ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 628 ทำพิธี
ตอนที่ 628 ทำพิธี
ยามเที่ยงตรง เวลาที่พลังหยางรุ่งโรจน์ที่สุด ขบวนรถม้าของทั้งสองครอบครัวก็ได้หยุดลง ณ เชิงเขาสีเขียวขจีที่แสนจะธรรมดาแห่งหนึ่ง
ครอบครัวของฉินเหยาคิดว่าอารามชิงอวิ๋นที่ท่านลุงเจ็ดเอ่ยอ้างว่าอาหารเจเลิศล้ำอย่างยิ่งนั้น สมควรจะเป็นตำหนักโอ่อ่าตระการตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ขุนเขา
ทว่าในความเป็นจริง ตำหนักหามีไม่กลับมีเรือนไม้เพียงไม่กี่หลัง
บันไดหินเรียบๆ ที่ขึ้นเขาก็ไม่มี แต่กลับมีเส้นทางภูเขาอันขรุขระทุรกันดารอยู่สายหนึ่ง
ฉินเฟิงกระโดดลงจากหลังม้า ก้าวยาวๆ มายังหน้ารถม้าของครอบครัวฉินเหยาพลางชี้ไปยังแผ่นศิลาจารึกริมทางซึ่งถูกตะไคร่น้ำปกคลุมจนทั่ว “ถึงประตูเขาอารามชิงอวิ๋นแล้ว จำต้องเดินเท้าขึ้นเขา ประมาณหนึ่งเค่อก็จะถึง”
“ข้าให้คนแจ้งเหล่านักพรตบนเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเจ้าเพียงติดตามข้าขึ้นเขาเข้าอารามไปกินอาหารเจก็พอ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับ สั่งให้อาวั่งเฝ้ารถม้าและข้าวของไว้ สักครู่จะให้อินเยว่นำอาหารเจลงมาส่งให้เขา
หลิวจี้อุ้มซื่อเหนียงลงจากรถม้า ห้าพ่อลูกพากันเดินมาหยุดอยู่หน้าแผ่นศิลาที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำอย่างสนอกสนใจ ศิลาสูงเพียงครึ่งตัวคน ทั้งยังธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ขอบมุมกระทั่งร่องรอยการขัดเกลายังไม่มี ดูทุรกันดารยิ่งกว่าเส้นทางบนภูเขาเหลียวเฟิงในวันนั้นเสียอีก
ห้าพ่อลูกต้องพยายามเบิกตากว้าง ถึงจะสามารถมองเห็นอักษรตัวใหญ่สามคำว่า ‘อารามชิงอวิ๋น’ บนแผ่นศิลาได้อย่างเลือนราง
อักษรเหล่านี้กลับแกะสลักได้อย่างองอาจยิ่งนัก ทั้งยังแฝงความหมายหลุดพ้นจากโลกีย์ ห้าพ่อลูกจ้องเขม็งเนิ่นนานไม่ขยับเขยื้อน ฉินเหยาเดินเข้ามาอย่างใคร่รู้แล้วเอ่ยถามว่า “บรรลุแล้วหรือ”
ห้าพ่อลูกส่ายหน้าพร้อมเพรียงกัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาก็หุบฉับในบัดดลพลันตะคอกเสียงกร้าว “เช่นนั้นยังไม่รีบขึ้นเขาไปให้มารดาผู้นี้อีก!”
