินจะต้องสับเขาเป็นแน่
“นายท่านใหญ่ช้าก่อน!” อาวั่งร้องห้ามอย่างร้อนรน หยุดการกระทำของหลิวจี้ไว้ได้ทันท่วงที
หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น “เป็นอะไรไปหรือ”
อาวั่ง “ท่านอย่าเข้ามาใกล้ข้า”
เกรงว่าเขาจะไม่เข้าใจความสำคัญของอาหารในกระทะนี้จึงกล่าวเสริมขึ้นประโยคหนึ่ง “นี่เป็นอาหารที่ทำให้ฮูหยิน หากหกแล้วทั้งท่านและข้าจะต้องจบเห่แน่นอน”
คำพูดนี้ได้ผลดียิ่งนัก แต่คนบางคนก็ยังควบคุมความกระตือรือร้นไว้ไม่อยู่ เข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลังอย่างแรงหนหนึ่ง พอกอดเสร็จก็รีบปล่อยทันทีแล้วมายืนข้างเตาไฟมองสำรวจเขาไปมาอย่างตื่นเต้น “อาวั่งเอ๋ยอาวั่ง หากไม่มีเจ้านายท่านใหญ่เช่นข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร”
อาวั่งในใจยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ปากกลับพูดแสดงความรังเกียจ “นายท่านใหญ่มีอันใดก็พูดมาตรงๆ เถิด ไม่จำเป็นต้องประจบประแจงเช่นนี้”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ ชำเลืองมองไปนอกประตูอย่างระแวดระวังแวบหนึ่ง สองศิษย์อาจารย์กำลังนำเด็กสี่คนไล่ต้อนเหล่าคนชั่วที่ยอมจำนนและกำลังร้องโอดครวญไม่หยุดในลานบ้านไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน ส่งมอบให้คนของกองคาราวานเฝ้าไว้
นี่คือเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งหารือตกลงกันไว้ ก่อนอื่นให้รวบรวมคนชั่วเหล่านี้ไว้เฝ้าส่วนกลาง พรุ่งนี้เช้าฟ้าสางทั้งสองฝ่ายจะส่งคนฝ่ายละหนึ่งคนไปยังอำเภออันเซี่ยนเพื่อแจ้งความ ให้ทางการมาจัดการปัญหา
เวลานี้ฉินเหยาและคนอื่นๆ รับผิดชอบขับไล่คนชั่วจากที่ต่างๆ ไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน ถือโอกาสนี้เค้นถามว่ามีปลาที่หลุดรอดจากแหหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ปล่อยให้รอดไปแม้แต่คนเดียว
ส่วนคนของกองคาราวานมีฉินเฟิงเป็นผู้นำ พวกเขามุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดินเพื่อช่วยคนที่ถูกลักพาตัวมาเหล่านั้นออกมา จัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ส่งมอบให้ทางการจัดการ
ทั้งสองฝ่ายแบ่งงานกันทำ ถือว่าราบรื่นดี
แต่ว่า!
พอนึกถึงสายตาที่ฉินเฟิงจับจ้องฉินเหยาไม่วางตา ในใจของหลิวจี้พลันก็มีความโกรธไม่ทราบสาเหตุลุกโชนขึ้นมา
เขาใช้มือข้างหนึ่งยันเตาไว้ รู้สึกว่าตนเองกับอาวั่งเป็นพี่น้องที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่องจึงระบายความขมขื่นออกมามากมาย
“อาวั่ง เจ้าว่าในโลกนี้เหตุใดถึงมีคนเลวทรามเช่นนี้ได้นะ ไม่รู้จักหลีกเลี่ยงข้อครหาก็ช่างเถิด รู้อยู่เต็มอกว่าผู้อื่นเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ยังจะจ้องมองตาไม่กะพริบ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”
คงมิใช่ว่าเห็นเมียจ๋าของข้าองอาจสง่างาม ทรงอำนาจเหนือผู้ใด เลยอยากจะเป็นชายบำเรอของนางหรอกนะ
แม้ว่าจะเป็นคนอัปลักษณ์ผู้หนึ่ง
แต่ว่า เขามีเงิน!
หากมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้ เมียจ๋าก็อาจจะใจอ่อนก็ได้ หลิวจี้ยิ่งคิดยิ่งใจสั่น ตกใจกลัวกับความคิดของตนเอง
อาวั่งเทไก่ผัดเห็ดแห้งในกระทะลงในชามใบใหญ่แล้วเหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่งอย่างไม่เข้าใจ “นายท่านใหญ่ ท่านด่าตนเองไปไยกัน”
หลิวจี้ “อาวั่ง เจ้า!”
“กับข้าวเสร็จแล้ว ข้าจะไปตักข้าว นายท่านใหญ่ไปเรียกพวกฮูหยินกลับมากินข้าวเถิด”
อาวั่งถือกับข้าว ก้าวเดินฉับๆ ออกจากห้องครัวไป เอาอาหารไปวางไว้บนโต๊ะในห้องโถงก่อนแล้วจึงเดินย้อนกลับมา นำชามและตะเกียบบนรถม้าออกมาล้างน้ำรอบหนึ่งแล้วจึงตักข้าว
หลิวจี้โกรธจนชกหมัดใส่แผ่นหลังของเขาไปสองที จากนั้นจึงเดินออกไปเรียกพวกฉินเหยาแม่ลูกกลับมากินข้าว
“มาแล้ว!” เสียงตอบกลับดังมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน
ฉินเหยาตบมือสองสามที หลังจากมัดพวกค้ามนุษย์คนสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย นางก็ส่งสัญญาณทักทายเหล่าผู้คุ้มกันของกองคาราวานตระกูลฉิน ก่อนจะเรียกอินเยว่และเด็กๆ ก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังลานบ้านที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
ฉินเฟิงกำลังพาเหล่าสตรีและเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาพอดี หมู่บ้านแมวป่าแห่งนี้ เขาเคยมาหลายครั้งแล้ว ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านมีบ้านว่างหลังใหญ่กว้างขวางหลังหนึ่งอยู่ เขาเตรียมจะนำสตรีและเด็กที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทาเหล่านี้ไปพักอาศัยที่นั่นชั่วคราว
พอดีกับที่เห็นฉินเหยาซึ่งยืนอยู่หน้าประตูรั้วกำลังไล่ต้อนเด็กๆ เข้าประตู เขาจึงโบกมือให้พ่อบ้านใต้บังคับบัญชาพาคนไปแล้วเดินมาทางฉินเหยาตามลำพัง
“อาเหยา!”
ครั้งนี้ฉินเหยาได้ยินคำเรียกที่เขาใช้เรียกตนเองชัดเจน หัวใจพลันบีบรัดอย่างรุนแรงชั่วขณะทำให้นางต้องขมวดคิ้ว
“พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือ” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย มิฉะนั้นแล้ว พบกันครั้งแรกก็ใช้คำเรียกที่สนิทสนมเช่นนี้เรียกนาง นับว่าแปลกอยู่บ้าง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งช่วยสตรีและเด็กเหล่านั้นมาจนเหนื่อยหรือไม่ ฉินเฟิงถึงหายใจหอบถี่ มือที่จับกระบี่ก็กำแน่นด้วยความตื่นเต้น ฉินเหยาเพียงปรายตามองก็เห็นเส้นเลือดสีเขียวที่ปูดนูนขึ้นบนหลังมือเนื่องจากใช้แรงของเขา
ฉินเฟิงพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะสะกดอารมณ์ของตนเองไว้แล้วใช้น้ำเสียงราบเรียบที่สุดถามกลับไป “เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ข้าไม่มีความทรงจำว่าเคยพบท่าน”
สี่ปีแล้ว ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่ในร่างถูกความทรงจำของนางทับถมไปจนหมดสิ้น เรื่องราวในอดีตล้วนเหมือนหมอกควันที่ลอยผ่านไป ตอนนี้นางคือฉินเหยา มิใช่เหยาเหนียง
ฉินเหยาไม่คิดจะรื้อฟื้นความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองให้ตนต้องปวดศีรษะแทบระเบิดอีก เมื่อมองสีหน้าซับซ้อนของฉินเฟิงก็ผงกศีรษะให้เล็กน้อยอย่างเกรงใจแล้วหันหลังเดินเข้าลานบ้านไป
