ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 625 ถูกสวมหมวกให้
ตอนที่ 625 ถูกสวมหมวกให้
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของอาวั่ง ให้เขาไปสอบถามเส้นทางของกองคาราวาน ดูว่าสามารถเดินทางไปด้วยกันได้ไกลเพียงใด
อาวั่งรับคำสั่ง รีบชักม้าเลี้ยวกลับไปทางด้านหลังทันที
ฉินเหยามองตามไปตลอดทาง นึกไม่ถึงว่าฉินเฟิงจะขี่ม้าเข้ามาในระยะสายตาเพียงลำพัง ทั้งสองสบตากันจากระยะไกล
ฉินเฟิงตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยกมือขึ้นโบกมาทางนาง
ฉินเหยายิ้มตอบกลับไปอย่างเกรงใจ จากนั้นก็หันหน้ากลับไปเงียบๆ
ฉินเฟิงลดมือลงอย่างผิดหวัง คิดอยู่ครู่หนึ่งก็หันม้ากลับไป ไม่ได้เข้ามาใกล้อีก
อาวั่งกลับมาในเวลาไม่นาน กล่าวว่า “กองคาราวานตระกูลฉินก็จะไปเมืองหลวงเช่นกันขอรับ ประจวบเหมาะเดินทางเส้นทางเดียวกับพวกเราพอดี เจ้านายของพวกเขาบอกว่าตลอดการเดินทางนี้ทั้งสองฝ่ายจะได้ช่วยเหลือดูแลกัน หากในยามปกติมีอะไรที่ต้องการ ฮูหยินสามารถไปหาพวกเขาได้ทุกเมื่อ”
“จริงสิ” อาวั่งกล่าวเสริม “วันนั้นที่ข้ากับลุงเจ็ดเข้าเมืองไปแจ้งความ ระหว่างทางเขาพยายามพูดถึงฮูหยินและนายท่านใหญ่อย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง เจตนาเพื่อสืบข่าวของฮูหยินและนายท่าน”
แน่นอนว่า สิ่งที่ไม่ควรพูดเขาก็ไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว อีกฝ่ายยังพยายามใช้เงินทองล่อลวง น่าเสียดายเมื่อเห็นท่าทางทื่อมะลื่อของเขาก็ทำเอาลุงเจ็ดโกรธจนแอบด่าลับหลังว่าเขาเป็นท่อนไม้
ฉินเหยาไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะสืบเรื่องของตน นางพยักหน้าแสดงออกว่ารับรู้แล้ว กล่าวตอบตามมารยาทว่า “ในเมื่อทั้งสองตระกูลเดินทางไปด้วยกัน หากพวกเขามีเรื่องอะไร พวกเราก็จะช่วยเหลือเช่นกัน”
อาวั่งรับคำแล้วมองฉินเหยาอีกแวบหนึ่ง เห็นนางไม่มีอะไรจะสั่งการแล้วก็ควบม้าไปข้างหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางก่อน
หลิวจี้มองม้าที่วิ่งห่างไกลออกไปก็เอนกายพิงตัวรถม้าอย่างสบายอารมณ์พลางสะบัดแส้ม้า มีอาวั่งอยู่ด้วย ตอนนี้เขาเพียงแค่สลับกับอินเยว่ออกมาขับรถม้าก็พอแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไรเลยสักนิด
ทางด้านกองคาราวาน ฉินเฟิงรอจนอาวั่งจากไป ถึงได้มาหยุดอยู่ข้างลุงเจ็ดพลางกระซิบถาม “สืบได้อะไรมาบ้างหรือไม่”
ลุงเจ็ดส่ายหน้าด้วยสีหน้าเหมือนท้องผูก “พ่อบ้านอาวั่งผู้นั้น ปากแข็งยิ่งกว่ากระดองเต่าเสียอีก ถามอะไรไม่ได้เลย”
ฉินเฟิงโบกมือ “ไม่จำเป็น ไปก็ไร้ประโยชน์ คนบ้านนี้ไม่มีใครธรรมดาสักคน อย่าให้ได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม”
“ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่าขอรับ” ใบหน้าของลุงเจ็ดเต็มไปด้วยความกังวล เขารู้ว่านายท่านตามหาน้องสาวมาหลายปี กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนนี้เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหาคนพบแล้วกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ รอยคล้ำใต้ตานั้นยิ่งดูชัดเจนขึ้นทุกวันแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ยังไม่ทันถึงเมืองหลวง เกรงว่าร่างกายของนายท่านจะทนไม่ไหวเสียก่อน
ในหัวของลุงเจ็ดผุดแผนการร้ายกาจขึ้นมาแผนหนึ่ง เดิมทีเขาไม่คิดจะพูด แต่ตอนนี้วิธีการหยั่งเชิงต่างๆ ก็ล้วนลองมาหมดแล้ว ฝ่ายนั้นยังยอมรับเองว่าไม่ได้ความจำเสื่อม เช่นนั้นก็ทำได้เพียง…
“นายท่าน ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าปีที่แล้วที่พวกเราเดินทางผ่านที่นี่ บังเอิญเจอพายุฝนหนักจึงต้องขอพักค้างแรมที่ชานเมืองอูเฉิง?”
ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า พายุฝนครั้งนั้นตอนนี้เขานึกย้อนกลับไปก็ยังใจสั่นไม่หาย หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนักพรตจากอารามชิงอวิ๋น เกลือทั้งขบวนรถม้าก็คงถูกพายุฝนชะล้างจนละลายไปหมดแล้ว
ลุงเจ็ดเห็นเขาจำได้แล้วก็รีบพูดเสียงเบา “ตอนนี้อยู่ห่างจากอารามชิงอวิ๋นไม่ถึงหนึ่งวันแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็จะถึงเมืองอูเฉิง ตอนเที่ยงที่ขบวนรถม้าหยุดพัก นายท่านสามารถฉวยโอกาสนี้ไปที่อารามชิงอวิ๋นเพื่อถามท่านนักพรตสักหน่อย”
“หากสามารถพาคุณหนูไปด้วยได้ก็จะยิ่งดี นักพรตผู้นั้นมีตบะแก่กล้า ไม่แน่ว่าอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่าง…” เมื่อนึกถึงเรื่องราวในตำนานที่เหล่าภูตผีปีศาจแย่งชิงร่างของมนุษย์ ลุงเจ็ดก็ตกใจจนตัวสั่นอย่างแรง
เห็นคนข้างกายไม่ตอบสนองอยู่นาน ลุงเจ็ดจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นแววตาของฉินเฟิงเต็มไปด้วยความลังเลก็ถามอย่างไม่เข้าใจ “นายท่านยังมีความกังวลอันใดอีกหรือ”
ฉินเฟิงมองไปข้างหน้า ครอบครัวนั้นแต่งกายรัดกุมจึงเดินทางได้เร็วกว่ากองคาราวานอยู่บ้าง ประจวบเหมาะกับที่เพิ่งผ่านโค้งไป เพียงชั่วพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ได้ยินเพียงเสียงอ่านหนังสือที่แจ่มใสของเด็กๆ ดังแว่วมาจากด้านหน้า
ระหว่างเดินทางยังไม่ลืมที่จะอ่านหนังสือ ธรรมเนียมของครอบครัวเช่นนี้ไม่เหมือนกับคนชั่วร้าย
“ข้าเพียงแต่กลัวว่าหากมีอะไรผิดพลาด จะทำร้ายร่างกายของอาเหยา” ฉินเฟิงขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ
แต่ตอนนี้เขาต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน ไม่มีวิธีการอื่นจึงทำได้เพียงเสี่ยงดูสักครั้ง
ฉินเหยายังไม่รู้ว่าฉินเฟิงเตรียมจะพาตนไปพบนักพรตด้วย ตอนกลางวันที่พักผ่อนอยู่ริมแม่น้ำก็เห็นฉินเฟิงก้าวฉับๆ เข้ามา บอกว่าข้างหน้ามีสถานที่ที่ทิวทัศน์งดงาม อยากจะเชิญนางไปด้วยกัน
ฉินเหยาไม่แม้แต่จะคิดก็ตอบกลับไปว่า “ข้าไม่สนใจ”
“ในเมืองหลวงยังมีคนรอเราอยู่ ก่อนหน้านี้ถูกเรื่องของหมู่บ้านแมวป่าถ่วงเวลาไปสามวัน ต่อจากนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีเวลาว่างไปชื่นชมทิวทัศน์ เกรงว่าตอนพักเที่ยงพวกเราก็จะไม่พักแล้ว เพียงเพื่อที่จะได้ไปถึงเมืองหลวงเร็วขึ้นอีกหน่อย”
ความหมายที่ซ่อนอยู่ก็คือ แม้ว่าทั้งสองตระกูลจะเดินทางไปในเส้นทางเดียวกัน แต่หากกองคาราวานตามไม่ทัน พวกนางก็อาจจะไม่รอพวกเขาแล้ว
สีหน้าของฉินเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะนางปฏิเสธที่จะไปชมทิวทัศน์ แต่เป็นเพราะพบว่าฉินเหยาจงใจหลบเลี่ยงตนเอง
เห็นได้ชัดว่าเมื่อเช้ายังตกลงกันอยู่เลยว่าทั้งสองตระกูลจะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน เขาเพิ่งจะมาเชิญนางแค่ครั้งเดียว นางก็เปลี่ยนท่าทีทันที
เพราะเหตุใด หรือว่าร้อนตัว?