ทันใดนั้น ห้าพ่อลูกก็ประหนึ่งฝูงเป็ดไก่ที่ถูกหญิงชาวไร่ไล่ตี พากันกางแขนกางขา วิ่งเตลิดขึ้นเขาไป
หลิวจี้ก้าวเท้าพลาดไปก้าวหนึ่ง เกือบจะล้มหน้าทิ่มพื้น เพียงชั่วครู่ บนเขาก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆ ของเหล่าเด็กๆ ทั้งยังมีเสียงหัวเราะปนด่าทอด้วยความอับอายจนกลายเป็นโทสะของบิดาแก่ๆ บรรยากาศเหมือนทั้งครอบครัวออกมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาในบัดดล
ฉินเฟิงนำทางอยู่ข้างหน้า ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักอยู่ด้านหลังก็รู้สึกหนวกหูยิ่งนัก
ความสุขและความทุกข์ของคนเรามิอาจเข้าใจร่วมกันได้จริงๆ ในใจเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระวนกระวาย ยิ่งใกล้ศาลเจ้าก็ยิ่งคาดหวังและกระสับกระส่าย ใครเล่าจะเข้าใจ
หันกลับไปมอง แม้ใบหน้าของสตรีที่อยู่ด้านหลังจะไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทว่าภายในดวงตาทั้งคู่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน ฉินเฟิงจึงเผลอเรียกออกมาอย่างยินดีว่า “อาเหยา!”
ความอ่อนโยนในดวงตาของฉินเหยาจางหายไปในบัดดล นางมองไปยังอาคารไม้แบบลัทธิเต๋าเบื้องหน้าแล้วเตือนว่า “ถึงแล้ว”
“…ใช่” ฉินเฟิงข่มกลั้นอารมณ์ปั่นป่วนในใจ พาพวกนางเข้าสู่ศาลเจ้า จุดธูปเทียนและกราบไหว้แล้วจึงไปยังโรงเจเพื่อกินอาหาร
เพิ่งจะกินไปได้ครึ่งทาง ฉินเหยาที่เพิ่งจะลิ้มรสความอร่อยของอาหารเจนี้ได้เล็กน้อยก็มีนักพรตน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามา กล่าวกับนางและฉินเฟิงอย่างเกรงใจว่า “เถ้าแก่ใหญ่ฉิน ฮูหยิน เจ้าอารามเชิญขอรับ”
ลุงเจ็ดรีบเอ่ยเสริมขึ้นมาทันที เขากล่าวด้วยความประหลาดใจระคนยินดีว่า คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบท่านเจ้าอารามเป็นการส่วนตัวนั้นมีไม่มากนัก นี่นับเป็นเกียรติอย่างสูงส่ง
หลิวจี้เอ่ยถามอย่างคาดหวังในทันทีว่า “นักพรตน้อย คนที่ท่านเจ้าอารามให้เจ้ามาเชิญนั้น เจ้าลืมเอ่ยชื่อไปอีกคนหนึ่งหรือไม่” เช่นเขา!
นักพรตน้อยเป็นคนซื่อ เขาส่ายหน้าให้หลิวจี้ “มีเพียงเถ้าแก่ฉินและฮูหยินเท่านั้น หาได้มีบุคคลที่สามไม่”
พูดจบก็ไม่มองใบหน้าหล่อเหลาที่บูดบึ้งของหลิวจี้ ผายมือทำท่าเชิญให้ฉินเหยาและฉินเฟิง เป็นสัญญาณให้คนทั้งสองตามเขาไป
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยัดข้าวเข้าปากอีกคำ ถึงได้ลุกขึ้นเดินตามไป
“เมียจ๋า!” หลิวจี้ตะโกนเรียกนางอย่างตื่นเต้น แอบเป็นห่วงในใจ
ฉินเหยาไม่หันกลับมา เป็นการบอกกับพวกเขาว่า นางสามารถรับมือได้อย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
นักพรตน้อยพาทั้งสองคนมาถึงหน้าประตูห้องวิเวกห้องหนึ่งแล้วจึงถอยจากไป
