ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 626 อาเหยายังคงลำบากนัก
ตอนที่ 626 อาเหยายังคงลำบากนัก
หมวกที่มีผ้าคลุมเห็นได้ชัดว่าเป็นขนาดของบุรุษ ทว่าขนาดรอบศีรษะกลับพอดีกับฉินเหยาอย่างน่าประหลาดจึงสามารถสวมบนศีรษะของนางได้พอเหมาะพอดี
ผ้าป่านสีขาวนั้นยาวจนสามารถคลุมร่างกายช่วงบนได้ทั้งหมดกล่าวได้ว่ากันแดดได้ดียิ่งนัก
เนื้อผ้าบางเบา ทำให้สามารถมองเห็นรูปร่างของวัตถุได้รางๆ แต่เพื่อความสะดวกในการเดินทาง เพียงรวบชายผ้าขึ้นเล็กน้อยเกี่ยวไว้ที่ปีกหมวก ทัศนวิสัยก็จะชัดเจนไร้สิ่งกีดขวาง
ฉินเหยายกมือขึ้นลูบหมวกที่มีผ้าคลุมบนศีรษะอย่างใคร่รู้ ที่แท้มีการใช้แถบผ้ามาขึงไขว้กันไว้ตรงกลางหมวกที่มีผ้าคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปีกหมวกที่ใหญ่เกินไปตกลงมาบดบังคิ้วและดวงตา
ฉินเหยามีฝีมือเย็บปักถักร้อยย่ำแย่มาก แต่แถบผ้าสองเส้นที่ขึงพยุงอยู่ด้านบนศีรษะนี้ เมื่อสัมผัสดูฝีเข็มแล้วกลับยิ่งเลวร้ายกว่าของนางเสียอีก
ดังนั้น นางจึงมีความคิดกล้าหาญอย่างหนึ่งผุดขึ้นมานั่นคือหมวกที่มีผ้าคลุมใบนี้ คงมิใช่ว่าฉินเฟิงเป็นผู้แก้ไขดัดแปลงเองหรอกนะ?
ยามพลบค่ำ ทุกคนหยุดพักใกล้กับสถานีพักม้าของทางการ อวี๋โจวมีการค้าที่เจริญรุ่งเรืองจึงมีโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ใกล้สถานีพักม้าหลายแห่ง
กองคาราวานของตระกูลฉินได้ส่งคนล่วงหน้ามาเพื่อจองโรงเตี๊ยมทั้งหลังไว้นานแล้ว
ส่วนครอบครัวฉินเหยาที่ไร้ประสบการณ์และไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เมื่อมาถึง โรงเตี๊ยมสามแห่งในบริเวณใกล้เคียงก็ไม่มีห้องว่างเหลือแล้ว
ขณะที่กำลังเตรียมกางกระโจมทนค้างคืนอยู่ด้านนอกสักคืน ฉินเฟิงก็นำกุญแจห้องสองดอกมาส่งให้ถึงมือฉินเหยา “จัดหาได้เพียงสองห้อง อาจจะอึดอัดหน่อยแต่ก็ทนเอาสักหนึ่งคืนเถอะ กลางคืนลมแรง การมีกระเบื้องมุงหลังคาย่อมดีกว่านอนบนพื้นหญ้าเช่นนี้”
พูดพลางก็เหลือบมองหลิวจี้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากางกระโจมอย่างเย็นชาอีกแวบหนึ่ง เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องเดินทางไกลกลับไม่มีการเตรียมตัวใดๆ เลย ถึงกับต้องให้ครอบครัวที่มีทั้งสตรี เด็ก และคนชราใช้ฟ้าต่างผ้าห่ม ใช้ดินต่างเตียง ช่างเป็นความอัปยศในหมู่บุรุษเช่นพวกเขาเสียจริง!
จู่ๆ ก็ถูกจ้องเขม็ง หลิวจี้รู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง วันนี้เขาทำงานไม่แข็งขันพอหรืออย่างไร
ตั้งแต่มาถึงสถานีพักม้าแห่งนี้ เขาก็ยุ่งอยู่ตลอด ไม่เคยอู้งานแม้แต่นิดเดียว!
