ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 631 หลิวจี้ สวัสดีขอรับท่านพี่เขย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 631 หลิวจี้ สวัสดีขอรับท่านพี่เขย
ตอนที่ 631 หลิวจี้ สวัสดีขอรับท่านพี่เขย
จิ๊จิ๊จิ๊ วันหน้าคงต้องปรนนิบัติรับใช้อย่างระมัดระวังให้มากขึ้นแล้ว หลิวจี้เตือนตนเองในใจพลางนำฉินเฟิงที่กำลังร้อนรนเดินไปยังค่ายพักของตน
“ได้ยินสามีเจ้าบอกว่าเจ้าไม่เจริญอาหารหรือ” พอเห็นฉินเหยา ฉินเฟิงก็เอ่ยถามทันที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานหรือไม่ หรือเพราะยามพลบค่ำฟ้ามืดเกินไป ดูเหมือนว่านางจะผ่ายผอมลงไปบ้างจริงๆ
“เจ้าอยากกินอะไร ข้าเอาพุทราจากเมืองวั่งเฉิงมาด้วย เดี๋ยวเอามาตุ๋นน้ำแกงให้เจ้าดื่มดีหรือไม่” ฉินเฟิงครุ่นคิดกับตัวเอง “ก่อนหน้านี้ไม่ได้ซื้อเนื้อไก่เนื้อเป็ดเนื้อปลาในเมือง ตอนนี้ไม่มีเนื้อแห้ง ตุ๋นก็ไม่อร่อย…”
ฉินเหยามีสีหน้างุนงง สายตาเหลือบไปเห็นหลิวจี้ที่กำลังเกาหัวมองฟ้าอย่างร้อนตัวก็ถลึงตาใส่เขาอย่างแรงทีหนึ่งแล้วพูดกับฉินเฟิงว่า “ข้าเจริญอาหารดี กินได้ทุกอย่าง ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า”
กล่าวจบก็ชี้ไปทางท่านลุงเจ็ดและคนอื่นๆ พลางโบกมือให้เขารีบไป
ถนนบนที่ราบกว้างขวางมาก รอบด้านไม่มีสิ่งใดบดบัง พวกเขาอาศัยเนินเขาเล็กๆ ก็ทำได้เพียงบังลม บนรถลากบรรทุกแต่ของมีค่า หากเจอโจรปล้นชิงหรือขโมยคงจะยุ่งยากมาก ดังนั้นการป้องกันจึงต้องทำอย่างรัดกุม
ฉินเฟิงกลับคิดว่านางเกรงใจจึงไม่พูดอะไรอีก เขาพับแขนเสื้อขึ้นแล้วคว้าตัวหลิวจี้ “ไป พวกเราไปจับปลาที่ริมแม่น้ำกัน”
หลิวจี้ถูกเขากระชากจนโซเซ ร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง ในใจคิดอย่างอ่อนแรงว่า พุทราตุ๋นปลามันจะอร่อยหรือ
แต่โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับพี่เขยตามลำพังเช่นนี้ เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร ชั่วพริบตาก็ยิ้มร่าโอ้อวดว่าตนเองจับปลาเก่งกาจเพียงใด
ข้างถนนหลวงมีแม่น้ำสายใหญ่อยู่สายหนึ่ง ห่างจากค่ายพักสองร้อยกว่าเมตร ผิวแม่น้ำกว้างราวยี่สิบสามสิบเมตร คดเคี้ยวไปมา ไหลอย่างเงียบสงบอยู่บนที่ราบผืนนี้ หล่อเลี้ยงผู้คนบนผืนดินแห่งนี้
ริมฝั่งแม่น้ำอุดมไปด้วยพืชน้ำและนกนานาชนิด บางครั้งยังมีสัตว์ขนาดเล็กวิ่งผ่านไปมาเพื่อจับนกกินเป็นอาหาร
แม่น้ำที่มีนก โดยมากย่อมมีปลาและกุ้งอาศัยอยู่ ความคิดของฉินเฟิงดีมาก จับปลาสดสักสองตัวมาบำรุงร่างกายให้อาเหยา การเดินทางตลอดทางนี้ช่างเหน็ดเหนื่อยลำบาก กินเพียงเสบียงแห้ง ข้าวร้อนๆ กับน้ำแกงจะเพียงพอได้อย่างไร
“พรุ่งนี้เดินทางให้ช้าลงหน่อย ยามเย็นจะได้ไปถึงโรงเตี๊ยมใกล้สถานีพักม้าใหญ่เพื่อพักผ่อน ทุกคนจะได้กินอาหารดีๆ สักมื้อ พักผ่อนกันสักหน่อย” ฉินเฟิงพูดพลางใช้กระบี่แทนฉมวกเขี่ยหาปลาตามริมฝั่งแม่น้ำพลางกำชับกับหลิวจี้
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะเอาแต่เร่งเดินทางไม่หยุดจนพลาดสถานีพักม้าไปอีก
หลิวจี้ขานรับ พอเห็นฉินเฟิงกำลังจะเหยียบลงบนหินลื่นเขาก็รีบยื่นมือไปประคองพลางร้องว่า “พี่เขย ระวัง!”
