ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 633 ฝนห่าใหญ่
ตอนที่ 633 ฝนห่าใหญ่
วันที่ท้องฟ้าแจ่มใสต่อเนื่องหลายวันคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก เมื่อคาดการณ์ได้ว่าพายุฝนห่าใหญ่กำลังจะมา คณะของฉินเหยาจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น
ทว่าพวกเขาก็ยังช้ากว่าสายฝนที่กำลังจะมาถึง
เดิมทีคิดฉวยโอกาสช่วงบ่ายเดินทางไปยังเมืองถัดไป แต่แล้วท้องฟ้าที่เคยสดใสก็กลับมีเมฆดำทะมึนปกคลุมในทันใด คณะเดินทางจึงทำได้เพียงรีบหาสถานที่พักแรมเพื่อหยุดหลบฝนก่อน
ที่นี่มีสถานีพักม้าขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง รอบๆ สถานีพักม้ายังมีโรงเตี๊ยมอีกหลายแห่ง นี่คือสถานีพักม้าที่ฉินเฟิงและหลิวจี้พูดถึงระหว่างพูดคุยกันเล่นริมแม่น้ำเมื่อยามเย็นวานนี้
เดิมทีฉินเฟิงก็ตั้งใจจะหยุดพักที่นี่ล่วงหน้าหนึ่งคืนเพื่อให้ทุกคนได้ผ่อนคลายและถือโอกาสเติมเสบียงอะไรทำนองนั้น
ประเด็นสำคัญคือ เขาอยากให้ฉินเหยาได้กินอาหารดีๆ ที่ทำให้เจริญอาหารสักมื้อที่นี่
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป ฉินเฟิงคิดเอาเองว่าเมื่อคืนตนกับฉินเหยามีเรื่องไม่พอใจกัน พอนึกถึงที่หลิวจี้บอกว่าบ้านพวกเขาฉินเหยาเป็นคนตัดสินใจก็ไม่หวังแล้วว่าวันนี้จะสามารถรั้งคนไว้ที่สถานีพักม้าแห่งนี้เพื่อพักผ่อนได้
อีกทั้งตอนกลางวันเห็นครอบครัวของฉินเหยาหยุดกินข้าวเพียงสองเค่อก็ออกเดินทางต่อ ฉินเฟิงก็แทบจะมั่นใจว่านางโกรธแล้วจึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับตนอีก
คาดไม่ถึงเลยว่า เรื่องราวจะพลิกผันอีกครั้ง
ทุกคนเพิ่งจะผ่านสถานีพักม้าขนาดใหญ่ใกล้ๆ บนท้องฟ้าก็มีเมฆดำทะมึน ลมม้วนฝุ่นผงและไอชื้นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ทุกคนจึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสถานีพักม้าขนาดใหญ่เพื่อหลบฝนทันที
ฉินเหยาที่ไม่รู้ถึงความคิดในใจของฉินเฟิงกล่าวว่า นางแค่สังหรณ์ใจว่าวันนี้ฝนจะตกจึงอยากใช้เวลาเร่งเดินทางให้ไกลยิ่งขึ้น ดังนั้นตอนเที่ยงถึงไม่ได้พักผ่อนมากนัก
ส่วนเรื่องโกรธเคืองอะไรนั่น หากอารมณ์ของนางถูกรบกวนจากสิ่งภายนอกหรือคนนอกได้ง่ายดายปานนั้น แค่หลิวจี้ที่บ้านคนเดียวก็คงทำให้นางโมโหจนตายไปนานแล้ว
ข้างสถานีพักม้าหลวง โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล
ทุกคนเพิ่งขนสัมภาระวิ่งเข้ามา วินาทีถัดมาฝนก็เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าทั้งผืนรั่วอย่างไรอย่างนั้น สายฝนน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ฝนทั้งตกหนักลมยังแรง ลมพัดมาทีเดียวก็พลิกหลังคาหญ้าคาของแผงน้ำชาที่ตั้งอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมจนพลิกเปิด
หลิวจี้รีบไล่พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ยังคงยืนดูฝนอยู่ที่หน้าประตูอย่างไม่รู้จักกลัวให้เข้าไปในโถงใหญ่และสั่งให้อาวั่งกับอินเยว่รีบไปดูม้าและรถม้าที่คอกม้า
ลมนี้แรงมากจนเขากลัวว่าคอกม้าจะถูกพัดจนพลิกเปิดไป
