ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 634 ข้าเห็นแววเจ้าแล้ว
ตอนที่ 634 ข้าเห็นแววเจ้าแล้ว
ฉินเฟิงตัดสินใจเด็ดขาดทันที “ข้าจะไปหาคนมาขนของลงจากรถม้าเดี๋ยวนี้แล้วเข็นไปไว้ที่ลานว่างด้านทิศตะวันออกของโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล พวกเจ้าเข้าไปหลบฝนในโรงเตี๊ยมก่อนเถอะ”
ประโยคหลังนี้เขามองฉินเหยาแล้วเอ่ยออกมา
ฉินเหยาส่ายหน้า “คนมากกำลังก็มาก เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าก่อน”
อาวั่งและอินเยว่นั้นไม่ต้องให้ย้ำอีกรอบก็รีบวิ่งไปยังขบวนรถม้าทันที พ่อบ้านสั่งการอย่างไรก็ช่วยทำงานอย่างนั้น
ฉินเหยาล้วงผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งออกมาแปะลงบนบาดแผลที่คอของฉินเฟิงแล้วส่งสัญญาณให้เขากดเอาไว้ กล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ท่านพูดมาเถอะ จะให้ทำอย่างไร ข้าจะช่วยท่านเอง”
“…ขอบใจ” ฉินเฟิงมองสีหน้าสงบนิ่งซึ่งไม่มีทางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอาเหยาบ้านตนเองอย่างแน่นอน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจนั้นพลันถูกปล่อยวางลงอย่างสิ้นเชิง ฉินเหยาก็คือฉินเหยา นางไม่ใช่อาเหยา
เขากล่าวขอโทษอีกครั้ง…เรื่องปิ่นทองเมื่อวานนี้
ฉินเหยาถลึงตามองเขาอย่างรังเกียจทีหนึ่ง “ไร้สาระให้น้อยลงหน่อย ทำงานก่อน!”
ฉินเฟิงรับคำ “ได้เลย”
เขาเองก็ไม่เกรงใจเช่นกัน เริ่มสั่งการขึ้นมา “เจ้าไปยืมจอบกับพลั่วจากโรงเตี๊ยมมา ถึงเวลาก็ใช้ดินกลบสี่มุมของผ้าใบกันน้ำ ลมก็จะพัดไม่ขึ้นแล้ว”
“ได้!” ฉินเหยาพยักหน้า หันกายแล้วก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยม
ของบนรถม้าถูกขนลงมาทั้งหมด เหล่าผู้คุ้มกันนำแผ่นไม้ของรถลากไปวางไว้ที่ลานว่างด้านทิศตะวันออกพร้อมกับสินค้าแล้วยังนำผ้าใบกันฝนมาเชื่อมต่อกันทั้งหมด ห่อหุ้มสินค้าทั้งหมดไว้ด้านใน
สุดท้ายก็นำดินที่หนักอึ้งมาทับชายผ้าใบกันน้ำส่วนที่เกินออกมาแล้วยังขุดร่องระบายน้ำแบบง่ายๆ ไว้รอบด้าน ในที่สุดก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว
หลังจากจัดการจนเสร็จสิ้น สายฝนก็เบาบางลง แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก
ทุกคนในกองคาราวานต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกครั้งใหญ่ ต่อไปไม่ว่าฝนครานี้จะตกนานเพียงใดก็วางใจได้แล้ว
เหลือคนไม่กี่คนไว้เฝ้ายามในโรงน้ำชาของโรงเตี๊ยมที่หลังคาหญ้าคาถูกพัดจนพลิกหงาย ฉินเฟิงก็เรียกฉินเหยา อินเยว่และอาวั่งทั้งสามคนพลางเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมพร้อมเอ่ยอย่างใจกว้างว่า
“การเข้าพักครั้งนี้ข้าจะเป็นออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด พวกเจ้าอยากกินอะไร อยากใช้อะไรก็สั่งได้เลยตามสบาย อย่าได้เกรงใจข้าเป็นอันขาด!”
