ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 622 ที่จริงแล้วท่านอาจารย์อ่อนโยนที่สุด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 622 ที่จริงแล้วท่านอาจารย์อ่อนโยนที่สุด
ตอนที่ 622 ที่จริงแล้วท่านอาจารย์อ่อนโยนที่สุด
พอฉินเฟิงเห็นสีหน้าของท่านลุงเจ็ดก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดไปแล้ว
เขาจึงรีบอธิบายว่า “ก็คือแม่นางที่เพิ่งยื่นมือช่วยเหลือข้าเมื่อครู่นี้ แต่นางกลับจำข้าไม่ได้ ทั้งยังเป็นวรยุทธ์ ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ในโลกนี้มีคนหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ แม้แต่อายุและน้ำเสียงก็ยังเหมือนกันจริงๆ หรือ”
ลุงเจ็ดก็สะดุ้งตกใจเช่นกัน สตรีแข็งแกร่งผู้นั้นคือน้องสาวที่นายท่านตามหามาเนิ่นนานหรือ
“นายท่านแน่ใจหรือว่ามองคนไม่ผิด ข้าจำได้ว่าปีนี้คุณหนูเพิ่งจะอายุยี่สิบสอง เหตุใดถึงเป็นมารดาของเด็กโตปานนั้นถึงสี่คนได้เล่า”
ลุงเจ็ดคิดอย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงฮูหยินผู้ห้าวหาญในวันนี้เข้ากับคุณหนูผู้อ่อนโยนเด็ดเดี่ยวจิตใจดีงามในคำพูดของเจ้านายตนเองได้เลย
พวกเขาเดินทางอยู่นอกบ้านตลอดทั้งปี หากไม่อยู่บนเส้นทางซื้อสินค้าก็อยู่บนเส้นทางขายสินค้า ผู้คนที่เคยติดต่อค้าขายด้วยก็มีสารพัดรูปแบบ แต่กลิ่นอายสังหารบนร่างของฮูหยินผู้นั้นไม่เหมือนสิ่งที่สตรีผู้อ่อนโยนจิตใจดีพึงมีเลย
ฉินเฟิงพูดอย่างหัวเสียเล็กน้อย “นางต้องถูกคนหลอกลวงให้แต่งกับเจ้าอันธพาลนั่นเป็นภรรยาเอกคนที่สองเป็นแน่ เมื่อครู่ข้าหาโอกาสเข้าไปดูใกล้ๆ แล้ว อายุนางราวยี่สิบต้นๆ จริงๆ”
ลุงเจ็ดถามต่อ “แล้วนายท่านเห็นว่าบนตัวคุณหนูมีปานหรือสิ่งใดทำนองนั้นหรือไม่ สามารถใช้เทียบได้หรือไม่”
“เอ่อ นี่…” ฉินเฟิงลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน แม้ว่าจะเป็นพี่น้องกัน แต่แม่นางที่หน้าตาเหมือนอาเหยาราวกับแกะผู้นั้นมองเขาด้วยสายตาราวกับมองคนแปลกหน้า เขาเองก็ไม่กล้าไปล่วงเกินเปิดเสื้อผ้าคนอื่นเขาหรอก
แต่คำพูดของท่านลุงเจ็ดก็ช่วยเตือนสติเขา บนแขนท่อนล่างข้างซ้ายของอาเหยามีรอยจันทร์เสี้ยวอยู่ ตอนเด็กเขาเคยพานางปีนต้นไม้เก็บพุทรา ไม่ระวังจึงถูกกิ่งพุทราข่วนบาดเจ็บ นางไม่เชื่อฟังยอมทายาเสียแต่โดยดีจึงทิ้งแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวจางๆ ไว้
เดิมทีพวกเขาเป็นเพียงครอบครัวพ่อค้าเล็กๆ เหล่าท่านอาท่านลุงก็ล้วนทำการค้า สี่ปีก่อนทางตะวันตกเฉียงเหนือเกิดภัยพิบัติ เพื่อความอยู่รอด ทั้งครอบครัวจึงวางแผนอพยพลงใต้
ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์ภัยพิบัติในครั้งนั้นจะรุนแรงกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก เพิ่งเดินทางมาได้ครึ่งทาง ทรัพย์สมบัติและข้าทาสบริวารก็ถูกปล้นชิงและสังหารจนหมดสิ้น หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ย่ำแย่ลงทุกที คนในครอบครัวเริ่มจากผู้อาวุโสที่สุด ค่อยๆ ล้มตายไปทีละคนระหว่างทาง
สุดท้ายเหลือเพียงรถลากไม้ผุๆ คันหนึ่ง น้องสาวใช้ร่างกายอันบอบบางของนางเข็นรถ ส่วนเขาที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนรถก็ทำได้เพียงรอให้พญายมมารับตัวไป…
ฝีมือทำกับข้าวของอาวั่ง หากเขากล่าวว่าเป็นที่หนึ่ง ในบ้านก็ไม่มีผู้ใดกล้ารับว่าเป็นที่สอง
วันนี้ช่างเป็นวันที่เรียกได้ว่ามีครบทุกรสชาติ ทั้งตื่นเต้นและหวาดเสียว บัดนี้คนชั่วทั้งหมดถูกจัดการเรียบร้อย เรื่องราวในที่สุดก็จบสิ้นลง ท้องของฉินเหยาจึงร้องประท้วงอย่างแทบทนรอไม่ไหวแล้ว
ผู้ใหญ่สี่คน เด็กสี่คน สมาชิกมากันพร้อมหน้า นั่งเต็มโต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัวพอดี
ฉินเหยาออกคำสั่ง ทุกคนก็หยิบตะเกียบขึ้นมา กินข้าวกันอย่างเงียบเชียบ
วัตถุดิบมีจำกัด อาวั่งจึงทำได้เพียงต้มน้ำแกงผักป่าหม้อหนึ่ง กับเห็ดแห้งผัดไก่จานโตหนึ่งจาน โชคดีที่เขาหาโอ่งข้าวเจอจึงหุงข้าวธัญพืชไว้หม้อใหญ่ รับรองว่าพอกิน!
