ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 632 จะไม่เป็นตัวแทนของผู้ใดทั้งนั้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 632 จะไม่เป็นตัวแทนของผู้ใดทั้งนั้น
ตอนที่ 632 จะไม่เป็นตัวแทนของผู้ใดทั้งนั้น
ฟุ่บ! เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านเหนือแม่น้ำมาอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ! เสียงหนึ่งดังขึ้น ดาบใหญ่เล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าเสียบระหว่างดวงตาสีเขียวระยับคู่นั้น รวดเร็วเสียจนผู้คนยังไม่ทันได้ตั้งตัว
เสียงซ่าดังขึ้น หางงูขาวขนาดเท่าปากชามเส้นหนึ่งก็ตวัดกวาดออกมาจากใต้น้ำอย่างรุนแรงเพราะความเจ็บปวด ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่สาดกระเซ็นลงมา รดศีรษะและใบหน้าของฉินเฟิงและหลิวจี้จนเปียกปอน
หางงูนั้นสะบัดไปมาในอากาศ ชั่วครู่ต่อมาก็ตกลงมากระแทกพื้นอย่างหมดแรง กระทบผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นอีกครั้ง สาดใส่ฉินเฟิงและหลิวจี้จนเปียกโชกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
ฉินเหยาดึงดาบออกมา ยื่นมือไปคว้าสิ่งที่อยู่ในพงหญ้าออกมาดู เป็นงูใหญ่สีขาวนวลตลอดทั้งตัว ยาวหกเมตรกว่า ส่วนที่อวบอ้วนที่สุดบนลำตัวนั้น มีขนาดเท่าต้นขาของผู้ใหญ่
เมื่อเห็นฉินเหยาเผยแววตาตื่นเต้นยินดี พาดงูใหญ่ตัวนี้ขึ้นบนบ่า เรียกหลิวจี้แล้วก้าวเท้าเดินจากไป ฉินเฟิงที่เพิ่งตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เผลอสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง
สตรีผู้นี้ ช่างแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว!
มิใช่สิ แม่น้ำสายใหญ่นี้ช่างเต็มไปด้วยอันตราย ฉินเฟิงรีบก้าวตามฝีเท้าของสองสามีภรรยาไป
หลิวจี้มองหนังงูขาวที่งดงามนั้นอย่างชื่นชมยิ่ง เดินไปพลางเจรจากับฉินเหยาไปพลางว่า “เมียจ๋า พวกเราเก็บหนังงูนี้ไว้เถิด งูตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ ทำเสื้อหนังงูได้ตั้งหลายตัว ฤดูร้อนสวมใส่คงเย็นสบายยิ่งนัก”
ที่สำคัญคือ หากสวมชุดหนังงูนี้ออกไปข้างนอก จะต้องส่องประกายจนเหล่าบรรดาคุณชายเชื้อพระวงศ์และขุนนางในเมืองหลวงตาพร่าไปตามๆ กันแน่!
ฉินเหยาหันกลับไปมองหลิวจี้ที่กำลังพูดอย่างออกรสออกชาติแวบหนึ่ง ผู้อื่นสวมเสื้อหนังงูจะเป็นเช่นไรนางนึกภาพไม่ออก แต่หากหนังงูขาวระยิบระยับราวเกล็ดคลื่นนี้อยู่บนร่างของหลิวจี้ ดูท่าจะไม่เลวเลยทีเดียว
เห็นแก่ที่วันนี้เขาเป็นคนพบเจ้าตัวใหญ่นี้ ฉินเหยาจึงเลิกคิ้วเอ่ย “เดี๋ยวข้าจะลอกหนังงูออกมาให้เรียบร้อย เจ้าก็นำไปจัดการเบื้องต้นเสีย รอถึงเมืองหลวงแล้วค่อยหาช่างตัดเย็บทำเป็นเสื้อคลุมสักสองสามตัว”
หลิวจี้ดีใจจนเนื้อเต้น “ได้เลย!” แล้วรีบเดินตามหลังนางไปอย่างกระตือรือร้น ช่วยประคองร่างงูไว้
ทุกคนที่ค่ายพักเห็นเพียงเงาร่างสามสายเดินมาแต่ไกล พอเข้ามาใกล้จึงเพิ่งตระหนักว่าบนร่างของฉินเหยาแบกงูขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งไว้
ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง สตรีแบกงูขาวมงคลไว้บนบ่าค่อยๆ เดินเข้ามา หางงูที่ยาวเหยียดลากเป็นรอยยาวอยู่บนพื้น ดูองอาจและน่าเกรงขามยิ่งนัก
นางโยนงูขาวตัวนั้นลงบนพื้น ร่างกายมหึมาปรากฏให้เห็นอย่างสมบูรณ์ ภายใต้แสงไฟที่วูบไหว หัวงูขนาดใหญ่ดูประหลาดพิกลและชวนขนลุกขนพอง เกือบจะทำให้ท่านลุงเจ็ดและคนอื่นๆ ตกใจจนคุกเข่าลง
ส่วนปฏิกิริยาของทางครอบครัวฉินเหยานั้นกลับตรงกันข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
