ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 623 เจ้ากำลังกลัวอะไรอยู่หรือ
ตอนที่ 623 เจ้ากำลังกลัวอะไรอยู่หรือ
เหล่าคนเลี้ยงม้าของห้างการค้าตระกูลฉินเพิ่งจะสับเปลี่ยนเวรยามกับพวกผู้คุ้มกัน พวกผู้คุ้มกันเฝ้ายามมาทั้งคืน ตอนนี้จึงกลับเข้าไปในบ้านร้างในหมู่บ้านเพื่อพักผ่อนนอนหลับ ที่ค่ายพักจึงเหลือเพียงพ่อบ้านคนหนึ่งกำลังนำเหล่าคนเลี้ยงม้าตรวจนับสินค้า
เมื่อคืนสถานการณ์คับขัน จำเป็นต้องสละรถม้าเพื่อปิดกั้นเส้นทางเล็กๆ บนหน้าผา ป้องกันไม่ให้คนชั่วบุกเข้ามา แม้ว่าท้ายที่สุดกลุ่มคนชั่วกลุ่มนั้นจะหนีไปแล้ว แต่ก่อนไปก็ได้สร้างความเสียหายไว้อย่างหนักหน่วง สินค้าบนรถม้าห้าหกคันที่จอดอยู่หน้าสุดถูกผลักตกลงไปใต้หน้าผา
โชคดีที่รถม้าหลายคันที่อยู่ท้ายขบวนนั้น บรรทุกสัมภาระของทุกคนในขบวนรถม้าและข้าวของเครื่องใช้สำหรับตั้งค่ายพักแรมทำอาหาร อาศัยจังหวะที่ฟ้าสว่างเก็บกลับมาได้เท่าที่เก็บได้ ความเสียหายจึงไม่นับว่าหนักหนานัก
เพียงแต่เมื่อถึงเวลาที่เข้าไปในตัวเมือง คงต้องสิ้นเปลืองเงินไปอีกก้อนหนึ่งเพื่อจัดหาข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้มาทดแทนใหม่
กองคาราวานขนาดใหญ่อย่างพวกเขา มีคนและม้ามากมาย เว้นแต่จะนัดหมายจุดแลกเปลี่ยนสินค้าไว้ที่เมืองใดเมืองหนึ่งแล้ว โดยทั่วไปก็จะไม่เข้าเมือง ส่วนมากจะเลือกพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมใกล้กับสถานีพักม้าหลวงชั่วคราว การพักค้างแรมกลางแจ้งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ดังนั้น ข้าวของเครื่องใช้ที่สูญหายหรือเสียหายไปจึงล้วนเป็นของล้ำค่าที่ขาดไม่ได้ในการเดินทาง
พ่อบ้านคนนั้นมองดูข้าวของเสียหายซึ่งเก็บกลับมาได้ ในใจก็ด่าทอบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของคนร้ายเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ทำให้เขารู้สึกเจ็บใจยิ่งกว่าการสูญเสียสินค้าเสียอีก
หลิวจี้กอดอกเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ ชะโงกดูตรงนั้นทีตรงนี้ที นึกตกตะลึงอยู่ในใจ กองคาราวานตระกูลฉินนี้ร่ำรวยกว่าที่เขาคิดไว้มาก
สิ่งที่บรรทุกอยู่บนรถม้านี้กลับเป็นเกลือ!