เริ่มจากจอดรถม้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็รีบไปหาที่พัก เมื่อรู้ว่าห้องพักในโรงเตี๊ยมเต็มแล้วก็รีบนำป้ายแสดงตนไปเจรจากับคนของสถานีพักม้าหลวงทันที จนได้พื้นที่ตั้งกระโจมซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของประตูสถานีพักม้าและเป็นจุดอับลมแห่งนี้มา
เมียจ๋ายังพอใจมากเลยมิใช่หรือ นี่หมายความว่าเขาจัดการเรื่องต่างๆ ได้ดีมาก ฉินเฟิงมีสิทธิ์อะไรมาถลึงตาใส่เขา?
หลิวจี้ใช่คนที่จะยอมให้ตัวเองเสียเปรียบหรืออย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เขารู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายถูกด้วยแล้ว
ดังนั้น เมื่อฉินเฟิงจ้องเขม็งมาที่ตนอีกครั้งและพยายามใส่ร้ายตนต่อหน้าฉินเหยา เขาก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน เท้าสะเอวจ้องกลับไป
“มองอะไรไม่ทราบ มีเงินแล้วยิ่งใหญ่นักหรือ ใครบ้างที่เดินทางไกลครั้งแรกแล้วจะเตรียมตัวเสียพรั่งพร้อมได้ทุกอย่าง? หากเป็นเจ้าที่เดินทางครั้งแรก เจ้าจะสามารถจัดการได้รอบคอบถึงเพียงนี้หรือไม่”
พูดพลางก็ชี้ไปที่ลานพักกองคาราวานกลางแจ้งที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่นั่นแม้แต่ชายคาก็ไม่มีให้หลบแล้วยักคิ้วให้ฉินเฟิงอย่างลำพองใจ
แค่สถานที่ที่เขาได้มานี้ก็ล้วนเป็นเพราะเจ้าหน้าที่สถานีพักม้าเห็นแก่หน้าจวี่เหรินของเขาจึงได้จัดสรรมาให้ คืนนี้มีเพียงที่เดียวเท่านั้น!
ฉินเฟิงเบิกตากว้าง นึกไม่ถึงว่าจะมีคนหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้อยู่ด้วย “กับสถานที่ซอมซ่อเช่นนี้ เจ้ายังลำพองใจอีกหรือ”
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ “เหตุใดจะลำพองใจไม่ได้? นี่คือสถานที่ของทางการ ต่อให้มีเงินหลายหมื่นตำลึงก็ซื้อไม่ได้ นี่เป็นเกียรติยศเฉพาะของบัณฑิต คิดว่าเถ้าแก่ใหญ่ผู้มั่งคั่งมหาศาลเช่นเจ้าคงไม่เข้าใจหรอก”
คำพูดนั้นเกือบจะทำให้ฉินเฟิงโกรธจนหงายหลัง
เขามองไปทางฉินเหยาอย่างไม่เข้าใจ “คนต่ำช้าลำพองใจเช่นนี้ เจ้าก็ยังชอบอีกหรือ”
ฉินเหยาขยี้จมูก “เขาหน้าตาดี”
ฉินเฟิงเบิกตากว้าง “เจ้า เจ้า…”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ “เขาหน้าตาดี”
นางคืนกุญแจทั้งสองดอกให้ฉินเฟิงแล้วกล่าวว่า “ไม่ทำคุณประโยชน์ ย่อมไม่รับบำเหน็จรางวัล กุญแจนี้เถ้าแก่ใหญ่เอากลับไปเถอะ พวกเราอยู่ที่นี่ได้”
ฉินเฟิงชะงักไป พอได้สติก็รีบมองไปทางเด็กๆ คิดจะบอกว่าต่อให้ผู้ใหญ่ทนได้ก็ต้องคิดถึงเด็กๆ ด้วย
ไม่คาดคิดว่า พวกต้าหลางสี่พี่น้องกลับพยักหน้าอย่างแรงพลางส่งยิ้มสื่อว่า ‘พวกเราทนได้’ ให้กับเขา
พวกเขาล้วนเป็นเด็กที่เคยเผชิญกับความยากลำบากมาก่อน ต่อให้มีเพียงเสื่อผืนเดียวก็ยังนอนได้
ยิ่งไปกว่านั้น ที่บ้านยังมีกระโจมหนึ่งหลังและตัวรถม้าที่กว้างขวางอีกหนึ่งคัน ผ้าห่มนวมก็มี เงื่อนไขดีกว่าเมื่อก่อนที่พวกเขาเคยอยู่ไม่รู้กี่เท่า
อินเยว่และอาวั่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขอเพียงฉินเหยาสั่งคำเดียว ทั้งสองคนก็สามารถนอนบนต้นไม้ได้ทั้งคืน
หากจะพูดกันจริงๆ คนที่ทนลำบากได้น้อยที่สุดในกลุ่มนี้กลับเป็นเจ้าหลิวจี้นี่ต่างหาก
แต่ว่า!