พี่เขย?
ฉินเฟิงมองเขาอย่างสงสัย “ฉินเหยาบอกเจ้าหมดแล้วหรือ”
แน่นอนว่าไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่า!
หลิวจี้พยักหน้า “ข้ารู้หมดแล้ว”
ส่วนที่ว่ามีคนบอกเขาหรือเขารู้ด้วยตนเองนั้นก็ให้ฉินเฟิงไปคิดเอาเองเถอะ แบบนี้ก็ไม่นับว่าเขาโกหก
ฉินเฟิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แม้ไม่อยากยอมรับน้องเขยผู้นี้แค่ไหน แต่เมื่อมองใบหน้าที่ประจบอย่างจริงใจนั้นแล้ว…คนผู้นี้ก็จริงๆ เลย ต่อให้ประจบประแจงก็ยังดูไม่น่ารังเกียจเลยสักนิด อาศัยใบหน้าหล่อเหลาจนสวรรค์ยังพิโรธเลยทำอะไรตามอำเภอใจ!
“เจ้าอายุเท่าไหร่” ฉินเฟิงเริ่มซักไซ้ภูมิหลัง
หลิวจี้รู้สึกว่านี่เป็นสัญญาณว่าพี่เขยยอมรับในตัวเขาแล้วจึงจริงจังขึ้นมาสองส่วน ประสานหมัดตอบไปว่า “ขออภัย ขออภัย ข้าแก่กว่าพี่เขยหนึ่งปี”
ฉินเฟิงขานรับเสียงหนึ่งแล้วชี้ไปที่พงหญ้าริมน้ำเพื่อส่งสัญญาณให้หลิวจี้หาปลาต่อ ทั้งสองคนพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
“ลูกๆ ไม่กี่คนนั้นของเจ้าล้วนเรียนหนังสือกันหมดเลยหรือ”
“ต้องขอบคุณเมียจ๋าและองค์หญิงใหญ่ เด็กๆ ทุกคนล้วนได้เข้าเรียนโดยไม่ต้องเสียเงิน เพิ่งเรียนจบไปได้สองปีพอดี”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว “แล้วหลังจากนั้นเล่า ไม่มีเงินเรียนแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า “หาใช่เช่นนั้นไม่ รอไปถึงเมืองหลวงตั้งหลักปักฐานได้แล้ว ก็จะให้เด็กๆ ไปสำนักศึกษาต่อ หากหาสำนักศึกษาที่เหมาะสมไม่ได้ก็ตั้งใจจะเชิญท่านอาจารย์มาสอนให้ที่บ้าน อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของเด็กๆ ไม่กล้าทำให้ล่าช้า”
ฉินเฟิงพยักหน้า นับว่าพอมีวิสัยทัศน์อยู่บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายในเมืองหลวงนี้ สถานที่ชนบทของเขามิอาจเทียบได้เลย
“ที่บ้านเจ้าทำกิจการใด ไปถึงเมืองหลวงมีแผนการแล้วหรือยัง ครอบครัวเจ้ามีตั้งแปดคน เจ้ายังต้องสอบขุนนางต่อ เด็กๆ ก็ต้องเข้าเรียน ถึงตอนนั้นยังต้องหาที่พักอาศัย คิดดูแล้วก็เป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตเลยทีเดียว”
หลิวจี้โบกมือ “เรื่องนี้ข้าไม่ต้องกังวล บ้านเราเมียจ๋าเป็นคนตัดสินใจ นางดูแลเรื่องนอกบ้านข้าดูแลเรื่องในบ้าน นางจัดการเรื่องใหญ่ข้าจัดการเรื่องเล็ก ข้าเพียงต้องอ่านหนังสือของข้า ดูแลบ้านและเรื่องการเรียนของลูกๆ ให้ดีและก็ปรนนิบัติเมียจ๋าให้สบายก็พอแล้ว” หลิวจี้เผยสีหน้าภาคภูมิใจ!
ฉินเฟิงปักกระบี่ลงตรงหน้าเขา “เจ้าว่าอะไรนะ!”