ยังมีหนังสัตว์และขนแกะอีกไม่น้อยล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเกลือนั่น ดูจากท่าทีของตระกูลฉินแล้วก็ไม่เหมือนกับการลักลอบค้าของเถื่อน กลับดูเหมือนพ่อค้าเกลือที่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งถือใบอนุญาตค้าเกลือเสียมากกว่า
การค้าเกลือและชามีกำไรมหาศาล แม้มิใช่คหบดีใหญ่ก็เป็นผู้ที่มั่งคั่งอย่างยิ่ง
ฉินเฟิงอายุน้อยถึงเพียงนี้กลับได้เป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่ผู้ค้าเกลือแล้ว หลิวจี้ยิ่งมองยิ่งขัดใจ
เขามีใบหน้าหล่อเหลา ทั้งยังมีสถานะเป็นจวี่เหริน คนทั่วไปจึงยากที่จะรังเกียจเขาได้
ในยามนี้ คนเดียวที่รังเกียจเขาอย่างถึงที่สุดอย่างฉินเฟิงไม่อยู่ หลิวจี้จึงยิ้มแย้มเดินเข้าไปทักทายไถ่ถาม แสดงความห่วงใยสองสามประโยคว่าลำบากแล้วหรือไม่ก็อะไรทำนองนั้น พ่อบ้านและเหล่าคนเลี้ยงม้าที่รับผิดชอบในค่ายพักก็ล้วนแสดงความกระตือรือร้นต่อเขาอย่างเต็มเปี่ยม
คนเรามักจะชื่นชอบในสิ่งที่ตนเองขาดไป พ่อบ้านผู้นั้นนับถือบัณฑิตมาก พอพูดคุยกันไม่กี่ประโยคแล้วทราบว่าหลิวจี้ไม่เพียงแต่เป็นจวี่เหริน แต่ยังเตรียมตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบจิ้นซื่อ สายตาที่ใช้มองเขาก็เปลี่ยนไปทันที
พ่อบ้านผู้นั้น ประเดี๋ยวก็เรียกว่าหลิวจวี่เหริน ประเดี๋ยวก็เรียกว่านายท่านหลิว ท่าทางราวกับว่าการที่หลิวจี้พูดคุยกับเขา ทั้งยังเรียกเขาอย่างเกรงใจว่าพี่ชายคำหนึ่งนั้น ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดของเขาแล้ว
เมื่อมิตรภาพฉันพี่น้องลึกซึ้งถึงขีดสุด กระทั่งแทบอยากจะควักหัวใจออกมาให้แก่อีกฝ่าย ไม่ถึงสองเค่อ หลิวจี้ก็ได้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับฉินเฟิงจากปากของพ่อบ้าน
เขาเลือกคุยกับพ่อบ้านคนนี้ ช่างเลือกได้ไม่ผิดคนจริงๆ คนผู้นี้ติดตามฉินเฟิงมาสามปี ความอาวุโสในกองคาราวานจัดอยู่ในอันดับสอง เรื่องที่ควรรู้จึงรู้มาบ้างทั้งนั้น
อันดับหนึ่งคือคนที่ถูกเรียกว่าท่านลุงเจ็ดซึ่งไปแจ้งความที่จวนที่ว่าการอำเภออันเซี่ยนพร้อมกับอาวั่งตั้งแต่เช้ามืด เป็นคนที่ฉินเฟิงไว้ใจที่สุด เป็นทั้งบิดาและสหาย ว่ากันว่าเมื่อสี่ปีก่อนเคยช่วยชีวิตฉินเฟิงไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงไม่ธรรมดา
ท่านลุงเจ็ดผู้นี้ก็ภักดีต่อฉินเฟิงเป็นอย่างยิ่ง ติดตามฉินเฟิงจากที่ไม่มีอะไรเลย จากเหนือจรดใต้ ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันนับไม่ถ้วน จนกระทั่งก่อตั้งห้างการค้าตระกูลฉินขึ้นมาได้สำเร็จและแทรกตัวเข้าไปในสมาคมการค้าตะวันตกเฉียงเหนือกลายเป็นผู้นำของกลุ่มสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในหมู่พวกเขา
หลิวจี้กล่าว “เมียจ๋า สมาคมการค้าตระกูลฉินนี้ขนเกลือจากตะวันตกเฉียงเหนือไปขายทางใต้แล้วก็ขนผ้าฝ้าย ใบชา กลับไปยังตะวันตกเฉียงเหนือ หนังสัตว์ขนแกะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ นำยาสูบและยาสมุนไพรจากทางนั้นไปส่งที่เมืองซู หนึ่งปีเดินทางวนรอบแคว้นเซิ่งหนึ่งรอบใหญ่ ทำกำไรมหาศาล ข้าลองคำนวณดูแล้ว น่าจะอยู่ที่ราวๆ ห้านิ้ว!”