ประตูใหญ่เปิดอ้า มองเห็นแท่นพิธีอยู่กลางห้อง ใต้แท่นพิธีมีคนผู้หนึ่งในชุดยันต์แปดทิศ ศีรษะสวมที่ครอบศีรษะหยกดอกบัว กำลังนั่งขัดสมาธิหันหลังให้ประตูใหญ่อยู่ เขากำลังจดจ่ออยู่กับการทำสมาธิ
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ฉินเฟิงก้าวเข้าไปก่อน ฉินเหยาตามไปทีหลัง คนทั้งสองเดินมาถึงเบื้องหลังของนักพรตผู้นั้น ฉินเฟิงเป็นฝ่ายประสานมือคารวะเอ่ยทักทายอย่างสุภาพก่อน
นักพรตผู้นั้นจึงค่อยลืมตาทั้งสองข้างขึ้น หยิบแส้ปัดฝุ่นบนตักขึ้นมาแล้วลุกขึ้นยืน
เขาคือนักพรตชราผู้หนึ่งที่ไว้เครายาว ดูแล้วอายุน่าจะใกล้เคียงกับหลิวเหล่าฮั่น ใบหน้าเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม แลดูจริงจังยิ่งนัก
ดวงตาเหยี่ยวอันเรียวยาวของเขากวาดผ่านร่างของฉินเหยาก่อน สุดท้ายจึงหยุดลงที่ร่างของฉินเฟิง พลางยกมือขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้คนทั้งสองไปนั่งลงบนเบาะรองนั่งในห้องด้านในด้วยกัน
ฉินเฟิงอาจจะติดต่อกับผู้คนในแวดวงเต๋าอยู่เป็นนิจจึงนั่งขัดสมาธิได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเกรงว่าฉินเหยาจะไม่เข้าใจจึงสาธิตให้นางดูเป็นตัวอย่างว่าสมควรนั่งเช่นไรจึงจะไม่เป็นการเสียมารยาท
นักพรตเอ่ยปาก “เมื่อเช้านี้ข้าได้ทำนายดวงชะตาไว้กระดานหนึ่ง ในกระดานบ่งบอกว่าวันนี้จะมีผู้สูงศักดิ์สองท่านที่เป็นสายเลือดเดียวกัน ทว่ากลับจำกันไม่ได้มา คิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่ได้เห็นท่านทั้งสอง ดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อนแล้ว?”
ฉินเหยาไม่พูด ฉินเฟิงก็ตอบว่า “วิชาเต๋าของท่านนักพรตล้ำลึกยิ่งนัก ท่านทำนายได้ไม่ผิด ข้ากับแม่นางฉินแม้จะเคยพบกันแล้ว แต่ก็ยังจำกันไม่ได้ ขอท่านนักพรตโปรดชี้แนะ ข้าควรทำอย่างไรถึงจะทำให้แม่นางฉินนึกถึงข้าขึ้นมาได้”
นักพรตมองฉินเหยาอีกแวบหนึ่ง นางเบิกตากลมโต รับการสำรวจของเขาอย่างเปิดเผย มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มออกมาหนึ่งที
นักพรตขมวดคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มนี้ แฝงนัยยั่วยุไว้อย่างเข้มข้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้เขาลองหยั่งเชิงนางดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
นักพรตพยักหน้าให้ฉินเฟิงแล้วกล่าวอย่างล้ำลึก “ข้ามีคาถาอยู่บทหนึ่ง สามารถมองข้ามภาพลวงตาทั้งปวง มองทะลุอดีตชาติและปัจจุบันชาติได้ ในเมื่อทั้งสองท่านยังจำกันไม่ได้ เช่นนั้นข้าก็จะใช้อาคมนี้ ทำให้ทั้งสองท่านได้เห็นอดีตชาติ ดูสิว่าจะสามารถปลุกความทรงจำบางอย่างขึ้นมาได้หรือไม่”
ฉินเฟิงประสานมือคารวะอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านนักพรตแล้ว!”
ฉินเหยาไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ นักพรตผู้นั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ ส่งสายตาปลอบโยนไปให้ฉินเฟิงไม่ให้เขาตื่นเต้น จากนั้นหยิบเอากระดาษยันต์ชุดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เดินมาเบื้องหน้าฉินเหยาแล้วเดินวนรอบตัวนางไปทางซ้ายสามรอบ ทางขวาสามรอบ ปากก็ท่องคาถาพึมพำ
เมื่อเดินครบหกรอบ จู่ๆ เขาก็หยุดลงตรงหน้าฉินเหยาพอดี กระดาษยันต์ในมือสะบัดขึ้น “พรึ่บ” กระดาษยันต์พลันลุกไหม้ขึ้นมาเองโดยไร้ไฟ ทำเอาฉินเฟิงตกใจสะดุ้งสุดตัว ในใจยิ่งเคารพยำเกรงมากขึ้น
ยันต์ไฟนั้นเผาไหม้อย่างรวดเร็วในอากาศ ก่อนจะตกลงพื้นกลายเป็นเถ้าถ่าน เถ้าธุลีร่วงลงตรงหน้าฉินเหยาพอดี ไม่เอนไม่เอียงแม้แต่น้อย
ขณะที่นางกำลังก้มหน้าลงมองอย่างใคร่รู้พลันได้ยินเสียงตะคอกดังลั่นมาจากเหนือศีรษะ นักพรตเบิกตาโพลงตะโกนเสียงกร้าว “ปรากฏ!”
กระจกทองแดงบานหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นมาจากที่ใดก็มิทราบ ถูกส่งมายังใต้ศีรษะที่ก้มต่ำของฉินเหยาอย่างรวดเร็ว ส่องตรงไปยังใบหน้าของนางพอดี
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ฉินเหยากลับรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง ด้วยเพราะไม่มีผู้ใดอยากรู้ไปมากกว่าตัวนางอีกแล้วว่าตนเองมายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร
น่าเสียดายที่วิชาอาคมของเจ้าอารามดูเหมือนจะไร้ผล คนทั้งสามจ้องมองกระจกทองแดง ในนั้นมีเพียงใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลาซึ่งสีผิวไม่นับว่าคล้ำและไม่นับว่าขาว มีเลือดฝาดบริบูรณ์เพียงใบหน้าหนึ่ง
นั่นเป็นใบหน้าที่ฉินเหยาเคยส่องมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มันไม่เพียงแต่ไม่ปรากฏรูปโฉมในอดีตชาติใดๆ ออกมา เมื่อเผชิญหน้ากับอาคมก็ยังไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
“ได้ ได้อย่างไรกัน” น้ำเสียงพึมพำของนักพรตเจือไปด้วยความไม่อยากจะเชื่ออยู่สองส่วน
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย “ของสิ่งนี้สามารถส่องอดีตชาติของคนได้จริงๆ หรือ”
แม้ฉินเฟิงจะผิดหวังกับผลลัพธ์นี้อย่างมาก แต่ก็ยังไม่ลืมเตือนฉินเหยาว่าอย่าได้ไร้มารยาทกับท่านนักพรตเช่นนี้ “วิชาอาคมเยี่ยงนี้ ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่ปุถุชนเช่นเจ้าหรือข้าจะกังขาได้ ยังไม่รีบขอโทษท่านนักพรตอีก”
พูดจบ เมื่อเห็นฉินเหยาทำท่าไม่ยอมเชื่อฟังจึงพูดเสริมด้วยเสียงเบาอีกประโยคหนึ่งว่า “เชื่อฟังหน่อย เดี๋ยวเข้าเมืองอูเฉิงแล้วจะซื้อปิ่นปักผมทองคำให้เจ้า”
ปฏิบัติราวกับนางเป็นน้องสาวที่ต้องคอยเอาใจอย่างนั้น
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจแวบหนึ่งแล้วจึงหันไปมองนักพรตผู้มีสีหน้าสิ้นหวัง เอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “พลั้งปากไปชั่วขณะ ท่านนักพรตอย่าได้ถือสา”
นักพรตส่ายหน้า มิได้ถือสาเอาความ เพียงแต่มองกระจกทองแดงอย่างเหม่อลอย ตกลงแล้วมันผิดพลาดที่ขั้นตอนไหนกันแน่