ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 624 เขาคือผู้เสียหายจริงๆ
ตอนที่ 624 เขาคือผู้เสียหายจริงๆ
หลิวจี้เป็นคนเช่นไร
เป็นพวกที่พอได้ช่องหน่อยก็เหิมเกริม ให้เถาวัลย์เส้นหนึ่งเขาก็จะรีบปีนขึ้นไปทันที
เขาเฝ้ามองฉินเหยาดื่มน้ำหนึ่งถ้วยจนหมดอย่างเงียบๆ นางก็ยังไม่เอ่ยปากสักคำว่าจะไปพบหน้ายืนยันความสัมพันธ์กับพี่ชายแท้ๆ ของตน เขาจึงตัดสินใจทันทีว่าจะลืมข้อมูลที่ไปสืบเสาะมาจากกองคาราวานตระกูลฉินเมื่อเช้านี้ให้หมดสิ้น ทำราวกับว่าไม่เคยล่วงรู้ความลับเหล่านี้มาก่อน
มีเสียงเคลื่อนไหวมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน หลิวจี้รีบลุกขึ้นขออนุญาต “เมียจ๋า ข้าไปดูหน่อยว่าใช่พวกอาวั่งที่กลับมาหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “ไปเถอะ” รู้สึกพอใจอย่างมากที่เขารู้จักกาละเทศะ
นางไม่อยากพบหน้าเพื่อยืนยันความสัมพันธ์กับฉินเฟิงจริงๆ เหตุผลก็ง่ายมาก เพราะนางไม่ใช่น้องสาวของฉินเฟิง ทั้งยังไม่สามารถหาเหตุผลต่างๆ มาโกหกแต่งเรื่องที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเพื่อยอมรับสถานะนี้ได้
ส่วนทางด้านฉินเฟิงจะมีท่าทีเช่นไร…ก็ค่อยว่ากันไปทีละขั้นเถอะ
ในเมื่อเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ย่อมต้องเข้าใจน้องสาวของตนเองเป็นอย่างดี เขาต้องสังเกตเห็นความผิดปกติของนางได้นานแล้วเป็นแน่
มิฉะนั้นเมื่อคืนก็คงไม่มาหยั่งเชิงนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คงจะแสดงตัวต่อกันตรงนั้นไปแล้ว
“ท่านแม่ มีเจ้าหน้าที่ของทางการมาเยอะแยะเลย!”
ซานหลางซื่อเหนียงวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น ชี้ไปที่ด้านนอก “ท่านอาอาวั่งพาเจ้าหน้าที่ของทางการมาเยอะแยะเลย พวกคนร้ายเหล่านั้นถูกเจ้าหน้าที่ของทางการจับกุมหมดแล้ว!”
ซานหลางซื่อเหนียงจับมือฉินเหยาคนละข้าง จะไปดูความคึกคักที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน คนร้ายถูกจับได้ เป็นที่สะใจของผู้คนยิ่งนัก
“เดี๋ยวก่อน” ฉินเหยาดึงมือตัวเองออกจากอ้อมแขนของเด็กทั้งสอง หันไปกวักมือเรียกกลุ่มก้อนที่มุมห้องโถงนั่น “พวกเจ้าสองคนไปกับพวกเราด้วย มีทางการมาให้ความเป็นธรรมกับพวกเจ้าแล้ว ไม่ต้องกลัวคนร้ายพวกนี้อีกต่อไป”
ทางการตัดสินโทษยังต้องมีพยานหลักฐาน การกระทำอันชั่วร้ายของผู้ค้ามนุษย์กลุ่มนี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าสองพี่น้องโก่วหวาอีกแล้ว
ทว่า กลุ่มก้อนผ้าห่มนั่นกลับเพียงแค่ขยับเล็กน้อยแล้วขดตัวแน่นขึ้นไปอีก
ฉินเหยาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การขึ้นศาลพบขุนนางสำหรับเด็กชนบทสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพียงใด
อย่าว่าแต่เด็กเล็กเลย ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านในเมืองก็หลีกเลี่ยงที่จะพบปะขุนนางเช่นกัน ไม่เข้าที่ว่าการอำเภอได้ก็จะไม่เข้า กลัวแต่ว่าเข้าไปแล้วจะออกมาไม่ได้
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างจนปัญญา พูดอีกว่า “สามีข้าเป็นจวี่เหริน มีเขาเป็นพยานหลัก นายอำเภอจะต้องจัดการอย่างเป็นธรรมแน่นอน”
“อีกอย่าง ตอนนี้พวกเจ้าสองคนไม่รีบฉวยโอกาส เดี๋ยวก็มีพยานออกมายืนยันมากมาย ถึงตอนนั้นจะยังถึงตาพวกเจ้าได้สร้างผลงานแรกอีกหรือไม่ก็บอกได้ยากแล้ว”
รออีกครู่หนึ่ง กลุ่มผ้าห่มที่ม้วนแน่นก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว โก่วหวาจูงน้องชายเดินออกมา เดินตามหลังแม่ลูกสามคนไปอย่างหวาดๆ
