ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 627 เจ้าปีศาจชั่วร้ายแสนบังอาจ คืนน้องสาวข้ามา!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 627 เจ้าปีศาจชั่วร้ายแสนบังอาจ คืนน้องสาวข้ามา!
ตอนที่ 627 เจ้าปีศาจชั่วร้ายแสนบังอาจ คืนน้องสาวข้ามา!
กินของเขาย่อมต้องเกรงใจ เงินค่าอาหารมื้อค่ำอันโอชะมื้อนั้นฉินเหยายังไม่ทันได้นำไปส่งให้ฉินเฟิง ท่านลุงเจ็ดก็มาถึงเสียก่อน
มาถึงก็แจกลูกกวาดให้เด็กทั้งสี่คนก่อนคนละหนึ่งห่อ แม้แต่อินเยว่ผู้เป็นศิษย์ก็ไม่ตกหล่น ได้รับส่วนแบ่งเช่นเดียวกับเด็กๆ
จากนั้นก็มอบยันต์คุ้มครองให้แก่อาวั่งกับหลิวจี้คนละหนึ่งแผ่น บอกว่าเป็นยันต์ที่ขอมาจากปรมาจารย์ เหลือเพียงสองแผ่นนี้แล้ว สามารถคุ้มครองให้หน้าที่การงานและเส้นทางรับราชการของทั้งสองคนราบรื่น
ยื่นมือไปไม่ตบคนที่ยิ้มให้ ท่านลุงเจ็ดมอบของขวัญเสร็จก็เอ่ยปากเชิญพวกเขาให้ไปกินอาหารเจที่อารามชิงอวิ๋นด้วยกันในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงอย่างกระตือรือร้น
ทั้งยังย้ำเตือนเป็นพิเศษอีกว่า “พูดตามตรง ข้าอยู่มาค่อนชีวิต เคยไปวัดและศาลเจ้ามานับไม่ถ้วน แต่หากพูดถึงอาหารเจก็ต้องยกให้ที่อารามชิงอวิ๋นนอกเมืองอูเฉิงแห่งนี้ว่าสุดยอดที่สุด ผัดผักใบเขียวธรรมดาจานนั้น เมื่อกินเข้าไปทั้งสดทั้งกรอบอร่อย ใช้ยอดผักส่วนที่อ่อนที่สุดที่เหล่านักพรตปลูกด้วยตนเองในสระซานชิงบลาๆๆ…”
ผู้ใหญ่สามคนกับเด็กสี่คนที่เพิ่งกินอาหารมื้อใหญ่ไปหมาดๆ ต่างกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
พวกเด็กๆ พูดอย่างประหลาดใจ “ในน้ำก็ปลูกผักได้ด้วยหรือ ไม่เคยเห็นเลย!”
“เหล่านักพรตล้วนมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล ปลูกผักในน้ำจะนับเป็นอะไรได้ มังกรเหลืองบนต้นไม้นั่นต่างหากที่ยอดเยี่ยมนัก!” ลุงเจ็ดนั้นพอพูดขึ้นมาก็เริ่มจ้อไม่หยุด
ชั่วครู่ ฉินเหยาพบว่ารอบกายล้วนเป็นเสียง “จะไป จะไป” นางถอนหายใจอย่างจนใจ เมื่อเผชิญหน้ากับคำเชิญชวนอย่างจริงใจของท่านลุงเจ็ดอีกครั้ง แม้ในใจอยากจะปฏิเสธอย่างยิ่ง แต่ก็ยังพยักหน้า “ไปเถอะ”
นางก็อยากจะรู้นักว่าสองนายบ่าวฉินเฟิงคู่นี้คิดจะทำอะไรกันแน่
หลิวจี้ยิ้มร่าส่งลุงเจ็ดจากไปแล้วไล่คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด ในห้องจึงเหลือเพียงสองสามีภรรยา
เขาแอบย่องไปที่หน้าโต๊ะแล้วนั่งลงข้างกายฉินเหยา รอยยิ้มเกรงอกเกรงใจบนใบหน้าพลันหุบลง ทำท่าทางครุ่นคิด “เมียจ๋า เจ้าว่าพวกเขาดึงดันจะพาพวกเราไปศาลเจ้าทำไมกัน”
“เมียจ๋า เจ้าอย่าเข้าใจผิดนะ ข้าไม่ได้อยากกินอาหารเจที่แสนวิเศษนั่นหรอกถึงได้ตอบตกลงพ่อบ้านเจ็ดไป ข้าเพียงแค่สงสัยว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ หรือว่า…อยากจะหาโอกาสแสดงตัวกับเมียจ๋าเจ้า”
ฉินเหยามองเขาอย่างประหลาดใจ “ฉินเฟิงผู้นั้นร่ำรวยมหาศาล ตามนิสัยของเจ้า มีพี่เขยเช่นนี้อยู่ ไม่รีบไปประจบประแจงข้าก็ว่าแปลกแล้ว” เหตุใดยังทำท่าทางเหมือนร้อนตัวอยู่หน่อยๆ ด้วยเล่า
หลิวจี้แอบบ่นอุบในใจ นี่ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเจ้าจะเผยร่างที่แท้จริงออกมาหรอกหรือ!