อาวั่งและอินเยว่มองเขาอย่างเห็นใจแวบหนึ่ง คนผู้นี้เกรงว่ายังไม่รู้ถึงการจัดการเรื่องราวของนายท่านใหญ่บ้านพวกเขา
“ท่านแม่ ท่านแม่! ทางนี้!” เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่ถูกส่งลงมาเป็นเด็กเฝ้าประตูรอท่านแม่พยายามโบกมือ
ฉินเหยามองดูก็พอจะทราบเรื่องราวแล้ว นางเหลือบมองฉินเฟิงอย่างล้อเลียนแวบหนึ่ง “วางใจเถอะ มีคนจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
ด้วยเหตุนี้ พอทุกคนก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ เถ้าแก่ก็ยิ้มแฉ่งเดินเข้ามากล่าวว่า “เถ้าแก่ใหญ่ ห้องพักแขกเตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ ท่านพักห้องอักษรสวรรค์หมายเลขหนึ่ง น้ำร้อนก็ถูกส่งขึ้นไปแล้ว น้ำขิงน้ำตาลทรายแดงก็อยู่บนโต๊ะ ท่านอย่าลืมดื่มนะขอรับ”
เถ้าแก่แจกแจงยกใหญ่ เรียกได้ว่าละเอียดลออทุกเรื่อง แม้แต่ห้องน้ำของพวกเขาห้องนั้น อบร่ำด้วยเครื่องหอมใดก็ยังจัดเตรียมไว้เรียบร้อย
ฉินเฟิงถาม “แล้วเรื่องอาหารเล่า”
เถ้าแก่รีบชี้ไปทางทิศของห้องครัวด้านหลัง “กำลังทำอยู่ขอรับ กำลังทำอยู่ ไก่เป็ดปลาเนื้อที่ดีที่สุดที่ท่านต้องการก็กำลังทำอยู่ อ้อ ใช่ ยังสั่งจอหงวนแดงอายุห้าปีอีกสิบไหด้วยนะขอรับ ข้าสั่งคนให้ไปเอาขึ้นมาจากห้องเก็บของใต้ดินแล้ว พวกเราทำงานท่านสามารถวางใจได้เลยขอรับ”
ฉินเฟิงหันขวับไปมองฉินเหยาอย่างแข็งทื่อ “ข้าไปสั่งการตอนไหน”
ฉินเหยาแบมือ “นี่ก็ต้องถามตัวท่านเองแล้วสิ”
โบกมือเรียกทีหนึ่ง เอ้อร์หลางกับซื่อเหนียงก็รีบก้าวขึ้นมานำทาง ฉินเหยาเดินตามพวกเขาไป เตรียมพร้อมที่จะเพลิดเพลินกับบริการแบบครบวงจรที่ใครบางคนจัดเตรียมไว้ให้
ฉินเฟิงที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็เดินตามเสี่ยวเอ้อร์ของร้านเข้าไปในห้องอักษรสวรรค์หมายเลขหนึ่งที่ ‘ตนเอง’ จองไว้
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ฉินเฟิงที่ได้อาบน้ำร้อนจนสบายตัว เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่แห้งสะอาด ดื่มน้ำขิงน้ำตาลทรายแดง กินของหวานชิ้นเล็กๆ รองท้องก่อนมื้ออาหารและยังได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดสะอ้านซึ่งจุดกำยานกลิ่นดอกเหมยไว้ครั้งหนึ่งแล้วนั้น มีความรู้สึกต่อหลิวจี้ผู้จัดแจงเรื่องทั้งหมดนี้เพียงห้าคำ
“ข้านับถือจริงๆ!”