ระหว่างทาง ซื่อเหนียงสอนคนทั้งสองว่าเดี๋ยวพอพบเจ้าหน้าที่ของทางการแล้วจะต้องพูดอย่างไร ห้ามขลาดกลัว ทั้งห้ามบุ่มบ่าม เจ้าหน้าที่ของทางการถามอะไรก็ตอบ ไม่ถามก็ไม่ต้องตอบ เพื่อเลี่ยงการพูดมากผิดมาก
โก่วหวาเห็นนางสอนอย่างจริงจังเช่นนี้ ในใจก็ประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะถามเสียงเบา “คุณหนูสี่ เจ้าไม่เกลียดข้าหรือ” เหตุใดยังบอกเรื่องเหล่านี้แก่เขา
ซื่อเหนียงแค่นเสียงหึหนึ่งคำ ไม่ตอบ แต่กวักมือเรียกสองพี่น้องโก่วหวาให้ตามไป วิ่งนำไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ของทางการที่กำลังยุ่งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
ปากนางก็ร้องตะโกนว่า “ใต้เท้าเจ้าหน้าที่ ที่นี่ยังมีพยานอีกสองคนเจ้าค่ะ!” พร้อมทั้งใช้สายตาส่งสัญญาณให้โก่วหวารีบก้าวออกไป
เขาสามารถเอาชีวิตรอดภายใต้เงื้อมมือของคนชั่วร้ายได้ ย่อมต้องมีความกล้าหาญมากกว่าเด็กทั่วไปสองส่วน โก่วหวากดให้น้องชายคุกเข่าลงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของทางการที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทันทีแล้วเล่าเรื่องราวของกลุ่มชายตาเดียวทั้งหมดว่าใครเป็นใคร ผู้ใดรับผิดชอบอะไร ผู้ใดทำสิ่งใดบ้าง ออกมาจนหมดสิ้น
พวกเจ้าหน้าที่ของทางการได้รับแจ้งความแต่เช้าตรู่ เดิมทียังไม่กล้าเชื่อจนกระทั่งอาวั่งหยิบหลักฐานการเป็นจวี่เหรินของหลิวจี้ออกมา เห็นว่ามีจวี่เหรินรับประกัน พวกเขาถึงได้เคลื่อนไหว
ในตอนนี้ กลุ่มคนติดตามอาวั่งและลุงเจ็ดมาถึงหมู่บ้านแมวป่า กำลังมองดูคนที่นอนเกลื่อนอยู่เต็มพื้นนี้อย่างสับสนงุนงงพอดี การปรากฏตัวของโก่วหวานับว่าช่วยได้มากโข
ในไม่ช้า พวกเจ้าหน้าที่ของทางการก็เริ่มเคลื่อนไหว คนที่เป็นหัวหน้าทั้งหมดถูกจับใส่ขื่อคา บรรดาลูกสมุนที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองแถวชายหญิง มือถูกมัดไว้ ปากถูกอุดแล้วมัดรวมกันไว้ด้วยเชือกป่านเส้นเดียว
สตรีและเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือถูกส่งขึ้นรถม้า นำพาไปยังที่ว่าการอำเภอพร้อมกัน ถึงตอนนั้นย่อมมีครอบครัวมาตามหาและรับตัวกลับไป
ยุ่งกันอยู่เช่นนี้ทั้งเช้า จนกระทั่งยามเที่ยง เจ้าหน้าที่ของทางการถึงได้จัดการหมู่บ้านแมวป่าทั้งหมดเรียบร้อย ควบคุมตัวผู้ค้ามนุษย์และพาตัวสตรีและเด็กที่ช่วยออกมาได้กลับไปยังจวนที่ว่าการอำเภออันเซี่ยน
คดีใหญ่เช่นนี้ถูกเปิดโปงออกมา ทำให้ทั่วทั้งอวี๋โจวสั่นสะเทือน ทางฝั่งเมืองหลักอวี๋โจวส่งคนมาทันที ที่ว่าการอำเภออันเซี่ยนก็เรียกเกณฑ์กำลังคนจากที่ต่างๆ มาเพิ่ม ใช้เวลาร่วมครึ่งเดือนจึงสามารถจับกุมเหล่าผู้ค้ามนุษย์กลุ่มนี้กลับมารับโทษได้ทั้งหมด
ในระหว่างนั้น หลิวจี้และฉินเฟิงขึ้นศาลในฐานะผู้แจ้งความ อยู่ในที่ว่าการอำเภอสองวัน หลังจากบันทึกปากคำทั้งหมดเสร็จสิ้นถึงได้ออกมา
แน่นอนว่า หลิวจี้ไม่ลืมคำกำชับของเมียจ๋า ทางฝั่งเมืองหลักมีคนมามากมาย ตราบใดที่เป็นคนที่เคยถูกติดประกาศจับก่อนหน้านี้ เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดรอดไปแม้แต่คนเดียวจึงเก็บเงินรางวัลจากประกาศจับเข้ากระเป๋าเสื้อไปทีละใบโดยมีนายอำเภออันเซี่ยนเป็นพยาน
เมื่อเห็นถุงเงินในมือของหลิวจี้พองจนน่ากลัว นายอำเภออันเซี่ยนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการแจ้งความครั้งนี้ของเขาเป็นการจงใจ มิใช่ถูกหลอกลวงจนตกเป็นเหยื่อโดยไม่คาดคิดดังที่เขากล่าวอ้าง
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเคลือบแคลงของนายอำเภออันเซี่ยน หลิวจี้ก็เก็บถุงเงินให้ดีพร้อมหันกลับไปมองเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ
เขาสาบานได้เลยว่า พวกเขาเป็นผู้เสียหายจริงๆ!