หลิวจี้ยื่นฝ่ามือออกมาข้างหนึ่ง เขย่าแรงๆ สองที กลัวว่าฉินเหยาจะมองไม่เห็นจุดสำคัญ
วิชาการคำนวณของเขาเรียนมาจากกงเหลียงเหลียว เรื่องนี้จึงยังพอมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง ฉินเหยาเองก็แอบตกใจอยู่เงียบๆ
ตอนนี้นางค้าขายกล่องเครื่องใช้สตรีโดยเน้นตลาดระดับสูง หนึ่งปีก็ยังไม่แน่ว่าจะมีเงินผ่านมือตนเองถึงห้าหมื่น นี่กองคาราวานตระกูลฉินนี้วิ่งค้าขายหนึ่งปีกลับมีกำไรเป็นสิบเท่าของนาง ห้าแสนตำลึง!
จริงดังคาด พ่อค้าเกลือและใบชาร่ำรวยที่สุดแล้ว
“แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกับคนที่ข้าให้เจ้าไปสืบมา” ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ จ้องหลิวจี้อย่างสงสัย เกรงว่าเขาคงจะไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าข้อมูลที่นางต้องการแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่
ในใจของหลิวจี้มั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่กลัวนางถลึงตาใส่เลยแม้แต่น้อย เขาสะบัดชายเสื้อคลุมนั่งลงฝั่งตรงข้ามนาง กวักมือเรียกให้นางขยับเข้าไปใกล้ๆ
ฉินเหยา “มีอะไรก็พูดมา ที่นี่ไม่มีคนนอก”
สองพี่น้องโก่วหวาที่เป็น ‘คนนอก’ รีบหดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ข้าไม่มีตัวตน ข้าไม่มีตัวตน
หลิวจี้กระแอมออกมาสองทีอย่างเจื่อนๆ แผนการใกล้ชิดกับเมียจ๋าล้มเหลว แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่!
เขากระแอมในลำคอแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ฉินเฟิงชื่อเดิมคือฉินอวิ๋นเฟิง เป็นคนเมืองวั่งเฉิงทางตะวันตกเฉียงเหนือ อายุยี่สิบหกปี จนบัดนี้ยังไม่ได้แต่งภรรยามีบุตร เพียงแต่ทุกครั้งที่ไปถึงเมืองซูก็จะไปที่หอเซียนเฮ่อเพื่อพบปะกับสตรีนางหนึ่งนามว่าเยียนหงสักสองสามวัน ได้ยินมาว่าสตรีที่ชื่อเยียนหงผู้นั้น มีผิวกายดุจหยกน้ำแข็ง งดงามราวกับเทพธิดา บลาๆๆ…”
แย่แล้ว แย่แล้ว ดูเหมือนว่าจะพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแข็งทื่อ เขาพูดต่อไปว่า
“เมื่อสี่ปีก่อน ทางตะวันตกเฉียงเหนือประสบภัยพิบัติ ฉินเฟิงทั้งครอบครัววางแผนอพยพลงใต้เพื่อหาทางรอด คนทั้งครอบครัวล้วนตายสิ้นระหว่างทาง ได้ยินมาว่าตอนนั้นเถ้าแก่ใหญ่ฉินถูกม้วนอยู่ในเสื่อผืนหนึ่ง คนถูกฝังลงดินไปครึ่งตัวแล้วกลับถูกสุนัขป่าขุดคุ้ยออกมา หากมิใช่เพราะได้พบกับท่านลุงเจ็ด เขาก็เกือบจะถูกสุนัขป่ากินกลายเป็นศพไปแล้ว นับว่าเป็นคนดวงแข็งผู้หนึ่ง”
“อีกอย่างก็คือเขานั้นเหมือนกับประโยคที่ว่ารอดตายจากภัยพิบัติใหญ่ย่อมมีวาสนาตามมาภายหลัง ต่อมาติดตามท่านลุงเจ็ดมายังแดนใต้ด้วยกัน ทั้งสองคนก็เริ่มจากทำการค้าเล็กๆ ค่อยๆ ทำจนกลายมาเป็นห้างการค้าตระกูลฉินในปัจจุบันนี้”
พอพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็เหลือบมองฉินเหยาเป็นพิเศษคราหนึ่ง ประวัติความเป็นมาของเถ้าแก่ใหญ่ฉินผู้นี้ กับประวัติความเป็นมาของเมียจ๋าของเขา ดูเหมือนบังเอิญจะมีหลายจุดที่คล้ายคลึงกันอยู่
“เมียจ๋า เจ้าก็เหมือนจะเป็นคนตะวันตกเฉียงเหนือใช่หรือไม่ แถวบ้านพวกเจ้ามีคนแซ่ฉินเยอะหรือ” หลิวจี้ถามอย่างสงสัย
ฉินเหยาตอบตามความจริง “เยอะทีเดียว”
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของร่างเดิมยังมีพี่ชายแท้ๆ ที่ชื่อฉินอวิ๋นเฟิงอยู่อีกคนหนึ่ง ถูกนางใช้เสื่อหนึ่งผืนม้วนร่างฝังกลบไปอย่างลวกๆ ด้วยมือของตนเอง
เด็กหญิงตัวน้อยนั้นหิวจนไร้เรี่ยวแรงจึงฝังดินได้ตื้นมาก เช่นนั้น…พี่ชายแท้ๆ ของนางก็เกือบจะถูกนางฝังทั้งเป็นแล้ว?
“เจ้ายังสืบข่าวอื่นมาได้อีกหรือไม่ ข่าวเกี่ยวกับครอบครัวของฉินเฟิงอะไรทำนองนั้น”
หลิวจี้พยักหน้า จ้องมองดวงตาของนางพลางเอ่ยช้าๆ “พ่อบ้านผู้นั้นบอกว่า นายท่านของพวกเขาทุกครั้งที่ไปถึงสถานที่หนึ่งก็จะส่งคนไปสอบถามกับทางการท้องถิ่นว่าที่อำเภอนี้ได้รับอุปการะแม่นางน้อยที่หนีภัยพิบัติมาจากเมืองวั่งเฉิงทางตะวันตกเฉียงเหนือหรือไม่ รูปโฉมประมาณว่าใกล้เคียงกับเมียจ๋า ทั้งวัยก็ใกล้เคียงกับเมียจ๋าด้วย”
ฉินเหยาคิด เจ้าเอ่ยชื่อข้าเลยไม่ดีกว่าหรือ!
“ชื่อก็เหมือนกับเมียจ๋าเลย ชื่อว่าฉินเหยา” หลิวจี้เอ่ยชื่อออกมาจริงๆ พูดจนตนเองก็เริ่มประหม่าขึ้นมา
แต่กลับเห็นฉินเหยาทำเพียงตีสีหน้าเรียบเฉย แม้แต่ความประหลาดใจก็ยังไม่มี ดูราวกับว่าไม่ได้ตื่นเต้นที่ได้พบหน้าพี่ชายแท้ๆ ของตนสักนิด ในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกยินดีและโล่งใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“นึกไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้ยังมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้อยู่ด้วย” ฉินเหยาเพิ่งยื่นมือออกไปเตรียมจะรินน้ำดื่ม หลิวจี้ก็รีบแย่งกาน้ำชาไป รินน้ำให้ถ้วยหนึ่งด้วยตัวเองอย่างคล่องแคล่วแล้วประคองส่งไปตรงหน้านาง
ฉินเหยามองเขาอย่างล้อเลียน ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก ดวงตาประดุจตาทิพย์คู่นั้นมองทะลุความคิดของเขาออกไปนานแล้ว “เจ้ากำลังกลัวอะไรอยู่หรือ”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ โบกมือไปมา “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”
ความจริงแล้วคนตัวเล็กๆ ในใจของเขาแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
……
รู้แล้วว่าได้ด่าพี่เขยไปชุดใหญ่ คำพูดร้ายกาจที่พูดได้ก็ล้วนพูดไปหมดแล้ว
ถาม: จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพี่เขยได้อย่างไร
ตอบ: ขุดหลุมฝังตัวเองทันทีน่าจะง่ายกว่า