“เมียจ๋า ปูผ้าห่มเสร็จแล้ว มานั่งตรงนี้ได้เลย” หลิวจี้โบกมือเรียกอยู่ริมแม่น้ำพร้อมยิ้ม เมื่อเห็นฉินเหยามองมาก็ตบแปะๆ ลงบนผ้าห่มที่ปูอยู่ข้างใต้ รับรองว่านางสามารถนอนได้อย่างสบายตัว
ทิวทัศน์ริมแม่น้ำนี้ช่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ดอกไม้ป่าหลากสีสันบานสะพรั่งเต็มริมฝั่งแม่น้ำ การนั่งกินอาหารกลางวันตรงนี้ถือเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง
ฉินเหยาพยักหน้าให้ฉินเฟิงแล้วลุกขึ้นเดินไปทางหลิวจี้ นอนลงบนพื้นหญ้าที่ปูด้วยผ้าห่มเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อาบไล้แสงแดด
อินเยว่กับอาวั่งกำลังตั้งหม้อเตรียมอุ่นอาหาร พวกเด็กๆ ก็นำแผ่นไม้บนหีบหนังสือมาตั้ง ฝนหมึกปูกระดาษ เริ่มเขียนบทความสำนึกผิด
เรื่องนี้ลืมไม่ได้เด็ดขาด ตั้งสองพันตัวอักษรเชียวนะ เขียนไม่ดีท่านแม่ต้องโกรธแน่
หลิวจี้รินน้ำสะอาดให้ฉินเหยาถ้วยหนึ่ง ทั้งยังวางกล่องขนมเล็กๆ ไว้ข้างมือนางพลางเล่านิทานให้นางฟังแก้เบื่อ ยกชา นวดขาให้ ด้านหนึ่งก็ต้องเจียดเวลามาชี้แนะบทความสำนึกผิดของเด็กๆ ว่าควรเขียนอย่างไร
อย่างไรเสีย เขาก็เคยผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักจากเมียจ๋ามาแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องการเขียนบทความสำนึกผิดดีไปกว่าเขาอีกแล้ว!
ตลอดกระบวนการเขาเมินเฉยต่อฉินเฟิง ทำราวกับว่าสัมผัสถึงสายตาอยากจะฆ่าตนให้ตายของอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้คิดในใจ พี่เขยใหญ่ก็น่ากลัวอยู่บ้าง สองพี่น้องคู่นี้ทำไมถึงชอบทำให้คนใจสั่นเช่นนี้นะ
ฉินเฟิงคิดในใจ เจ้าคนพาลไร้ยางอาย กล้าดีอย่างไรถึงใช้มือสกปรกคู่นั้นแตะต้องร่างกายของนาง ข้าจะสับมือของเขาทิ้งในไม่ช้าแน่!
ตอนเที่ยงพักผ่อนอยู่ริมแม่น้ำหนึ่งชั่วยาม รอจนแดดร่มลงเล็กน้อย ทุกคนก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ระหว่างนั้น ฉินเฟิงส่งหมวกที่มีผ้าคลุมมาให้ใบหนึ่ง
“เป็นสตรีต้องรู้จักที่จะถนอมตัวเอง แดดแรงขนาดนี้ สวมหมวกไว้จะได้ไม่ถูกแดดเผา”
ฉินเฟิงมีสีหน้าจริงจัง ขณะเดียวกันก็ลอบมองไปทางคานลากรถม้าแวบหนึ่ง
คาดไม่ถึงว่า เจ้านักเลงอันธพาลที่เคยปะทะคารมกับเขาก่อนหน้านี้กลับทำท่าสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา ไม่ต้องพูดถึงสายตาหยิ่งผยองและระแวดระวังเลย
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
เห็นชายอื่นมอบหมวกคลุมหน้าให้ภรรยาของตน เขากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นี่ไม่ใช่ความรักที่แท้จริงนี่! ฉินเฟิงยิ่งโกรธมากขึ้นกว่าเดิม
เขาสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าลงบนศีรษะของฉินเหยาที่กำลังยืนงงงัน จากนั้นก็หันม้ากลับไปยังขบวนรถม้าของตน เพียงแต่ตอนที่ผ่านหน้าคนบางคนก็ไม่ลืมที่จะแค่นเสียงเย็นชา แสดงความดูถูกเหยียดหยามออกมา
หลิวจี้หันหลังไปอีกทาง มองไม่เห็นข้า มองไม่เห็นข้า
ฉินเหยาที่ถูกสวมหมวกให้ “…”