หนทางเข้าเมืองหลวงยังอีกยาวไกล ครอบครัวของฉินเหยาไม่สามารถหยุดรอฟังผลอยู่ที่อันเซี่ยนได้ รอจนหลิวจี้ออกมาจากที่ว่าการอำเภอแล้ว ทั้งครอบครัวก็ออกเดินทางกันต่อ
เด็กๆ ดูเหมือนจะยังเป็นกังวลเรื่องสองพี่น้องโก่วหวา พวกเขาไม่มีบิดามารดาญาติพี่น้อง ไม่รู้ว่าจะมีอนาคตไปในทิศทางใด
อินเยว่ลูบศีรษะเล็กๆ ที่ห้อยตกของทีละคนเบาๆ แล้วกล่าวอย่างมองโลกในแง่ดีว่า “วางใจเถิด นั่นน่ะคือเด็กน้อยที่เก่งกาจสองคน พวกเขาสามารถรอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของผู้ค้ามนุษย์ได้ ต่อให้ไม่มีครอบครัวคอยคุ้มครอง พวกเขาก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เป็นอย่างดี”
หลิวจี้ขับรถม้าอยู่ด้านนอก เอ่ยเสริมยิ้มๆ “เงินทองที่ค้นเจอจากห้องใต้ดินในหมู่บ้านแมวป่ามีอยู่ไม่น้อย ถึงตอนนั้นแบ่งเป็นค่าชดเชยแจกจ่ายให้กับเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะได้สักร้อยสองร้อยเหวิน ไม่อดตายในเร็ววันนี้หรอก”
“อีกอย่าง ทั้งหมู่บ้านแมวป่าก็เหลือแค่สองพี่น้องนี้ ไร่นาและที่ดินเหล่านั้น ยังมีบ้านช่อง…อยากจะยากจนก็ยากแล้วล่ะ~” น้ำเสียงของหลิวจี้เจือไปด้วยความอิจฉา
แต่ว่า…
ก้มหน้ามองถุงเงินใบเล็กของตนเองก็พบว่ามันตุงกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาคนอื่นมากนัก
หากพูดถึงความใจกว้าง ยังคงต้องยกให้เมียจ๋าของเขา
ดูเถิด เขาแค่ไปวิ่งเต้นอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอเพียงสองวัน ช่วยนางรับเงินรางวัลทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงกลับมา นางก็ตบรางวัลให้เขาถึงสามสิบตำลึงเป็นค่าเหนื่อย
แม้ว่าในนี้จะยังมีค่าอาหารระหว่างทางรวมอยู่ด้วย แต่เนื้อสัตว์ก็ให้อาวั่งไปจับมาได้ ผักสดก็ให้พวกอาเยว่และเด็กๆ เก็บระหว่างทางตอนพักผ่อนริมทางได้ ปัดเศษขึ้นลงแล้ว สามสิบตำลึงนี้ไม่ขาดไปสักอีแปะเดียว!
“ฮี่ๆๆ~” คิดแล้วหลิวจี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ขณะที่กำลังหัวเราะอยู่ อาวั่งก็ขี่ม้าผ่านหน้ารถม้าไป หางม้าสะบัดฝุ่นใส่หน้าเขาเต็มๆ
หลิวจี้ “…”
อาวั่งรายงาน “ฮูหยิน กองคาราวานตระกูลฉินตามหลังพวกเรามาตลอดเลย ดูเหมือนจะไปทางเดียวกับพวกเรา ต้องไปทักทายพวกเขาหรือไม่ขอรับ”
ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันทลายรังผู้ค้ามนุษย์ สองวันก่อนฉินเฟิงและหลิวจี้ก็ไปเป็นพยานที่ที่ว่าการอำเภอด้วยกัน กินอยู่ด้วยกันสองวัน สองฝ่ายก็นับว่ามีมิตรไมตรีต่อกันอยู่บ้าง
ระยะทางไปเมืองหลวงยังอีกยาวไกล ระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้นใครก็คาดเดาไม่ได้ หากสามารถเดินทางไปพร้อมกับกองคาราวาน คอยดูแลซึ่งกันและกันได้ก็จะช่วยลดปัญหาให้พวกเขาไปได้มาก