แต่ปากกลับพูดว่า “ข้าเป็นคนตื้นเขินที่เห็นแก่เงินทองเช่นนั้นที่ไหนกัน นี่ข้าเห็นว่าเมียจ๋าดูเหมือนมีความในใจที่ยากจะเอ่ยปากไม่อยากเผชิญหน้า กลัวว่าถึงตอนนั้นจะกระอักกระอ่วน”
“ไม่เป็นไร สิ่งที่ควรมาก็ต้องมา” มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉินเหยากลับสงบนิ่ง
พรุ่งนี้ ขอเพียงฉินเฟิงกล้าถาม นางก็กล้าตอบ
“จริงสิ” จู่ๆ นางก็มองมาที่เขา มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มล้อเลียนจางๆ ทันใดนั้นน้ำเสียงก็เย็นเยียบขึ้นมาพลางโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขา “เจ้าไม่มีอะไรอยากจะถามข้าจริงๆ หรือ หลิวจี้?”
หลังจากที่นางพูดจบประโยคที่ราวกับเสียงพึมพำของภูตผีปีศาจนั่นจบแล้วก็ถอยกลับไปยืนที่เดิม จ้องมองเขาอย่างใจเย็น
หัวใจของหลิวจี้กระตุกวูบ เกือบจะกระดอนออกมาจากลำคอ ดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่านในบัดดล
ริมฝีปากบนล่างสั่นระริกอยู่สองสามครั้งราวกับอยากจะถามขึ้นมาจริงๆ อย่างไรเสีย โอกาสเช่นนี้ทั้งชีวิตเกรงว่าคงจะมีเพียงครั้งเดียว
แต่ทว่า ประโยคที่ว่า ‘เจ้าเป็นใครกันแน่?’ เพิ่งจะวนเวียนอยู่ที่ปลายลิ้น เขาก็กัดฟันแน่น ลุกขึ้นยืนแล้วส่ายหน้า กล่าวว่า “นี่ก็ดึกมากแล้ว เมียจ๋าเจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปนอนแล้วเช่นกัน ลาก่อนเมียจ๋า ราตรีสวัสดิ์เมียจ๋า!”
พูดจบก็พุ่งออกจากห้องไปเหมือนหนีเอาชีวิตรอด
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ ชิ เจ้าคนขี้ขลาด
แต่ดูจากปฏิกิริยานี้ เขาคงสงสัยในตัวตนของนางมานานแล้ว เป็นไปได้ว่าในมุมมองของเขา อาจจะคิดว่านางเป็นผีที่มาสิงร่างก็เป็นได้
ต้องอยู่ร่วมกับผีทุกเมื่อเชื่อวัน เขากลับไม่กลัวเลยหรือ
ฉินเหยายักไหล่ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่า คำเรียก ‘เจ้าคนขี้ขลาด’ นี้ไม่สามารถใช้กับเขาได้แล้ว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หากฉินเฟิงรู้ว่านางเป็นผี จะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ทำอย่างไรดี ชักจะเริ่มคาดหวังให้ตัวตนของตนถูกเปิดโปงเสียแล้ว อย่างไรเสีย การสวมตัวตนและร่างกายของผู้อื่นก็ทำให้นางใช้ชีวิตอย่างอึดอัดมากเช่นกัน
อินเยว่พาซื่อเหนียงเดินเข้ามาในห้อง ทั้งสองคนเดินเข้าประตูมาพลางหันกลับไปมองด้านนอก สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ เหตุใดเดินโซเซไปมาแบบนั้น” ซื่อเหนียงวิ่งเหยาะๆ ไปอยู่ข้างกายท่านแม่ กอดแขนนางอย่างออดอ้อนแล้วซบศีรษะลงบนไหล่ของนาง ใช้ศีรษะคลอเคลียใบหน้าของนางไปมา
ฉินเหยายักไหล่ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ย่อยอาหารเสร็จแล้วก็นอนเถอะ”
อินเยว่กับซื่อเหนียงพยักหน้า ลงกลอนประตูแล้วปูที่นอนบนพื้น เดิมทีนี่เป็นที่ที่อินเยว่ต้องนอนคนเดียว ซื่อเหนียงรู้สึกแปลกใหม่จึงดึงดันจะไปนอนเบียดกับนางบนพื้น ฉินเหยาเองก็ยิ้มกว้างรับเตียงใหญ่ทั้งหลังไว้อย่างยินดี
ฉินเหยานอนหลับสบายตลอดทั้งคืน ตื่นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส
หลิวจี้กลับมีสีหน้าอิดโรย ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง ขอบตายังดำคล้ำเล็กน้อย
“เมื่อคืนเจ้าแอบไปขโมยไก่มาหรือ” ฉินเหยาถาม
หลิวจี้ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ฝันร้ายน่ะ”
เดี๋ยวก็ฝันเห็นนางถูกไฟเผา เดี๋ยวก็ฝันเห็นฉินเฟิงกลายร่างเป็นภูตผีปีศาจไล่ฆ่าพวกเขาสองสามีภรรยา ปากยังตะโกนกร้าวว่า ‘เจ้าปีศาจชั่วร้ายบังอาจนัก คืนน้องสาวข้ามา!’