บุรุษสูงเจ็ดฉื่อผู้สง่างาม ไฉนเลยจะยอมก้มหัวเพียงเพื่อห้องพักแขกแค่สองห้อง
หลิวจี้เอ่ย “หากเถ้าแก่ใหญ่ท่านอยากจะให้ห้องพักแขกสองห้องแก่พวกเราจริงๆ ก็ได้ คิดตามราคาตลาด ค่าห้องเท่าไหร่ พวกเราก็จะจ่ายให้ท่านเท่านั้น”
ทุกคน ไหนว่าจะไม่ยอมลดตัวเพื่อห้องพักเพียงสองห้องอย่างไรเล่า
หลิวจี้ไอ “แค่กๆ” ออกมาเบาๆ สองครั้งพลางแหงนหน้ามองฟ้า
ฉินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นเสียงเย็นชาลอดไรฟันออกมาสองสามคำ “ห้าตำลึง”
เขาอยากจะรู้นักว่าบัณฑิตยากจนผู้นี้จะยอมจ่ายหรือไม่!
หลิวจี้ปวดใจอยู่ครู่หนึ่งจริงๆ แต่ก็เพียงแค่ปวดใจเท่านั้น ราวกับคาดเดาไว้แล้วว่าฉินเฟิงอาจจะขึ้นราคาเพื่อแกล้งตนเองจึงรีบควักเงินห้าตำลึงออกมาจากถุงเงินยื่นส่งให้อย่างไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย จากนั้นรับกุญแจสองดอกนั้นกลับมา ยกขึ้นประคองไปตรงหน้าฉินเหยาด้วยสองมืออย่างร่าเริง “เมียจ๋า โปรดรับไว้ด้วย”
ฉินเหยายิ้มกว้าง ตราบใดที่ไม่ใช่เงินที่ต้องควักออกจากกระเป๋าของตน ต่อให้เป็นห้าสิบตำลึงนางก็ไม่สนใจ
หันไปกล่าวกับฉินเฟิงที่กำลังยืนตะลึงอย่างเกรงใจว่า “ขอบคุณ”
จากนั้นก็รีบโบกมือ เรียกทุกคนให้เก็บข้าวของเพื่อไปพักในโรงเตี๊ยม!
“โอ้ๆๆ~” เด็กๆ กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ รีบเก็บหีบหนังสือของตัวเองแล้วลากมันวิ่งไปยังห้องโถงของโรงเตี๊ยมที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
อินเยว่กับอาวั่งตามไปติดๆ จูงม้าและรถม้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ฉินเหยาและหลิวจี้รู้สึกเบาสบายไปทั้งร่าง ทั้งสองควงกุญแจในมือด้วยฝีเท้าเริงร่า ฉินเหยายังพูดว่าอีกสักครู่จะสั่งอาหารอะไรบ้าง หลิวจี้ก็ตั้งใจฟังและจดจำ ในใจแอบยินดีที่คืนนี้ตนประจบเมียจ๋าได้สำเร็จ
อันที่จริง หลิวจี้มองเห็นความต้องการที่จะเข้าพักในโรงเตี๊ยมจากสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยซึ่งฉินเหยาพยายามปกปิดไว้เป็นอย่างดีนานแล้ว แต่นางไม่ต้องการติดหนี้บุญคุณฉินเฟิง ดังนั้นจึงได้ปากแข็งปฏิเสธไป
เขาเป็นถึงสามี เมื่อเมียจ๋าร้องขอ เหตุใดจะไม่สนองตอบจึงตัดสินใจยื่นเงินเก็บส่วนตัวออกไป คว้าห้องพักมาให้จนได้!