สถานการณ์ทางฝั่งฉินเฟิงกลับเลวร้ายยิ่งกว่า ลมแรงฝนตกหนัก เพราะขนของลงไม่ทันจึงทำได้เพียงให้สารถีและผู้คุ้มกันสวมเสื้อกันฝน จูงม้าไปอยู่ในที่ที่อับลมด้านหลังโรงเตี๊ยมและคลุมผ้าใบกันน้ำเพื่อบังไว้
แต่ลมฝนรุนแรงเกินไป ผ้าใบกันน้ำที่ทั้งใหญ่และหนักอึ้งเมื่อบวกกับแรงลมและฝนก็หนักราวกับแท่งเหล็ก เพียงแค่ไม่ระวัง ทั้งคนทั้งผ้าใบก็ถูกพัดตกลงมาจากรถม้า
โชคดีที่รอบด้านนี้ราบเรียบ มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าคนที่ถูกลมแรงนี้พัดจนกลิ้งไปหลายรอบแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ฉินเหยาเพิ่งจะคุ้มครองคนในครอบครัวเข้ามาในโถงใหญ่ได้ก็ได้ยินเสียงร้องอุทานดังมาจากด้านนอก นางส่งสายตาให้หลิวจี้ว่าให้ดูแลพวกเด็กๆ ให้ดีแล้วรีบสวมหมวกงอบพุ่งออกไป
หลิวจี้แม้แต่คำกำชับว่าเมียจ๋าระวังตัวด้วยก็ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก คนก็หายไปแล้ว
ลมแรงมากจริงๆ เถ้าแก่โรงเตี๊ยมและเหล่าลูกจ้างก็ไม่สนใจโรงน้ำชาด้านนอกที่ถูกพัดปลิวไปแล้ว รีบไล่ต้อนแขกของโรงเตี๊ยมทั้งหมดเข้าไปในโถงใหญ่ โดยให้ลูกจ้างล่ำสันสองสามคนช่วยกันปิดประตูใหญ่
พอประตูใหญ่ปิดลงก็กั้นลมฝนไว้ด้านนอกได้ในทันที ทุกคนในห้องถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
เถ้าแก่ยังคงมีอาการใจสั่นไม่หาย ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “หลายปีแล้วที่ไม่เคยเห็นฝนตกหนักขนาดนี้ แต่ว่าลูกค้าทุกท่านก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไป แถบนี้ของเราลมฝนมาเร็วไปเร็ว รอให้พ้นช่วงนี้ไปก็ดีแล้ว”
คำพูดนี้ของเถ้าแก่ช่วยปลอบประโลมใจคนได้ในระดับหนึ่ง บรรดานักเดินทางที่มาจากต่างถิ่นจึงไม่สับสนวุ่นวายใจเท่าใดแล้ว
เพียงแต่ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แขกที่ยังมีคนในครอบครัวอยู่ด้านนอกจึงอดที่จะกังวลไม่ได้
ต้าหลางเห็นท่านพ่อเอาแต่ชะเง้อมองพลางเดินวนไปวนมาอยู่กับที่ทั้งยังถูมือไปมา แม้ว่าเขาจะเป็นห่วงพวกท่านแม่และท่านอาอาวั่งด้วยเช่นกัน แต่ก็รู้ดีว่าชั่วขณะนี้ตนเองไม่สามารถช่วยอะไรได้
แทนที่จะร้อนใจไปเปล่าๆ สู้จัดการเรื่องที่ตนเองพอจะทำได้ให้ดีเสียก่อนจะดีกว่า
“ท่านพ่อ พวกเราจองห้องพักแขกก่อนเถิดแล้วเตรียมเสื้อผ้าแห้งๆ กับน้ำร้อนและของกินไว้รอ รอพวกท่านแม่กลับมาก็จะสามารถใช้ได้เลย” ต้าหลางยื่นมือไปดึงบิดาของตนแล้วเอ่ยเตือนสติ
หลิวจี้ตบหน้าผากตัวเอง “ดูความจำข้าสิ ยังต้องให้เจ้าหนูอย่างเจ้าเตือน ต้าหลาง เอ้อร์หลาง พวกเจ้าดูแลน้องชายกับน้องสาวให้ดี เอาสัมภาระไปด้วย พ่อจะไปเปิดห้องพักแขก”
“ยังมีของพวกเถ้าแก่ใหญ่ฉินด้วยนะ!” เอ้อร์หลางเตือนขึ้นเพราะกลัวว่าบิดาจะลืม
ท่านแม่บอกว่าพวกเขาสองครอบครัวเดินทางมาด้วยกัน ตลอดทางต้องคอยดูแลซึ่งกันและกัน
หลิวจี้พยักหน้า เขาจะลืมพี่เขยได้อย่างไรกัน เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะคิดเงินก็โบกมือครั้งหนึ่ง ใช้ชื่อของฉินเฟิงเหมาห้องพักแขกที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดของโรงเตี๊ยม
เถ้าแก่ยิ้มอย่างยินดีปรีดา “เถ้าแก่ใหญ่ฉินมานี่เอง!”