ฉินเฟิงกล่าวกับท่านลุงเจ็ดที่ขึ้นมาเรียกตนให้ลงไปกินข้าวอย่างซาบซึ้งใจเช่นนี้
ท่านลุงเจ็ดซึ่งมีใบหน้าแดงระเรื่อผ่องใสและรู้สึกสดชื่นสบายตัวเช่นเดียวกันก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง “เถ้าแก่ใหญ่ ดูไม่ออกเลยว่าท่านเขยผู้นี้ของพวกเราจะมีฝีมืออยู่ไม่เบา โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลแห่งนี้พวกเราก็เคยพักมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อเทียบกับวันนี้ ครั้งก่อนๆ ที่พวกเราพักนั้นมันคืออะไรกัน!”
หากไม่ใช่เพราะท่านเขยช่วยจัดแจง เขาก็คงไม่รู้ว่าห้องน้ำของโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลแห่งนี้ยังสามารถอบร่ำเครื่องหอมได้ด้วย ในโถส้วมยังใส่ขี้เลื่อยไว้ อุจจาระที่ถ่ายออกมาตกลงไปก็ถูกขี้เลื่อยห่อหุ้มไว้ ไม่น่าขยะแขยงเลยสักนิด ทั้งยังไม่เหม็นอีกด้วย
“แต่ว่านะท่านลุงเจ็ด คำอธิบายของท่านนี่ฟังดูน่าขยะแขยงพิกล” ฉินเฟิงพูดตามความจริง
ท่านลุงเจ็ดหัวเราะแหะๆ อย่างกระอักกระอ่วน ทั้งสองคนเดินลงบันไดมาก็เห็นลูกจ้างสองคนหิ้วกล่องข้าวขนาดใหญ่ใบหนึ่งเดินออกไปข้างนอกจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ถึงได้รู้ว่าเขากำลังจะไปส่งข้าวให้แขกที่อยู่โรงน้ำชาด้านนอก
และคนที่อยู่ในโรงน้ำชานั่นก็คือเหล่าผู้คุ้มกันของห้างการค้าตระกูลฉินของพวกเขามิใช่หรือ
ฉินเฟิงและท่านลุงเจ็ดสบตากันอย่างยินดีปรีดา กระทั่งเหล่าผู้คุ้มกันเหล่านี้ท่านเขยก็ยังจัดการเรื่องของพวกเขาไว้ให้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว
ฉินเฟิงคิดในใจ เห็นแก่ที่หลิวจี้จัดแจงได้เหมาะสมลงตัวถึงเพียงนี้ ต่อให้อีกเดี๋ยวเถ้าแก่จะถือใบเสร็จยอดเงินก้อนโตมาให้ตนจ่ายเงิน ตนก็จะไม่โกรธเป็นอันขาด
อย่างไรเสีย ประสบการณ์ที่เติมเต็มความรู้สึกได้ถึงขนาดนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
“ไอ้หยา! เถ้าแก่มาแล้ว!” หลิวจี้รีบผละจากเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยม เข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ลากฉินเฟิงไปนั่งที่โต๊ะของตน
ท่านลุงเจ็ดรู้กาละเทศะจึงถอยออกมา มุ่งหน้าไปยังโต๊ะของเหล่าผู้คุ้มกัน สุราดีอาหารเลิศรส เหล่าพี่น้องกินกันอย่างสำราญใจยิ่ง
ท่านลุงเจ็ดมองดูอย่างปลื้มปีติ ท่านเขยผู้นี้ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง
ถึงขนาดกำลังคิดว่า ต่อไปยามออกเดินทาง ควรจะต้องจ้างคนเช่นท่านเขยที่รอบคอบใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นนี้มาคอยรับผิดชอบดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของเหล่าพี่น้องโดยเฉพาะหรือไม่