มงคลอันใดไม่มงคลอันใด ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย รู้สึกเพียงว่าท่านแม่เก่งกาจมาก ดวงตาพวกเขาเป็นประกายระยิบระยับและแอบเลียริมฝีปากเบาๆ
อินเยว่และอาวั่งหันไปสบตากันแวบหนึ่ง ทั้งสองตื่นเต้นอย่างกับอะไรดี รีบก้าวไปข้างหน้าสำรวจเจ้างูโชคร้ายตัวนั้น ตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ ใช้หม้อเดียวตุ๋นไม่หมดแน่นอน
อาวั่งมองนายท่านใหญ่ของตนด้วยความเลื่อมใสแวบหนึ่ง เขาพบว่า นายท่านใหญ่ของเขาดูเหมือนจะมีคุณสมบัติ ‘กระตุ้นเหตุการณ์สุ่ม’ อะไรนั่น ขอเพียงแค่เขาบุกเข้าพงหญ้าไปคนเดียว ไม่เจอเข้ากับการฆ่าคนชิงทรัพย์ก็ต้องพบเจอกับบรรดาเจ้าตัวใหญ่อันตรายต่างๆ นานา
“นายท่าน…” ท่านลุงเจ็ดมองครอบครัวฉินเหยาที่กำลังถลกหนังงูขาวอยู่ไม่ไกลแล้วถามฉินเฟิงอย่างตื่นตระหนก “งูขาวนั่นเป็นสัตว์มงคลนะ พวกคุณหนูทำเช่นนี้ไม่ค่อยดีกระมังขอรับ”
ฉินเฟิงมองฉินเหยาที่กำลังฮัมเพลงไปพลางใช้มีดถลกหนังไปพลางก็ยิ้มบางๆ แล้วถามขึ้นอย่างใจเย็นท่ามกลางสายตาอันสิ้นหวังของท่านลุงเจ็ดว่า
“พุทราที่ข้านำมาจากบ้านเล่า อยู่ไหน จับปลาไม่ได้ งูก็ใช้ได้เหมือนกัน อย่างไรเสียก็เป็นเนื้อ”
ท่านลุงเจ็ดตกตะลึง ฉินเฟิงท่านไม่ใช่เถ้าแก่ใหญ่คนที่ข้ารู้จักอีกต่อไปแล้ว!
แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางเขาจากการช่วยหาพุทราแดงให้อย่างแข็งขัน ถุงนั้นใหญ่ทีเดียว กินแห้งๆ ก็ยังเป็นของว่างได้ เพียงแต่ช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายจนไม่มีเวลากินมันเลย
ฉินเฟิงส่งพุทราแดงถุงหนึ่งไปให้ทางฉินเหยาแล้วยังหิ้วหางงูกลับมาเส้นหนึ่ง แม้ว่าท่านลุงเจ็ดและคนอื่นๆ ปากจะพูดว่างูขาวมงคลกินไม่ได้ แต่การตั้งหม้อนั้นกลับไม่ช้าเลยแม้แต่น้อย
กินของมงคล น่าจะทำให้อายุยืนยาวได้กระมัง เหล่าผู้คุ้มกันต่างถูมืออย่างคาดหวัง
ท่ามกลางเสียงเรียก “พี่เขย เชิญ” อย่างสนิทสนมของหลิวจี้ ฉินเฟิงก็นั่งลงหน้าหม้อใบใหญ่ของบ้านฉินเหยาอย่างมีความสุข ถือถ้วยไม้และช้อนไม้ที่ต้าหลางและเอ้อร์หลางส่งให้ อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและเคาะตามซานหลางซื่อเหนียงไปด้วย
แต่พอถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ทีหนึ่งก็รีบกลับคืนสู่ท่าทีเคร่งขรึมในทันที
อาวั่งผู้รับหน้าที่ปรุงอาหารสูดกลิ่นในอากาศเบาๆ ทีหนึ่งแล้วพยักหน้าให้แก่อินเยว่
อินเยว่ลุกขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าหม้อ ยิ้มเอ่ยแจ้งทุกคนอย่างมีพิธีรีตองว่า “ข้าจะเปิดฝาแล้วนะ!”
ทุกคนกลั้นหายใจรอคอย
ฝาหม้อไม้ถูกเปิดออก น้ำแกงเนื้องูสีขาวขุ่นเข้มข้นที่กำลังเดือดพล่านหม้อหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน ด้านบนลอยประดับด้วยพุทราแดงสองสามลูก ทุกคนที่หิวจนไส้กิ่วอยู่แล้วพลันบังเกิดความอยากอาหารขึ้นมาทันที
ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ ทั้งครอบครัวต่างมองไปทางฉินเหยาอย่างรู้กัน
นางหยิบช้อนไม้ที่หลิวจี้ส่งมาให้ ตักน้ำแกงเนื้องูใส่ถ้วยของตนเองก่อนหนึ่งถ้วยแล้วตักให้เด็กๆ ที่เหลืออีกสี่คนและอินเยว่อีกคนละหนึ่งถ้วย
“เมียจ๋า เมียจ๋า~” หลิวจี้ทำหน้าทะเล้น ประคองถ้วยขึ้นมา ฉินเหยาจึงจำต้องตักให้เขาอีกหนึ่งถ้วย
พอหันกลับไปก็เห็นฉินเฟิงมองมาที่ตนด้วยสายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังจึงตักให้เขาอีกหนึ่งถ้วย
อาวั่งยื่นถ้วยมาตรงๆ “ฮูหยิน ตักให้ข้าด้วย” ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา จะลำเอียงได้อย่างไร!