จริงสิ ไก่ตัวนี้ก็คือตัวที่โก่วหวาบอกก่อนหน้านี้ว่าจะฆ่าเพื่อเลี้ยงต้อนรับผู้มีพระคุณนั่นเอง…ทั้งหมู่บ้านเหลือแม่ไก่เป็นๆ ที่เก็บไว้ใช้เป็นเหยื่อล่อเพียงตัวนี้ตัวเดียว
น่าเสียดายที่ถูกพวกคนชั่วกลุ่มนี้เลี้ยงจนไม่ยอมออกไข่แล้ว มิฉะนั้นคืนนี้คงจะได้กินไข่ผัดจิ่วช่ายอีกจาน
แต่เดี๋ยวนะ หลิวจี้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวพลันนึกอะไรขึ้นได้ เขาหยุดตะเกียบแล้วค่อยๆ หันศีรษะไปมองมุมมืดในห้องโถง
สองพี่น้องโก่วหวาพยายามขดตัวเข้าหากัน ลดทอนการมีตัวตนของตนเองให้เหลือน้อยที่สุด
น่าเสียดาย ยังถูกบุรุษผู้นั้นพบเข้าจนได้
เสียง “โครกคราก” ดังลั่นออกมาจากท้องของสองพี่น้องอย่างไม่ถูกจังหวะ ดึงดูดความสนใจของทุกคนบนโต๊ะอาหารได้สำเร็จ
ฉินเหยาสูดปากทีหนึ่ง เกือบลืมไปแล้วว่าตรงนี้ยังมีเด็กน้อยอีกสองคน
พวกต้าหลางสี่พี่น้องบัดนี้ไม่กล้าแม้แต่จะเสนอความเห็นใดๆ สักคำ แม้จะรู้สึกอดสูใจอยู่บ้าง แต่ก็รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปเงียบๆ เกรงว่าท่านแม่จะนึกอะไรขึ้นมาได้
หลิวจี้กระแอม “แค่กๆ” สองทีเบาๆ ก็เบนสายตากลับมาอย่างกระอักกระอ่วนเช่นกัน เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คุ้ยเขี่ยข้าวธัญพืชในชามกินไปทีละนิด…ไม่อร่อยเลยจริงๆ เขาคิดถึงข้าวสวยเม็ดงามๆ ที่บ้าน!
อินเยว่ฝืนมโนธรรม ถามหยั่งเชิงฉินเหยา “ท่านอาจารย์ พวกเขาก็นับว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จะส่งตัวพวกเขาไปให้ทางกองคาราวานเพื่อให้พวกผู้คุ้มกันควบคุมตัวไว้หรือไม่”
อาวั่งที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินข้าว ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ตอนนี้จู่ๆ ก็วางชามลงแล้วเอ่ยแก้ไขอย่างจริงจัง
“คนทั้งหมู่บ้านถูกสังหาร คนในครอบครัวก็หายสาบสูญ เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องมาเป็นเหยื่อล่อให้พวกพวกค้ามนุษย์ แต่พวกเขาก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าพูดถูก” เพียงแต่เมื่อมองดูมือของตนเองที่ถูกกัดก็รู้สึกว่าตนเองช่างเหมือนคนโง่เง่าบัดซบ
อาวั่งนั้นติดตามมาข้างหลังตลอดทาง พอเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ของฉินเหยา ในใจก็พลันรู้สึกสุขใจขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก
ใครจะคิดเล่าว่าคนที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ก็มีเวลาที่คุมคนในกลุ่มไม่อยู่เหมือนกัน
แน่นอนว่า เขาย่อมไม่กล้าแสดงออกมา เพียงลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวของลานเรือนหลังนี้แล้วหาชามมาสองใบ ล้างจนสะอาดแล้วตักข้าวธัญพืชใส่จนเต็มชาม นำไปวางลงตรงหน้าสองพี่น้องคู่นั้น
เห็นได้ชัดว่าเด็กทั้งสองหิวมากแล้ว พวกเขาไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าจะมีพิษหรือไม่ ตะเกียบก็ไม่ใช้ หยิบชามขึ้นมาได้ก็ฝังศีรษะลงไป ใช้ปากกัดกิน ใช้มือขยุ้ม เพราะกลัวว่าจะมีคนมาแย่งกับพวกเขาจึงนั่งหันหลังให้กำแพงแล้วกลืนข้าวเข้าไปคำใหญ่