“เดี๋ยวก่อน!” ฉินเฟิงรีบร้องห้ามนางไว้ ท่าทีเขาเหมือนไม่กล้าถาม เอ่ยอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครึ่งค่อนวันจึงเอ่ยว่า “เจ้า…ความจำเสื่อมหรือ”
ฉินเหยาเผยสีหน้าจนปัญญา ยิ้มบางๆ ให้เขา “เปล่า”
นางไม่ใช่คนโง่ สีหน้าและแววตาของฉินเฟิง อีกทั้งปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณบางอย่างของร่างกายนางล้วนกำลังบอกนางว่า คนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้ามีความสัมพันธ์ไม่ตื้นเขินกับตนเอง
แต่นางจำเรื่องหนึ่งได้เสมอ นั่นคือครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมตายไประหว่างทางที่หนีภัยพิบัติแล้ว ทุกคนในบ้านล้วนเป็นนางที่ใช้เสื่อกกกห่อร่างและฝังอย่างลวกๆ ด้วยมือของตนเอง
อาจเป็นเพราะตอนที่คนตายนั้นผอมจนดูไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้นางจึงนึกถึงหน้าตาและรอยยิ้มของครอบครัวร่างนี้ไม่ออกเลย
อีกทั้ง ในบรรดาชื่อของครอบครัวและญาติพี่น้องที่นางรู้จักก็ไม่มีคนที่ชื่อฉินเฟิง
ฉินเหยารู้ดีว่า จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ได้สลายไปแล้ว บัดนี้ร่างนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของนางโดยสมบูรณ์
ฉะนั้น…
ฉินเฟิงเป็นใครไม่สำคัญ ตอนนี้นางแค่อยากกินข้าว!
ประตูรั้วถูกหลิวจี้ปิดดังปังจนจมูกของฉินเฟิงเกือบจะชนเข้ากับแผ่นประตู
เมื่อนึกถึงอันธพาลไร้ยางอายที่หน้าตางดงามยิ่งกว่าสตรีผู้นี้ ฉินเฟิงก็โกรธจนแทบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
คนผู้นี้กลับเป็นน้องเขยของเขารึ
ไม่!
หน้าตาเหมือนกันก็จำเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกันหรือ
ฉินเหยาน้องสาวของเขาคนนั้นไม่รู้ว่าที่หนีภัยพิบัติไปอยู่ที่ใด จะใช่ฉินเหยาคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ หรือ
เหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์ อีกทั้งท่าทางทุกอย่างก็ดูเป็นปกติแล้วเหตุใดถึงจำพี่ชายของตนเองไม่ได้เล่า
เมื่อได้ยินเสียงกินข้าวอย่างชื่นมื่นของทั้งครอบครัวดังมาจากในประตู ฉินเฟิงก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ เขาอยู่ในความฝันมาตลอดหรือ
พ่อบ้านมาเรียก ฉินเฟิงจึงได้สติกลับมา สติสัมปชัญญะเขาแจ่มชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คนตรงหน้าเป็นเรื่องจริง เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น!
“ท่านลุงเจ็ด ข้าเจออาเหยาแล้ว” ระหว่างทางกลับค่าย ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะบอกท่านลุงเจ็ดพ่อบ้านที่เขาไว้วางใจที่สุด เพราะตอนนี้เขาต้องการคนปรึกษาหารืออย่างเร่งด่วน ช่วยเขาคิดว่าเรื่องนี้มันผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่
ท่านลุงเจ็ดมีสีหน้าตกตะลึง “อยู่ที่ใดหรือ”
เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก ตามองไปยังกลุ่มสตรีที่เพิ่งช่วยออกมาโดยไม่รู้ตัว น้องสาวแท้ๆ ของเจ้านายคงไม่อนาถและตกอับถึงขั้นนี้หรอกกระมัง!