ไม่ใช่เพราะเขาอยากนอนโรงเตี๊ยมด้วยอย่างแน่นอน!
ฉินเฟิงเดินรั้งท้ายมองดูคู่สามีภรรยาที่ภรรยาเป็นผู้ชี้นำส่วนสามีคล้อยตามแล้วก็พลันตระหนักได้ว่า ตนอาจจะคิดผิดมาโดยตลอด
สามีภรรยาคู่นี้ หรือควรจะเรียกว่า ภรรยาสามี ถึงจะเหมาะสมกว่า?
เขาก้มลงมองเงินห้าตำลึงที่มีน้ำหนักอยู่บ้างในฝ่ามือ ห้องพักสองห้องราคาอยู่ที่ห้าร้อยเหวิน แต่กลับยอมจ่ายในราคาสิบเท่าโดยไม่กะพริบตา ดูท่าที่บ้านคงจะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง
แต่ว่าอาเหยากลับสวมอาภรณ์เรียบง่าย ทั่วทั้งร่างมีเพียงปิ่นเงินรูปอสรพิษหนึ่งอัน ส่วนหลิวจี้ผู้นั้นกลับสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีเป็นซับใน สวมที่ครอบศีรษะเงิน ประดับหยกที่เอว…อาเหยายังคงลำบากนัก!
แค่คิดก็รู้แล้ว การเป็นภรรยาเอกคนที่สอง แถมยังต้องเลี้ยงลูกถึงสี่คน จะไม่ลำบากได้อย่างไร
ต่อให้คนผู้นั้นเป็นจวี่เหรินแล้วอย่างไร ใครๆ ต่างก็บอกว่าบัณฑิตไร้ประโยชน์ เกรงว่าคงหาเงินไม่เป็น ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่เคยคิดว่าสตรีก็ต้องแต่งตัวเช่นกัน ใจกว้างกับตัวเอง แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวกับภรรยา
เมื่อเห็นสองสามีภรรยาเดินเข้าห้องโถงพาเด็กๆ มุ่งหน้าไปยังห้องพัก ฉินเฟิงจึงค่อยละสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองของตนกลับมาแล้วเดินไปหาท่านลุงเจ็ดและคนอื่นๆ เพื่อกินอาหารเย็นด้วยกัน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมเข้ามา สั่งการว่า “ไปจัดโต๊ะอาหารชุดที่ดีที่สุดและแพงที่สุดในร้านของพวกเจ้าให้แขกสองสามคนที่เพิ่งขึ้นไปเมื่อครู่ เร่งมือหน่อย พวกเขาหิวกันแล้ว”
ดังนั้น เมื่อคนทั้งแปดในครอบครัวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จกลับมารวมกันเพื่อเตรียมกินอาหารเย็น ครั้นเห็นอาหารหนึ่งโต๊ะที่หรูหราอลังการราวกับดอกไม้แห่งความมั่งคั่งเบ่งบานบนโต๊ะ ตางก็มองหน้ากันไปมาแล้วส่ายหน้าพร้อมกัน
หลิวจี้กล่าวอย่างตื่นตระหนก “ไม่ใช่ข้านะ”
อินเยว่และอาวั่ง “พวกเราไม่ได้สั่ง!”
เด็กทั้งสี่คนยิ่งไม่ต้องมองเลย ไม่มีกำลังทรัพย์ขนาดนั้นแน่นอน
ฉินเหยาที่เดาออกแล้วว่าเป็นฝีมือใครถึงกับรู้สึกเหนื่อยใจจนต้องกุมขมับ
ในห้องเงียบไปสามวินาที เสียงท้องร้องโครกครากของพวกเด็กๆ ก็ดังขึ้น
ฉินเหยายกมือขึ้นอย่างจนปัญญา “กินเถอะๆ” อาหารเลิศรสจะทิ้งขว้างไม่ได้ กินให้อิ่มก่อนค่อยว่ากัน
ทุกคนไม่เกรงใจอีกต่อไป นั่งลงทันที หยิบชามและตะเกียบขึ้นมากินกันอย่างรวดเร็วราวกับพายุโหมกระหน่ำ