หลิวจี้ยังคงเขี่ยหาในพงหญ้าอย่างใจเย็น กระบี่เล่มเดียวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับทำให้เขาตื่นตระหนกตกใจได้ เขาถามฉินเฟิงกลับอย่างภาคภูมิใจว่า “พี่เขยรู้จักหีบหนังสือพลังเซียนหรือไม่”
ฉินเฟิงพยักหน้า เขาย่อมต้องรู้จักอยู่แล้ว ของเล่นที่เป็นที่นิยมซึ่งเห็นในเมืองหลวงเมื่อปีที่แล้ว ดูดีแล้วยังมีประโยชน์ แม้เขาจะไม่ใช่บัณฑิตที่อ่านหนังสือ แต่ก็เคยซื้อมาหีบหนึ่งเพราะความแปลกใหม่ชั่วครู่
หีบหนังสืออื่นหีบละไม่กี่ร้อยเหวิน อย่างมากก็สองตำลึง แต่หีบหนังสือพลังเซียนหีบนี้ต้องใช้เงินถึงห้าตำลึงเชียว!
“แล้วพี่เขยรู้จักกล่องเครื่องใช้สตรีหรือไม่”
ฉินเฟิงพยักหน้าอีกครั้ง “หีบหิ้วสวยๆ ที่เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงคลั่งไคล้นั่นน่ะหรือ มาจากห้างการค้าฟู่หลง ว่ากันว่าองค์หญิงใหญ่ก็ยังใช้หีบหนังสือของพวกเขา สหายรู้ใจ…ของข้าที่เมืองซูเฉิงยังเขียนจดหมายมาโวยวายจะให้ข้าซื้อให้ใบหนึ่ง ไม่รู้ว่าใบละเท่าไหร่ หากไม่แพง ข้าก็จะซื้อให้นางกับอาเหยาคนละใบเอาไว้ถือเล่น”
หลิวจี้กวาดตามองเขาอย่างล้อเลียน “ท่านซื้อให้แม่นางเยียนหงก็พอแล้ว ทางเมียจ๋าอยากได้เท่าไหร่ก็มีเท่านั้น นางเล่นจนเบื่อแล้ว กล่องเครื่องใช้สตรีนั่นก็ไม่นับว่าแพงเกินไป ใบละหนึ่งร้อยตำลึง ยังต้องสั่งจองล่วงหน้าหนึ่งถึงสองเดือนจึงจะได้ของ”
“แต่ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรื่องของพี่เขยก็คือเรื่องของน้องเขย ถึงตอนนั้นข้าจะให้เมียจ๋าเก็บไว้ให้สหายรู้ใจของท่านสักสองใบก็แล้วกัน”
ฉินเฟิงไม่ทันได้ตกใจที่หลิวจี้รู้จักชื่อเยียนหง ในใจก็คาดเดาว่าต้องเป็นพ่อบ้านรองจอมปากมากนั่นแน่ๆ ที่ป่าวประกาศเรื่องของตนออกไป
เขารีบถามเสียงร้อนรน “หีบหนังสือพลังเซียนกับกล่องเครื่องใช้สตรีที่เจ้าพูดมานี้ เกี่ยวข้องอะไรกับฉินเหยา”
หลิวจี้แสร้งทำเป็นถ่อมตน ก้มหน้ายิ้ม “ไม่มีอะไร ก็แค่ของที่ออกมาจากโรงงานที่เมียจ๋าของข้าตั้งขึ้นเท่านั้นเอง”
เมื่อฉินเฟิงได้ยินดังนั้น ทีแรกก็ดีใจ อาเหยารู้เรื่องการค้าด้วยหรือ
ต่อมาก็สลดลง ไม่สิ นางคือฉินเหยา
แต่สามารถทำจนมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแผ่นดินได้ก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว
ฉินเฟิงดึงกระบี่ของตนกลับมา ตบไหล่หลิวจี้เบาๆ แล้วพูดอย่างจริงใจว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้ามีวาสนาจริงๆ”
เมื่อนึกถึงวันวานที่เคยโดนทุบตีและข่มขู่ถึงชีวิต หลิวจี้ก็อยากจะเอ่ยย้อนไปประโยคหนึ่งว่า วาสนานี้ให้ท่าน ท่านเอาหรือไม่!
แต่พอพูดออกไปกลับกลายเป็น “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว~”
จริงๆ แล้วเมียจ๋าของเขาเป็นคนดีมาก ขอเพียงแค่ไม่ไปยั่วให้นางอาละวาด ทุกสิ่งก็จะดีงามยิ่งนัก
แสงตะวันสุดท้ายลับหายไป ทัศนวิสัยก็มืดสลัวลง หลิวจี้ยังคงเขี่ยหาอยู่ในพงหญ้า
ทันใดนั้น ดวงตาใสแจ๋วดุจถั่วเขียวคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หลิวจี้ใช้เวลาหนึ่งในสามวินาทีวิเคราะห์ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ควรจะเป็นงูตัวหนึ่ง ใช้เวลาอีกหนึ่งในสามวินาทีตัดสินว่าตนเองกับพี่เขยซื่อบื้อที่อยู่ด้านหลังนี้รับมือไม่ไหวแน่และใช้หนึ่งในสามวินาทีสุดท้าย ตะโกนสุดเสียงอย่างชำนาญและคล่องแคล่วว่า “เมียจ๋าช่วยข้าด้วย!”