ฉินเฟิงเดินตามหลิวจี้มาถึงโต๊ะอาหาร อาหารถูกยกมาขึ้นโต๊ะจนครบแล้ว ทุกคนต่างก็นั่งรออย่างเรียบร้อย รอให้คนมาพร้อมหน้ากัน
ฉินเหยาพยักหน้าให้ฉินเฟิงทีหนึ่ง เอ่ยขึ้นมาคำหนึ่งว่า “กินเถอะ” หลังกล่าวจบก็ราวกับปลดล็อกกลไกบางอย่าง บนโต๊ะมองเห็นเพียงภาพติดตาของตะเกียบที่เคลื่อนไหวไปมาเท่านั้น
หลิวจี้คีบน่องไก่ชิ้นอวบอ้วนน่ากินชิ้นหนึ่งออกมาท่ามกลางภาพติดตาเหล่านั้นอย่างคล่องแคล่วชำนาญแล้วใส่ลงในชามของฉินเหยา ทั้งยังเติมกับข้าวจนเต็มถ้วยกับข้าวเปล่าที่อยู่ข้างมือนางจนหมด จากนั้นถึงได้เริ่มกินของตนเอง
ท่าทางแสนดีอ่อนโยนนั้นทำเอาฉินเฟิงมองดูแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่พอคิดขึ้นมาได้ว่าคนที่ได้รับประโยชน์คือฉินเหยา ในใจก็พลันรู้สึกโล่งสบายขึ้นมาอีกครั้ง
สุราที่หลิวจี้สั่งไม่ได้ถูกยกมาขึ้นโต๊ะของพวกเขา ก็จริง โต๊ะนี้เต็มไปด้วยสตรีและเด็กย่อมไม่เหมาะกับการดื่มสุราอยู่แล้ว
เมื่อเถ้าแก่ถือใบเสร็จของวันนี้มาหาตนเพื่อคิดเงิน ฉินเฟิงก็ลงนามในใบเสร็จอย่างสบายๆ ทั้งยังตบไหล่ของหลิวจี้เบาๆ ส่งสายตาให้กำลังใจที่สื่อว่า ‘ข้าเห็นแววเจ้าแล้วนะ’ ให้เขา
หลิวจี้สะบัดศีรษะอย่างมั่นใจ เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครสามารถปฏิเสธเขาได้!
พอกินมื้อเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ทุกคนยุ่งวุ่นวายมาตลอดทั้งบ่าย ต่างก็เหนื่อยล้าจนทนไม่ไหวแล้ว
สายฝนเบาบางลงอีกหน่อย ฝนตกพรำๆ ฉินเฟิงและฉินเหยาหารือกันว่าพรุ่งนี้จะหยุดพักเพิ่มอีกหนึ่งวัน รอดูสถานการณ์ดินฟ้าอากาศหลังจากนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
พรุ่งนี้สามารถนอนตื่นสายได้!
แค่คิดฉินเหยาก็อารมณ์ดีแล้ว ฉวยตัวลูกสาวที่น่ารักของตนขึ้นมาหอมฟอดๆ ไปสองที
“ไป คืนนี้ไปนอนกับแม่” ไม่เปิดโอกาสให้เด็กหญิงตัวน้อยได้ปฏิเสธ ฉินเหยาก็อุ้มลูกไปยังห้องของตนเองเสียเลย
ซื่อเหนียงไม่คิดจะปฏิเสธเลยสักนิด นางกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงของท่านแม่อย่างพึงพอใจแล้วหัวเราะฮ่าๆ ออกมาอย่างมีความสุข
ห้องพักของโรงเตี๊ยมมีเพียงพอ อีกอย่างก็ไม่ต้องจ่ายเงินเอง หลิวจี้จึงใจกว้างเปิดห้องให้คนในครอบครัวคนละหนึ่งห้อง
แต่ว่าพวกต้าหลางสี่พี่น้องเวลาอยู่ข้างนอกยังคงต้องนอนกับผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นสี่ห้อง ผู้ใหญ่หนึ่งคนดูแลเด็กหนึ่งคนพอดี