ฉินเหยายิ้มบางๆ ตักใส่ถ้วยของเขาจนเต็ม คราวนี้ทุกคนล้วนพอใจกันถ้วนหน้า ต่างยกน้ำแกงเนื้องูขึ้นมาลิ้มลองอย่างคาดหวัง
น้ำแกงเนื้องูแก่ที่ตุ๋นด้วยไฟแรง สารอาหารจากกระดูกและเนื้อหนังทั้งหมดละลายลงไปในน้ำ เติมขิงป่าเพื่อดับคาว ใส่พุทราแดงลงไปแล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนตุ๋นต่ออีกสองเค่อ น้ำแกงก็จะทั้งสด หอมหวานและเข้มข้น เนื้องูเปื่อยนุ่มละลายในปาก เพียงแค่เติมเกลือเล็กน้อยเพื่อชูรสก็อร่อยจนแทบทำให้คนสลบไป
ที่ค่ายพัก ไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมาสักคำ ทุกคนต่างดื่มด่ำอยู่กับรสชาติอันโอชะของน้ำแกงเนื้องูหม้อนี้ ในไม่ช้า น้ำแกงเนื้องูหม้อใหญ่ก็หมดเกลี้ยง
ทุกคนที่กินดื่มอิ่มหนำแล้ว พักผ่อนกันชั่วครู่ก็พากันเข้าสู่ห้วงนิทรา
คืนนี้ฉินเหยาอยู่ยามเฝ้าเวร สลับให้อาวั่งไปพักผ่อน อาจเป็นเพราะกินอิ่มจนเกินไป นางจึงยังไม่รู้สึกง่วง นางเอนร่างพิงล้อรถม้า ชื่นชมท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวสุดลูกหูลูกตา
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวกว้างไกลถึงเพียงนี้ ณ ที่แห่งนี้ ราวกับยอดโดมแห่งท้องนภาอันโอ่อ่าตระการตาที่โอบล้อมมวลมนุษย์ตัวเล็กๆ ทั้งหมดไว้ภายใต้มัน
ฉินเฟิงสะพายกระบี่เดินเข้ามา ฉินเหยาได้ยินเสียงกระบี่ที่เขาสะพายอยู่ดังขึ้น แต่นางก็ยังไม่อยากละสายตาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันงดงามจึงไม่ได้หันกลับไปมอง
ฉินเฟิงหยุดยืนอยู่ด้านหลังนางแล้วกล่าวว่า “ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวของเมืองวั่งเฉิงงดงามกว่าที่นี่เสียอีก แต่ที่งดงามที่สุดนั้นอยู่ในทะเลทราย ดวงดาวที่นั่นดูใหญ่กว่าที่นี่ ราวกับว่าอยู่ใกล้คนมาก เพียงยื่นมือออกไปก็สามารถคว้าลงมาได้”
“ท่านเคยไปทะเลทรายด้วยหรือ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
ฉินเฟิงเอ่ย “คนทำการค้าย่อมไปมาแล้วทุกหนแห่ง ทว่าทะเลทรายนั้นแม้จะงดงาม แต่ก็คร่าชีวิตคนได้ง่าย เจ้าอย่าไปเลยจะดีกว่า”
ฉินเหยาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ในที่สุดก็ยอมหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง “มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ”
“มีของจะให้เจ้า” ฉินเฟิงยิ้มพลางยื่นกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวกล่องหนึ่งให้นาง
“คืออะไร”
“วันที่อยู่บนเขาวันนั้น ข้ารับปากว่าจะซื้อปิ่นปักผมทองคำให้อาเหยา” เขาพูดคำไหนคำนั้น
ฉินเหยาเปิดกล่องไม้ออก ภายในมีปิ่นปักผมทองคำเกลี้ยงลายเมฆาอันหนึ่งวางอยู่ ดูเรียบง่ายสง่างาม เป็นทองคำแท้!
นางยิ้มออกมาอย่างยินดี ทว่ากลับปิดกล่องลงแล้วยื่นปิ่นปักผมคืนให้เขา
“ข้าจะไม่เป็นตัวแทนของผู้ใดทั้งนั้น”
ทิ้งไว้เพียงคำพูดนี้ ร่างบางก็วูบไหวกลมกลืนไปกับความมืดมิดยามค่ำคืนแล้วหายลับไปราวกับอากาศธาตุ
ฉินเฟิงนิ่งอึ้งถือกล่องไม้ไว้ในมือ ขอบตาค่อยๆ แดงก่ำ…
เนิ่นนาน เขาจึงจากไป