พอหลิวจี้มองดูก็พบว่าเป็นคนรู้จัก เช่นนั้นก็ยิ่งง่ายเลย เขาสั่งการคนอย่างองอาจผึ่งผาย มีอะไรดีก็เอาอันนั้น จัดแจงให้ทางบ้านตนเองก่อนเป็นสำคัญ
“มีอะไรอร่อยๆ เครื่องดื่มดีๆ ก็เตรียมไว้เลยนะ อีกเดี๋ยวพอคนเข้ามาจะได้ใช้ได้ทันที อ้อ ใช่ ต้มน้ำร้อนเพิ่มอีกหลายๆ กาด้วย พวกเขาเฝ้าสินค้าอยู่ด้านนอก ต้องเปียกโชกกันหมดแน่ ที่โรงเตี๊ยมมีขิงกับน้ำตาลทรายแดงหรือไม่ ต้มน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงไว้ด้วย…”
ด้านนอกโรงเตี๊ยม สายฝนนั้นตรงกันข้ามกับที่เถ้าแก่บอกว่ามาเร็วไปเร็วอย่างสิ้นเชิง มันถาโถมมาทีละระลอกๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในเวลาอันสั้นเลย
อินเยว่กับอาวั่งจัดแจงรถม้าและม้าของบ้านตนเองเสร็จเรียบร้อย เมื่อเห็นฉินเหยาอยู่ในกลุ่มของฉินเฟิงก็ตามมาสมทบ พอมีสามคนนี้มาเข้าร่วม เรื่องที่ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกยุ่งยากลำบากก็พลันกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ
ฉินเหยาฝ่าลมฝนเข้าไป ผ้าใบกันน้ำที่หนักอึ้งราวกับไร้น้ำหนักในมือของนาง เพียงสะบัดทีเดียวก็คลุมลงบนรถลากได้พอดี จากนั้นอาวั่งและอินเยว่ก็ประสานงานกันอย่างรู้ใจ มัดเชือกไขว้กันทั้งสี่มุมก็เสร็จไปหนึ่งคัน
ทั้งสามคนทำเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ พวกเขารวดเร็วมาก ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็คลุมรถบรรทุกสินค้าไปได้เกินครึ่งแล้ว
สองเค่อต่อมา ในขณะที่เหล่าผู้คุ้มกันยังคงซวนเซไปมาจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ ทั้งสามคนก็คลุมผ้าใบกันฝนให้รถบรรทุกสินค้าทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย
ส่วนม้านั้นไม่ต้องเป็นห่วง เหล่าสารถีล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชน พวกเขาโอบกอดหัวม้าและยืนแนบชิดกับม้า มือก็ทำการปลอบโยนไม่หยุด
เมื่องานเสร็จ ฉินเหยาก็พาอาวั่งและอินเยว่มาอยู่ข้างกายฉินเฟิง สายฝนรุนแรงมาก ทั้งหมวกงอบและเสื้อกันฝนฟางต่างก็ไร้ประโยชน์ ทั้งสามคนเปียกปอนไปทั้งตัว
ฉินเฟิงยิ่งน่าอนาถกว่า กิ่งไม้ที่ปลิวมาบาดคอเขาเป็นรอยหนึ่งเส้น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เส้นผมที่เปียกชุ่มแนบติดอยู่บนใบหน้า ดูแล้วน่าสังเวชกว่าพวกฉินเหยาสามคนมากนัก
เมื่อครู่เขาเห็นพวกฉินเหยาทั้งสามคนเข้ามา สถานการณ์ก็คลี่คลายลง ไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณ เขาก็รีบไปยังสถานีพักม้าหลวงและโรงเตี๊ยมอีกสองแห่งในบริเวณใกล้เคียงทันที พยายามมองหาบ้านว่างราคาถูกเพื่อใช้เป็นคลังสินค้าชั่วคราว
แต่ว่า ฉินเฟิงเพิ่งจะอ้าปากพูด ฉินเหยาก็ชิงเปิดปากพูดก่อนเขาก้าวหนึ่งแล้ว
“ฝนนี้จะไม่หยุดตกไปอีกสักพักใหญ่ ข้าดูท้องฟ้าแล้ว คืนนี้กับพรุ่งนี้เกรงว่าอาจจะยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง อีกเดี๋ยวรอฝนซาลงต้องย้ายสินค้าทั้งหมดเข้าไปในที่ร่ม”
ฉินเหยาพูดพลางก้มลงมองเท้าของตนเอง โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างสูง น้ำฝนไหลผ่านไปไม่จึงได้ทิ้งน้ำขังไว้มากนัก “หากไม่สามารถย้ายเข้าไปในที่ร่มได้ สร้างคลังสินค้าชั่วคราวไว้ที่สูงด้านนอกก็ได้เช่นกัน”
นางเห็นว่าสินค้าของฉินเฟิงทั้งหมดถูกห่อไว้อย่างใส่ใจยิ่งนัก ในหีบไม้ยังมีกระดาษเคลือบน้ำมันกั้นอยู่ ด้านนอกหีบไม้ก็ยังมีผ้าใบกันน้ำอีก ขอเพียงแน่ใจว่าผ้าใบกันฝนนั้นมั่นคงแข็งแรงก็ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะซึมเข้าไปได้