เขาตกใจจนไม่กล้านอนต่อถ่างตาจนถึงเช้า
แต่ว่า เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้คนรู้มากเกินไป
ฉินเหยายังนึกว่ามีเพียงหลิวจี้คนเดียวที่เป็นเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าฉินเฟิงจะหนักข้อกว่า ไม่เพียงแต่ขอบตาคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง ใบหน้ายังซีดขาวราวกับถูกปีศาจดูดพลังชีวิตจนเหือดแห้ง
ท่านลุงเจ็ดเผลอมองไปแวบหนึ่งก็ตกใจจนเกือบทำชามน้ำแกงในมือหล่น เขารีบวางชามลงบนโต๊ะแล้วลุกเดินมาที่ข้างกายฉินเฟิงพลางถามด้วยความเป็นห่วง
“เถ้าแก่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรนะ ถ้าอย่างไรให้ข้าไปตามหมอมาหน่อย วันนี้พวกเราก็พักผ่อนเพิ่มอีกสักคืนดีหรือไม่”
ฉินเฟิงโบกมืออย่างอ่อนแรง “ไม่เป็นไร แค่ฝันร้าย”
ลุงเจ็ดยังคงเป็นห่วงมาก รีบตักน้ำแกงไก่ที่ตุ๋นด้วยโสมป่าชามหนึ่งให้เขา “บำรุงเลือดลมสักหน่อย อาจเป็นเพราะช่วงนี้ระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันมากเกินไปจึงเหนื่อยล้า”
ฉินเฟิงรับคำ ยกน้ำแกงไก่ขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดชามใหญ่อย่างว่าง่าย ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงขึ้นมาหน่อย
นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ท่านลุงเจ็ดกลับมาบอกเขาว่าจัดการเรื่องราวเรียบร้อยแล้ว ครอบครัวฉินเหยาตกลงที่จะไปกินอาหารเจที่ศาลเจ้าด้วยกัน หลังจากที่เขากลับไปที่ห้องก็ทั้งยินดี ทั้งคาดหวังและหวาดกลัว
ถึงขนาดที่ว่าเก็บเอาไปฝันตลอดทั้งคืน ในฝันหนึ่งยังมีอีกฝันหนึ่งซ้อนอยู่ ซ้อนกันไปชั้นแล้วชั้นเล่า ทำอย่างไรก็ไม่สามารถตื่นขึ้นมาจริงๆ ได้
จนกระทั่งรุ่งสางมีเสียงไก่ขันดังขึ้น ถึงได้หลุดพ้นจากฝันร้ายที่ไม่รู้จบสิ้นนั้น
ตอนที่ตื่นขึ้นมายังคงได้ยินเสียงอาเหยาในวัยเยาว์ที่ยืนอยู่บนต้นพุทราพูดกับเขาอย่างยินดีว่า “รู้ว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่ อาเหยาก็ดีใจมากแล้ว”
ดังนั้น อาเหยาของเขา…เหตุใดเมื่อพบหน้าพี่ชายแล้วกลับไม่ยอมรับเล่า
ฉินเฟิงหันกลับไปมองสตรีที่นั่งหันหลังให้เขาที่โต๊ะข้างๆ แวบหนึ่ง นางฉลาดถึงเพียงนี้ย่อมต้องเดาจุดประสงค์ที่เขาเชิญนางไปอารามออกแล้วแน่ แต่เหตุใดจึงไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย?
แค่เขาคิดถึงภาพที่คนทั้งสองเผชิญหน้ากันในอารามก็ประหม่าจนฝันร้าย
แต่ดูนางสิ กินอาหารคำแล้วคำเล่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังกินได้เอร็ดอร่อยยิ่งกว่าใคร
อีกอย่าง ดูเหมือนนางจะชอบดื่มน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมป่าที่เขาจงใจสั่งให้ห้องครัวของโรงเตี๊ยมตุ๋นเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อคืนนี้เป็นอย่างมาก เหมือนกับอาเหยาตอนเด็กๆ ไม่มีผิด
ฉินเหยาที่ซดน้ำแกงไก่รวดเดียวหมดไปสองชามใหญ่ แม้แต่โสมป่าในโถก็ไม่เว้น ยังไล่ชิมอาหารเลิศรสบนโต๊ะเหล่านี้ที่ไม่เคยกินมาก่อนจนครบทุกจาน ถึงได้เช็ดมุมปากแล้วเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างพึงพอใจ “อา~ อร่อยจริงๆ!”