ฉินเหยามองจนขมวดคิ้วมุ่น ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อินเยว่
เมื่อครู่อินเยว่ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ พอเห็นโอกาสที่จะคลี่คลายสถานการณ์ก็รีบลุกขึ้นไปรินน้ำครึ่งกานำมาวางไว้ข้างกายสองพี่น้องโก่วหวา
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ค่อยๆ กิน ดื่มน้ำเสียหน่อย อย่าให้ติดคอ”
นางยังยืนมองอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง หลังจากมั่นใจว่าทั้งสองคนจะไม่ติดคอจึงถอยกลับไปนั่งกินข้าวต่อที่โต๊ะอาหาร
เมื่อท้องอิ่ม ความง่วงงุนก็ถาโถมเข้ามา
อินเยว่และอาวั่งช่วยกันจัดเก็บห้องสองห้อง หาเครื่องนอนที่พอจะนับว่าสะอาดได้สองผืนมาปูเตียงไว้ แบ่งชายหญิงคนละห้องจึงพอถูไถผ่านไปได้หนึ่งคืน
ด้วยเงื่อนไขที่มีจำกัด พวกเด็กๆ ล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ ก็ปีนขึ้นเตียงไป เพราะดึกมากแล้ว พวกเขาเพิ่งจะเอนตัวลงนอนก็หาวติดๆ กันไม่หยุด
อินเยว่ทนเห็นสองพี่น้องโก่วหวาหนาวเหน็บไม่ไหวจึงไปหอบผ้าห่มผืนหนึ่งมาวางไว้ที่มุมห้อง สองพี่น้องรีบมุดเข้าไปข้างในทันที ห่มตัวจนมิด เหลือเพียงใบหน้าเล็กๆ ผอมแห้งของโก่วหวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง
“ขอโทษ” เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงยุง ฉินเหยาที่นั่งเก็บดาบและกระบองอยู่กลางห้องโถงเกือบจะไม่ได้ยิน
บางทีเขาเองก็คงรู้ตัวว่าเสียงของตนเองเบาเกินไปจึงรวบรวมความกล้าพูดเสียงดังอีกครั้ง “ฮูหยิน ข้าขอโทษ!”
พูดจบก็กำลังจะโขกศีรษะลงกับพื้นอีกครั้ง ฉินเหยาจึงตวาดเสียงเข้มห้ามไว้ ทำให้เด็กน้อยตกใจสะดุ้งเฮือก สุดท้ายก็ไม่ได้โขกศีรษะลงไป
“อินเยว่ เจ้าไปตักน้ำมาให้พวกเขาสองคนล้างหน้าแล้วก็ทายาให้เด็กนั่นด้วย” ฉินเหยาสั่งด้วยสีหน้าเย็นชา
อินเยว่มองสองพี่น้องที่ถูกท่านอาจารย์ขู่จนตะลึงงันไปแล้วอย่างปลอบโยน ประเดี๋ยวก็ชินไปเอง
ที่จริงแล้วท่านอาจารย์อ่อนโยนที่สุด!
กระทั่งล่วงเข้าสู่ครึ่งคืนหลัง ทั้งหมู่บ้านแมวป่าถึงได้เงียบสงบลงอย่างแท้จริง
รุ่งเช้า ท่านลุงเจ็ดมาเคาะประตูใหญ่ อาวั่งรีบลุกขึ้นแล้วทำตามคำสั่งของฉินเหยาก่อนนอนเมื่อคืน จูงม้าหนึ่งตัว ไปแจ้งความที่จวนที่ว่าการอำเภออันเซี่ยนพร้อมกับเขา
เหล่าบุรุษนอนรวมกันในห้องเดียว แม้การเคลื่อนไหวตอนลุกขึ้นของอาวั่งจะเบามาก แต่หลิวจี้ที่ต้องตื่นมาท่องตำราในเวลานี้เกือบทุกวัน ร่างกายกลับไม่ยอมอยู่ใต้จิตสำนึกของเขา เขาลืมตาโพลง ทำอย่างไรก็หลับต่อไม่ได้แล้ว
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ลุกก็ลุก
หลิวจี้สวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก้าวขายาวๆ ข้ามลูกกตัญญูทั้งสามที่นอนระเกะระกะไม่เป็นท่าแล้วทำลับๆ ล่อๆ ออกจากบ้านไป เดินเรื่อยเปื่อยไปยังค่ายพักที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
เมื่อคืนก่อนนอน สตรีใจร้ายคว้าคอเสื้อของเขาไว้แล้วพูดว่า ‘ให้เวลาเจ้าครึ่งวัน ข้าต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมดของบุรุษผู้นี้!’
และ ‘บุรุษผู้นี้’ ที่นางเอ่ยถึงก็คือฉินเฟิง